การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการ เพื่อศึกษารูปแบบการพัฒนาศักยภาพพ่อแม่เพื่อสอนเรื่องเพศให้กับลูก เปรียบเทียบความพึงพอใจของลูกต่อการสอนเรื่องเพศของพ่อแม่ระหว่างก่อนและหลังการพัฒนา รวมทั้งศึกษาปัญหา อุปสรรคและความเป็นไปได้ในการพัฒนาศักยภาพพ่อแม่เพื่อสอนเรื่องเพศให้กับลูก เลือกลุ่มตัวอย่างโดยใช้การสุ่มเลือกตัวอย่างตามมิติในพ่อแม่ ได้กลุ่มตัวอย่างพ่อแม่จำนวน 80 คน และนักเรียนที่เป็นลูกของพ่อแม่จำนวน 80 คน จับกลุ่มเลือกพ่อแม่ 12 คน และนักเรียน 12 คน เพื่อทำการเก็บข้อมูลเชิงคุณภาพด้วยวิธีการสนทนากลุ่ม เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลผ่านการตรวจสอบความตรงตามเนื้อหาจากผู้ทรงคุณวุฒิ 3 ท่าน หาค่าความเที่ยงโดยคำนวณหาค่าสัมประสิทธิ์อัลฟาของครอนบาค ได้ค่าความเที่ยงของแบบสอบถามศักยภาพการสอนเรื่องเพศของพ่อแม่เท่ากับ .98 และแบบสอบถามความพึงพอใจของลูกต่อการอนเรื่องเพศของพ่อแม่ เท่ากับ .97 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนาและสถิติทีคู่ ผลการวิจัยพบว่ารูปแบบการพัฒนาศักยภาพพ่อแม่เพื่อสอนเรื่องให้กับลูกคือการอบรมเชิงปฏิบัติการ โดยใช้กิจกรรมในการอบรมแบบยึดผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง ค่าเฉลี่ยคะแนนศักยภาพการสอนเรื่องเพศของพ่อแม่ระหว่างก่อนและหลังการพัฒนามีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (1=6.56. p<.001) ค่าเฉลี่ยคะแนนความพึงพอใจของลูกต่อการสอนเรื่องเพศของพ่อแม่ระหว่างก่อนและหลังการพัฒนา มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (t=2.84, p<.01) และพบว่าภายหลังการพัฒนา พ่อแม่มีศักยภาพการสอนเรื่องเพศให้กับลูกหลายด้านคือ มีความรู้เรื่องเพศที่ถูกต้อง มีความสามารถในการสื่อสารเรื่องเพศกับลูก มีความเข้าใจลูกวัยรุ่นมากขึ้น มีความเข้าใจว่าเรื่องเพศเป็นเรื่องธรรมชาติ เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับคนทุกเพศวัยและการสอนเรื่องเพศไม่ใช้เรื่องน่าอาย ส่วนลูกมีความพึงพอใจต่อการสอนเรื่องเพศของพ่อแม่ในหลายประเด็นคือ พ่อแม่ให้ความสำคัญกับการสอนเรื่องเพศมากขึ้น มีความรู้และมีทักษะในการสอนเรื่องเพศมากขึ้น พ่อแม่เป็นที่ปรึกษาเรื่องเพศได้เป็นอย่างดี พ่อแม่เข้าใจลูกและให้ความไว้วางใจในตัวลูกมาขึ้น ส่วนปัญหาและอุปสรรคที่พบในการพัฒนาศักยภาพพ่อแม่เพื่อสอนเรื่องเพศให้กับลูกคือพ่อแม่ไม่มีเวลาว่าง
ผลการวิจัยครั้งนี้เป็นประโยชน์ต่อบุคลากรทีมสุขภาพและผู้เกี่ยวข้อง ในการนำรูปแบบการอบรมเชิงปฏิบัติการที่พัฒนาจากการศึกษานี้ไปใช้ เพื่อพัฒนาศักยภาพการสอนเรื่องเพศของพ่อแม่ได้ตรงกับควรต้องการเรียนรู้เรื่องเพศ ซึ่งจะทำให้ลูกมีชีวิตที่ปลอดภัยและมีสุขภาพทางเพศที่ดีต่อไป (สุรีย์พร กฤษเจริญ, เพชรน้อย สิงห์ช่างชัย, กัญจนี พลอินทร์, ฐิติพร อิงคถาวรวงศ์, และ จรัญ ศรีทวีวัฒน์, 2552)