Notice: Function _load_textdomain_just_in_time was called incorrectly. Translation loading for the health-check domain was triggered too early. This is usually an indicator for some code in the plugin or theme running too early. Translations should be loaded at the init action or later. Please see Debugging in WordPress for more information. (This message was added in version 6.7.0.) in /home/riie/www/wp-includes/functions.php on line 6131
ความสัมพันธ์ระหว่างความเชื่อกับพฤติกรรมการออกกำลังกายของวัยรุ่นมุสลิมในโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาในภาคใต้ en – Center of Excellence on Women and Social Security

Knowledge Management of Women in the South

Title
ความสัมพันธ์ระหว่างความเชื่อกับพฤติกรรมการออกกำลังกายของวัยรุ่นมุสลิมในโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาในภาคใต้
Abstract
การวิจัยแบบบรรยายเชิงสหสัมพันธ์นี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างความเชื่อเกี่ยวกับการออกกำลังกายกับพฤติกรรมการออกกำลังกายของวัยรุ่นหญิงมุสลิมในโรงเรียนเอกชนสอนศาสนา กลุ่มตัวอย่างคือวัยรุ่นหญิงมุสลิมที่กำลังศึกษาอยู่ในโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาในอำเภอเมือง จังหวัดยะลา ปีการศึกษา  2554 จำนวน 328 คน การศึกษาครั้งนี้ใช้แบบแผนความเชื่อด้านสุขภาพ (Strecher &Rosenstock, 1996) ร่วมกับสิ่งที่ต้องคำนึงในการออกกำลังกายตามหลักศาสนาอิสลาม และพฤติกรรม(การียา,2553) และพฤติกรรมการออกกำลังกายตามหลักการออกกำลังกายที่สมาคมกีฬาเวชศาสตร์ของสหรัฐอเมริกากำหนดไว้ (Pollock, 1988  อ้างตาม กรมพลศึกษา, 2535) เป็นกรอบแนวคิดในการวิจัย
 
เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามที่ผู้วิจัยสร้าง ขึ้นโดยแบ่งออกเป็น 3 ส่วน คือ ข้อมูลพื้นฐานขอวัยรุ่นมุสลิม  ความเชื่อเกี่ยวกับการออกกังกายของวัยรุ่นหญิงมุสลิม และ พฤติกรรมการออกกำลังกายของวัยรุ่นหญิงมุสลิมและแบบสอบถามพฤติกรรมการออกกำลังกายของวัยรุ่นมุสลิมเท่ากับ .91 และ .73 ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพรรณนาและสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน
 
ผลการศึกษาพบว่า ความเชื่อเกี่ยวกับการออกกำลังกายโดยรวมและพฤติกรรมการออกกำลังกายของวัยรุ่นหญิงมุสลิมอยู่ในระดับสูง และระดับปานกลางตามลำดับ โดยความเชื่อเกี่ยวกับการออกกำลังกายโดยรวมคือความสัมพันธ์ทางบวกระดับปานกลางกับพฤติกรรมการออกกำลังกายอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ โดยเชื่อด้านการรับรู้โอกาสเสี่ยงของการเกิดโรคจากการไม่ออกกำลังกายและด้านการรู้อุปสรรคและสิ่งที่ต้องคำนึงเกี่ยวกับการออกกำลังกายตามหลักศาสนาอิสลามมีความสัมพันธ์ทางบอกระดับปานกลางกับพฤติกรรมการออกกำลังกายอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ p<.05  ด้านการรับรู้ความรุนแรงของโรคจากการไม่ออกกำลังกายและด้านการรับรู้ประโยชน์จองการออกกำลังกายมีความสัมพันธ์ทางบวกระดับต่ำกับพฤติกรรมการออกกำลังกายอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ p<.05
 
ผลการศึกษาครั้งนี้บุคลากรทางด้านสาธารณสุขสามารถใช้เป็นข้อมูลพื้นฐานในการทำงานเชิงรุกโดยร่วมมือกับโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามเพื่อหาแนวทางในการส่งเสริมให้วัยรุ่นหญิงมุสลิมตระหนักถึงความเสี่ยงของการเกิดโรคจากการไม่ออกกำลังกายเพื่อป้องกันการเกิดโรคเรื้อรังที่อาจเกิดขึ้นในวัยรุ่นหญิงมุสลิมเมื่อเข้าสู่วัยรุ่นผู้ใหญ่ (มยุรี ยีปาโล๊ะ, 2556)
Author
มยุรี ยีปาโล๊ะ
Year
2556
Subject Group
ด้านสุขภาพอนามัยของผู้หญิง
  • การดูแลสุขภาพอื่น ๆ 
Type
 วิทยานิพนธ์
Organization
มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์