การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาการรับรู้โรคมะเร็งเต้านมของสตรี 2) ศึกษาพฤติกรรมการตรวจเต้านมเพื่อค้นหามะเร็งเต้านมของสตรี 3) เปรียบเทียบการรับรู้โรคมะเร็งเต้านมของสตรี จำแนกตามข้อมูลส่วนบุคคล 4) ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างการรับรู้กับพฤติกรรมการตรวจเต้านมเพื่อค้นหามะเร็งเต้านมของสตรี กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้คือ สตรีที่อยู่ในเขตอำเภอกระบุรี จังหวัดระนอง จำนวน 381 คน ได้รับการสุ่มแบบสัดส่วนเครื่องมือที่ใช้ในการเก็บข้อมูล คือ แบบสอบถาม
ผลการวิจัยพบว่า
1. การรับรู้โรคมะเร็งเต้านมของสตรีโดยรวมอยู่ในระดับมาก ได้แก่ การรับรู้การป้องกันโรคมะเร็งเต้านม รองลงมาคือ การรับรู้เกี่ยวกับความรู้ทั่วไปของโรคมะเร็งเต้านม การรับรู้อาการของโรคและปัจจัยเสี่ยง
2. พฤติกรรมการตรวจเต้านมของสตรีเพื่อค้นหามะเร็งเต้านมของสตรี โดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง ได้แก่ พฤติกรรมการตรวจเต้านมด้วยตนเอง รองลงมาคือพฤติกรรมการตรวจเต้านมโดยพยาบาล แพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญ และพฤติกรรมการตรวจด้วยการถ่ายภาพรังสีเต้านม
3. การเปรียบเทียบการรับรู้โรคมะเร็งเต้านมของสตรีซึ่งอายุ ระดับการศึกษาและรายได้ต่อเดือนต่างกัน มีการรับรู้โรคมะเร็งเต้านมโดยรวมแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 ส่วนที่มีสถานภาพการสมรส ต่างกันมีการรับรู้โรคมะเร็งโดยรวมไม่แตกต่างกัน
4. ความสัมพันธ์ระหว่างการรับรู้กับพฤติกรรมการตรวจมะเร็งเต้านมเพื่อค้นหามะเร็งเต้านมของสตรีโดยภาพรวมไม่มีความสัมพันธ์กัน
ข้อค้นพบการวิจัย คือ เจ้าหน้าที่ที่รับผิดชอบจะต้องมีกลวิธีในการให้ความรู้เกี่ยวกับโรคมะเร็งเต้านม โดยคำนึงถึงอายุ ระดับการศึกษา และรายได้เพื่อให้สตรีทุกคนมีพฤติกรรมการตรวจเต้านมเพิ่มมากขึ้น (พาณี วิชัยศิลปศรี, 2555)