แม้ว่ายุคสมัยและกาลเวลาที่เปลี่ยนแปลงไปจะนำมาให้ผู้หญิงก้าวออกมาสู่พื้นที่นอกบ้าน หากมองบนเส้นที่การทำงานจะพบว่าผู้หญิงส่วนใหญ่ทำงานในลักษณะงานบริการมากกว่างานบริหาร โดยมองว่าผู้หญิงมีความใส่ใจต่อรายละเอียดเล็กน้อยและอดทนต่อการทำงานที่มีความซ้ำซากจำเจ ในขณะที่ผู้ชายเป็นใหญ่ในการตัดสินใจหรือบังคับบัญชา งานวิจัยชิ้นนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาชีวิตของผู้หญิงออฟฟิส ในฐานะผู้ที่ก้าวออกมาสู่เวทีนอกบ้าน และเพื่อศึกษาการต่อรองตัวตนของผู้หญิงภายใต้บริบทการทำงานออฟฟิส โดยใช้ระเบียบวิจัยเชิงคุณภาพอันมีฐานคิดอัตลักษณ์และโครงสร้าง ผู้กระทำการ ในการศึกษา ซึ่งเล่าผ่านพื้นที่บริษัทแห่งหนี่งในอำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา
ผลการวิจัยพบว่า ชีวิตผู้หญิงออฟฟิสผู้ซึ่งก้าวออกมาสู่เวทีนอกบ้านยังคงตกอยู่ภายใต้โครงสร้างอำนาจชายเป็นใหญ่เห็นได้จากการทำงานของผู้หญิงที่ตกเป็นรองจากผู้ชาย บ้างก็ถูกมองว่าเป็นเพียงดอกไม่ประดับองค์กร ส่งผลให้ผู้หญิงภายใต้บริบทการทำงานออฟฟิสผู้หญิงได้กระทำการต่อสู้ ต่อรองกับโครงสร้างการทำงานที่คอยกำหนด กำกับ และกดทับให้ผู้หญิงออฟฟิสมีบทบาทเพียงกรอบของงานที่วางไว้ โดยมิได้รับโอกาสในการแสดงออกซึ่งความรู้ความสามารถที่ตนมีไปมากกว่าการถูกประเมินค่าจากตำแหน่ง ผู้หญิงออฟฟิสในการศึกษาครั้งนี้จึงสะท้อนให้เห็นถึงการปะทะประสานผู้คนอันนำไปสู่ความพยายามที่จะแสดงหนทางเพื่อให้สังคมยอมรับในตัวตน
โดยสรุป โครงสร้างทางสังคมและโครงสร้างบริบทงานมีอาจควบคุมการกระทำของมนุษย์ได้อย่างเบ็ดเสร็จเสมอไป แต่คนที่อยู่ภายใต้โครงสร้างดังกล่าวสามารถกระทำการได้ กล่าวคือ ผู้หญิงออฟฟิสได้พยายามก้าวข้ามเส้นแบ่งงานระหว่างเพศ โดยผสานคุณลักษณะที่ดีของความเป็นชายและความเป็นหญิงไว้รวมกัน เพื่อกระทำการต่างๆ อันมีนัยแฝงซึ่งการต่อสู้ ต่อรองกับอำนาจในฐานะผู้ใต้บังคับบัญชาที่ดูราวกับว่ายอมจำนน ทั้งนี้อาจกล่าวได้ว่า ตัวตนผู้หญิงออฟฟิสไม่ได้มีลักษณะคงที่ ตายตัว หากแต่มีลักษณะเลื่อนไหล ซับซ้อน และสามารถแปรเปลี่ยนไปตามพื้นที่อำนาจของความสัมพันธ์ได้ตลอดเวลา (กมลวรรณ คงยก, 2554)