Author: wichukorn.dn

  • รศ.ดร.สายฝน เอกวรางกูร: นำงานบริการวิชาการและวิจัยสู่การพัฒนากระบวนการจัดการเรียนรู้เชิงบวกสำหรับนักศึกษา

     

    รองศาสตราจารย์ ดร.สายฝน เอกวรางกูร อาจารย์ประจำสำนักวิชาพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ มุ่งเน้นการเชื่อมโยงระหว่างการบริการวิชาการ การทำงานด้านการวิจัย และการเรียนการสอน โดยทำงานทั้ง 3 ด้านควบคู่และสนับสนุนซึ่งกันและกัน ซึ่งคำถามหรือโจทย์ปัญหาด้านการบริการวิชาการจะนำมาผ่านกระบวนการวิจัยเพื่อค้นหาความรู้ใหม่และทำอย่างต่อเนื่องเป็นระบบจนสามารถนำมาประยุกต์ใช้ในการพัฒนากระบวนการจัดการเรียนรู้ให้กับนักศึกษาพยาบาลได้

    รองศาสตราจารย์ ดร.สายฝน เอกวรางกูร เป็นคนอำเภอห้วยยอด จังหวัดตรัง สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี ได้รับปริญญาพยาบาลศาสตรบัณฑิตจากมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ เมื่อปี พ.ศ. 2538 เริ่มทำงานในตำแหน่งพยาบาลวิชาชีพที่โรงพยาบาลสงขลานครินทร์ ศึกษาต่อระดับปริญญาโท ได้รับปริญญาพยาบาลศาสตรมหาบัณฑิต สาขาสุขภาพจิตและการพยาบาลจิตเวช จากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ในปี พ.ศ. 2542 จากนั้นได้ผ่านการคัดเลือกเป็นอาจารย์ประจำสำนักวิชาพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ ในปี พ.ศ. 2543

    หลังจากที่ได้ทำงานในฐานะอาจารย์ที่มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์เป็นเวลา 2 ปี ด้วยความที่เป็นผู้ใฝ่เรียนรู้และพัฒนาตนเองอยู่เสมอ รองศาสตราจารย์ ดร.สายฝน จึงได้ลาศึกษาต่อระดับปริญญาเอก โดยได้รับทุนจากสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษาในโครงการพัฒนาอาจารย์ระดับปริญญาเอก สาขาวิชาการพยาบาล ซึ่งระหว่างที่ศึกษาอยู่นั้น ได้ทำงานด้านวิชาการและการวิจัยควบคู่กันไปด้วย จึงทำให้มีผลงานเพียงพอในการขอตำแหน่งทางวิชาการ โดยได้รับตำแหน่ง “ผู้ช่วยศาสตราจารย์” ในปี พ.ศ. 2548 ก่อนสำเร็จการศึกษาปริญญาปรัชญาดุษฎีบัณฑิต สาขาการพยาบาลจากมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ในปี พ.ศ. 2549 และในปี พ.ศ. 2555 ได้รับตำแหน่ง “รองศาสตราจารย์”

    รองศาสตราจารย์ ดร.สายฝน ได้เล่าถึงแรงบันดาลใจในการทำงานบริการวิชาการ งานวิจัย และงานสอนว่าเริ่มจากการให้การปรึกษากับเด็กและเยาวชนทั้งภายในและภายนอกมหาวิทยาลัย วลัยลักษณ์ที่ถูกส่งต่อเข้ามารับการดูแลช่วยเหลือช่วงระหว่างปี พ.ศ. 2543-2546 เกี่ยวกับพฤติกรรมเสี่ยงทางเพศและภาวะซึมเศร้าซึ่งเป็นผลจากการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงทางพัฒนาการตามวัย รวมทั้งการต้องปรับตัวกับสิ่งแวดล้อม สื่อ เทคโนโลยี และความคาดหวังของสังคมต่อเด็กและเยาวชน ซึ่งหากผู้เกี่ยวข้องมีความเข้าใจ ร่วมมือกันอย่างจริงจัง และมีเครื่องมือการดำเนินงานที่มีประสิทธิภาพอย่างเพียงพอจะสามารถช่วยเหลือเด็กและเยาวชนให้กลายเป็น “ผู้รอด” ได้

    ดังนั้น ระหว่างปี พ.ศ. 2547-2557 รองศาสตราจารย์ ดร.สายฝน จึงรับดำเนินงานโครงการบริการวิชาการควบคู่กับการทำงานวิจัยเพื่อตอบโจทย์งานของพื้นที่และนำผลงานที่ได้รับจากทั้ง 2 ภารกิจมาพัฒนากระบวนการจัดการเรียนรู้ในงานประจำ โดยสำนักวิชาพยาบาลศาสตร์ร่วมกับมูลนิธิ Path2Health ภายใต้การสนับสนุนหลักจากกองทุนโลกเพื่อแก้ไขปัญหาเอดส์ วัณโรค และมาเลเรีย (Global Fund) สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และกองทุนพื้นที่ในลักษณะของการร่วมลงทุน (Matching Fund) ผลักดันการดำเนินงานป้องกันเอดส์และสร้างเสริมสุขภาวะทางเพศของกลุ่มเด็กและเยาวชนในระบบการศึกษาภายใต้ชื่อ “โครงการส่งเสริมเพศวิถีศึกษารอบด้านสำหรับเยาวชนในสถานศึกษา (โครงการก้าวย่างอย่างเข้าใจ) ภาคใต้” โดยปี พ.ศ. 2547-2550 รับผิดชอบเฉพาะเขตพื้นที่จังหวัดนครศรีธรรมราช

    ต่อมาปี พ.ศ. 2551-2554 รองศาสตราจารย์ ดร.สายฝน ได้ดำเนินงานในฐานะผู้รับผิดชอบหลักในเขตพื้นที่ 4 จังหวัดภาคใต้ตอนบนที่กองทุนโลกคัดเลือกให้เป็นจังหวัดนำร่องของการพัฒนา ได้แก่ นครศรีธรรมราช กระบี่ พังงา และระนอง ผลงานดังกล่าวได้รับโล่เชิดชูเกียรติการบริการวิชาการเนื่องในโอกาสครบรอบปีที่ 21 แห่งการสถาปนามหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ในปี พ.ศ. 2556 และปี พ.ศ. 2555-2557 รับหน้าที่หลักในการเป็นนักวิชาการโครงการขยายผลการดำเนินงานครอบคลุม 14 จังหวัดภาคใต้ มุ่งเน้นการบริการวิชาการ งานวิจัย และกระบวนการจัดการเรียนรู้ที่สามารถตอบโจทย์และพัฒนาแนวทางการดำเนินงานโครงการของพื้นที่ให้บรรลุตามเป้าหมายหลักคือการร่วมมือกันผลักดันให้เกิดการจัดกระบวนการเรียนรู้เพศวิถีศึกษารอบด้าน (Comprehensive Sex Education) หรือวิชาชีวิตผ่านกระบวนการเรียนรู้ผ่านประสบการณ์ (Experiential Learning) และการพัฒนาเยาวชนเชิงบวก (Positive Youth Development) เพื่อพัฒนากระบวนการคิด วิเคราะห์ แยกแยะ ความสามารถในการตัดสินใจเลือก และรับผิดชอบต่อผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจากการเลือกบนพื้นฐานของการมีข้อมูลที่ถูกต้องและรอบด้านสำหรับเด็กและเยาวชน

    ผลงานการเขียนเรื่องเล่าเร้าพลังจากประสบการณ์เข้าร่วมโครงการของครูและเยาวชนภาคใต้ตอนบน ปี พ.ศ. 2553 ชื่อ “ระหว่างทาง…การเปลี่ยนแปลง” แสดงให้เห็นถึงพัฒนาการ การเจริญเติบโต วุฒิภาวะ ความสามารถด้านการคิด วิเคราะห์ แยกแยะ การตัดสินใจเลือก รวมทั้งการรับผิดชอบต่อผลลัพธ์ที่เกิดจากการเลือกปฏิบัติบนพื้นฐานของการมีข้อมูลอย่างรอบด้านที่นำไปสู่ความปลอดภัยและสุขภาวะของเด็กและเยาวชน การเกิดทัศนคติเชิงบวก การลดช่องว่าง และการสื่อสารเชิงบวกเพื่อสร้างความเข้าใจระหว่างเด็กและเยาวชนกับผู้ใหญ่ รวมทั้งผลการจัดการเรียนรู้จาก “นักศึกษาพยาบาล” ที่ช่วยสะท้อนและเติมเต็มความเป็นครูอย่างตรงไปตรงมาของรองศาสตราจารย์ ดร.สายฝน ที่ว่า

    “…ครูที่ดีไม่ใช่ครูที่ทำให้นักศึกษาได้เกรด A แต่ครูที่แท้จริงต้องสามารถใช้เครื่องมือสอนให้นักศึกษามองเห็นตนเองอย่างเข้าใจ คิดวิเคราะห์ มองเห็นคุณค่า เกิดแรงบันดาลใจ เห็นแนวทางพัฒนาตนเองอย่างเป็นรูปธรรม คอยหันแสงเข้าหาแม้ในสถานการณ์วิกฤต ไม่เผลอเป็นหลุมดำซะเอง เพื่อช่วยให้นักศึกษากลายเป็น ผู้รอด ไม่ใช่ เหยื่อ ของการเรียนรู้ และความท้าทายของครู คือ การสอนให้สำเร็จไม่ใช่สอนให้เสร็จ…”

    นอกจากนี้ รองศาสตราจารย์ ดร.สายฝน ยังได้บอกเล่าถึงความประทับใจในเครื่องมือที่ใช้ในการจัดการเรียนรู้ผ่านประสบการณ์ (Experiential Learning) และการพัฒนาเยาวชนเชิงบวก (Positive Youth Development) ที่ใช้การตั้งคำถามเพื่อกระตุ้นให้ผู้เรียนเกิดการคิดวิเคราะห์และได้คำตอบที่เหมาะสมกับบริบทและเงื่อนไขด้วยตนเอง ถือเป็นเครื่องมือสร้างการเรียนรู้ที่ช่วยให้ทั้งอาจารย์และนักศึกษาเกิดการพัฒนาไปพร้อม ๆ กัน เข้าใจกันมากขึ้น ส่งผลให้บรรลุตามวัตถุประสงค์ที่กำหนดผ่านกระบวนการเรียนรู้ร่วมกันโดยไม่จำเป็นต้องบอกกล่าว บรรยาย หรือสอนเช่นเดิม จนได้รับการยกย่องเป็นอาจารย์ดีเด่นด้านการเป็นครู มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ ปีพุทธศักราช 2556 เข้ารับพระราชทานโล่ประกาศเกียรติคุณจากสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี ในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรแก่ผู้สำเร็จการศึกษา ประจำปีการศึกษา 2556 เมื่อวันที่ 1 สิงหาคม 2557 ที่ผ่านมา

    ด้านการทำวิจัย รองศาสตราจารย์ ดร.สายฝน ได้เชื่อมโยงงานทั้ง 3 ด้านเข้าด้วยกัน คือ การทำวิจัย การบริการวิชาการ และการเรียนการสอน โดยเริ่มจากคำถามหรือโจทย์ปัญหาด้านการบริการวิชาการ ซึ่งกระบวนการวิจัยคือทางออกสำคัญในการช่วยค้นหาความรู้ใหม่อย่างเป็นระบบ เพื่อนำผลลัพธ์ที่ได้จากงานวิจัยไปพัฒนาต่อยอดงานบริการวิชาการ เมื่อกระบวนการส่งต่อความรู้ดังกล่าวเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องจนสามารถบรรลุเป้าหมายของการทำงานแล้ว ก็นำมาประยุกต์ใช้ในการพัฒนากระบวนการจัดการเรียนรู้ให้กับนักศึกษาพยาบาลทั้งรายวิชาทฤษฎีและปฏิบัติ รวมทั้งผลิตคู่มือการสอนการสร้างเสริมสุขภาพในหลักสูตรพยาบาลศาสตรบัณฑิตเรื่อง “พฤติกรรมเสี่ยงทางเพศ”

    จากการเชื่อมโยงการทำวิจัย การบริการวิชาการ และการเรียนการสอนเข้าด้วยกัน ทำให้ ผลงานการสร้างสรรค์ ประเภทวรรณกรรม ลักษณะงานโปรแกรมคอมพิวเตอร์ “ระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์ (GIS) เพื่อการสร้างเสริมสุขภาพชุมชน” ที่อาจารย์อุไร จเรประพาฬ ร่วมกับ รองศาสตราจารย์ ดร.สายฝน ดำเนินการได้ผ่านการรับรองของกรมทรัพย์สินทางปัญญาตามคำขอแจ้งข้อมูลลิขสิทธิ์ของมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ เลขที่ 199724 เมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2551 ทั้งยังได้แต่งหนังสือ “รู้จัก เข้าใจ ดูแลภาวะซึมเศร้า” รวมทั้งบทความทางการวิจัยและวิชาการอีกกว่า 30 เรื่อง เช่น เรื่อง ความสัมพันธ์ระหว่างการคิดวิเคราะห์กับพฤติกรรมเสี่ยงทางเพศของวัยรุ่น เผยแพร่ทางวารสารพยาบาล เรื่อง กระบวนการมีส่วนร่วมสร้างเสริมสุขภาวะทางเพศด้วยการพัฒนาต้นทุนชีวิตเด็กและเยาวชน ภาคใต้ตอนบน เผยแพร่ทางวารสารเกื้อการุณย์ เรื่อง Effectiveness of brief cognitive-support treatment in mild to moderate depressed Thai adolescent students เผยแพร่ทาง Thai Journal of Nursing Research เรื่อง การบูรณาการกระบวนการจัดการเรียนรู้ผ่านประสบการณ์ การติดตามสนับสนุน และการพัฒนาเชิงบวกกับการพัฒนาสมรรถนะและความภาคภูมิใจในวิชาชีพของนักศึกษาพยาบาล เผยแพร่ทางวารสารเกื้อการุณย์ และได้รับรางวัลที่ 2 ของผลงานสร้างสรรค์/นวัตกรรมที่ไม่ใช่สิ่งประดิษฐ์ ในการประชุมพยาบาลศาสตร์ศึกษาแห่งชาติครั้งที่ 6 เรื่องการจัดการศึกษาพยาบาลในศตวรรษที่ 21 เป็นต้น นอกจากนี้ ยังเป็นวิทยากร ผู้ทรงคุณวุฒิ ที่ปรึกษาโครงงานวิจัย ได้รับโล่เกียรติคุณกรรมการที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์ประเภทชมเชยจากบัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยทักษิณ คณะกรรมการชุดต่าง ๆ และทำกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับวิชาชีพพยาบาล เช่น คณะทำงานจัดทำสมรรถนะพยาบาลเฉพาะทางสาขาการพยาบาลจิตเวช ดำเนินการโดยสภาการพยาบาล ผู้ทรงคุณวุฒิประเมินผลงานตำแหน่งระดับชำนาญการพิเศษของคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ เป็นต้น

    รองศาสตราจารย์ ดร.สายฝน ได้ตั้งเป้าหมายในฐานะอาจารย์และนักวิจัยไว้ว่าจะพัฒนา กระบวนการจัดการเรียนรู้เชิงบวกเพื่อผลิตบัณฑิตพยาบาลให้เป็นผู้รู้จักและเข้าใจตนเอง สามารถคิด วิเคราะห์ แยกแยะ ตัดสินใจเลือก และรับผิดชอบผลจากการเลือกปฏิบัติทั้งด้านการใช้ชีวิตต่อตนเองและการปฏิบัติการพยาบาลกับผู้ใช้บริการทั้งในระดับบุคคล ครอบครัว และชุมชนบนพื้นฐานของการมีข้อมูลรอบด้านอย่างเข้าใจและภาคภูมิใจในวิชาชีพพยาบาล ขณะเดียวกันจะพัฒนางานวิจัยที่มุ่งตอบโจทย์และรองรับการดำเนินงานบริการวิชาการแก่สังคมเพื่อส่งต่อความรู้ที่เกิดขึ้นให้คนทำงานและผู้เกี่ยวข้องเกิดความเชื่อมั่นและเกิดแนวทางการดำเนินงานอย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง

    ด้วยความเชี่ยวชาญและความชอบในงานด้านสุขภาวะวัยรุ่น การสร้างเสริมสุขภาวะทางเพศสำหรับเด็กและเยาวชน ภาวะซึมเศร้าและการจัดการ ทำให้ รองศาสตราจารย์ ดร.สายฝน ถือเป็นความสำเร็จและความภาคภูมิใจ “ในการเป็นส่วนหนึ่งที่ผลักดันให้เกิดกระบวนการจัดการเรียนรู้และการพัฒนาเชิงบวกกับเด็กและเยาวชนผ่านงานบริการวิชาการ งานวิจัย และงานสอนทั้งภายในและภายนอกมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์” ที่สำคัญการมีเพื่อนร่วมทางจากเครือข่ายคนทำงานทั้งภายในและภายนอกมหาวิทยาลัย โดยเฉพาะกัลยาณมิตร เช่น มูลนิธิ Path2Health ช่วยให้มองเห็นจุดอ่อนและแนวทางการพัฒนาตนเองอย่างตรงไปตรงมา

     

    ประวัติและผลงาน

     

    สมพร อิสรไกรศีล เรียบเรียง

  • ดร. ชมพูนุท นันทเมธี สำนักวิชาวิทยาศาสตร์

    ดร. ชมพูนุท นันทเมธี อาจารย์ประจำสำนักวิชาวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ มีความสุขทุกครั้งที่สอนนักศึกษาด้วยตระหนักเสมอว่าสิ่งที่ทำอยู่นั้นมีความสำคัญเพราะนักศึกษาคือกำลังพลที่พร้อมจะเติบโตเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศชาติให้ก้าวหน้าต่อไป ด้านงานวิจัยที่ทำควบคู่กันกับการสอน เป็นงานที่ทำเพื่อพัฒนาตนเองให้ก้าวไปพร้อมกับโลกในยุคปัจจุบันและเพื่อนำไปใช้พัฒนาการเรียนการสอนให้แก่นักศึกษา

    ดร. ชมพูนุท นันทเมธี จบการศึกษาระดับมัธยมศึกษาปีที่ 6 จากโรงเรียนพะตงประธานคีรีวัฒน์ จังหวัดสงขลา หลังจากนั้นได้รับทุนในโครงการพัฒนากำลังคนด้านวิทยาศาสตร์ (ทุนเรียนดีวิทยาศาสตร์แห่งประเทศไทย) เพื่อศึกษาต่อระดับปริญญาตรี สาขาวิชาเคมี ณ คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตหาดใหญ่ หลังจากจบการศึกษาระดับปริญญาตรีด้วยเกียรตินิยมอันดับหนึ่งในปี พ.ศ. 2551 ได้รับทุนจากกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ตามความต้องการของมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ ไปศึกษาต่อระดับปริญญาเอก สาขาวิชาเคมี ณ มหาวิทยาลัยแมนเชสเตอร์ ประเทศอังกฤษ โดยระหว่างที่ศึกษาอยู่นั้น ได้ทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยสอนในรายวิชาเคมีของวัสดุที่มีรูพรุนระดับนาโน เพื่อเก็บเกี่ยวประสบการณ์ด้านการและนำมาประยุกต์ใช้กับการทำงานจริงเมื่อสำเร็จการศึกษา

    หลังจากสำเร็จการศึกษาในปี 2556 ได้กลับมาเป็นอาจารย์ที่สำนักวิชาวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ โดย ดร. ชมพูนุท ได้เล่าว่า ตนนั้นสนุกและมีความสุขทุกครั้งที่เข้าสอนนักศึกษา เพราะตระหนักเสมอว่า สิ่งที่ทำอยู่นั้นเป็นสิ่งที่มีความสำคัญมากเพียงไร นักศึกษาที่นั่งอยู่ตรงหน้าทุกคนคือกำลังสำคัญที่จะผลักดันประเทศชาติให้ก้าวหน้าต่อไป ส่วนงานวิจัยนั้น นอกจากจะทำเพราะอยากรู้ ทำเพราะรักที่จะทำแล้ว อีกเหตุผลหนึ่ง คือทำเพื่อพัฒนาตนเอง เพื่อกระตุ้นตนเองให้ก้าวไปพร้อมกับโลกยุคใหม่และยังหวังจะนำประสบการณ์ที่ได้มาถ่ายทอดให้นักศึกษาเรียนรู้ต่อไป

    เมื่อถามถึงมุมมองด้านงานวิจัยว่า ดร. ชมพูนุท ได้กล่าวว่างานวิจัยเป็นการค้นหาคำตอบของสิ่งที่สงสัยและนำองค์ความรู้ใหม่ที่ได้เผยแพร่ให้แก่ผู้อื่น ซึ่งถือเป็นการทำงานที่ได้ประโยชน์สองทางคือได้ทั้งตนเองและผู้อื่น โดยรู้จักคำว่า “วิจัย” มาตั้งแต่ยังเป็นเด็กจากภาพยนตร์ฮอลลีวูด ในตอนนั้น ตนคิดว่านักวิจัยนั้นเป็นผู้มีความสามารถและเป็นหนึ่งในอาชีพที่มีความสำคัญต่อมวลมนุษย์ เมื่อเริ่มเข้าเรียนมัธยมศึกษาตอนต้นก็เริ่มคุ้นเคยกับโครงงานวิทยาศาสตร์และนั่นจึงเป็นจุดเริ่มต้นของความสนใจในการวิจัยอย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน

    เนื่องจากงานวิจัยในระดับปริญญาเอกของ ดร.ชมพูนุท เกี่ยวข้องกับการศึกษาการตอบสนองต่อความร้อนในระดับโครงสร้างของวัสดุโครงข่ายโลหะอินทรีย์โดยใช้เทคนิคการเลี้ยวเบนของรังสีเอกซ์ (X-ray diffraction techniques) จึงมีความชอบและความเชี่ยวชาญทางด้านนี้ ทั้งยังมีความรู้และความเข้าใจในเรื่องการศึกษากลไกการปลูกผลึกในระดับโมเลกุล (crystal growth) อันเป็นผลมาจากการเป็นผู้ช่วยสอนในระหว่างศึกษาต่อปริญญาเอกอีกด้วย

    ขณะเดียวกัน ก็มีความสนใจเป็นพิเศษเกี่ยวข้องกับการสังเคราะห์วัสดุที่มีรูพรุนระดับนาโนเมตร ทั้งวัสดุที่ประกอบไปด้วยสารอนินทรีย์ทั้งหมด อาทิ Zeolites/Zeotypes และวัสดุโครงข่ายโลหะอินทรีย์ หรือที่รู้จักกันในชื่อ Metal Organic Frameworks (MOF) ความมีรูพรุนเป็นสมบัติที่น่าสนใจและสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในด้านต่างๆได้มากมาย ตัวอย่างเช่น ใช้เป็นตัวเก็บหรือแยกแก๊ส ใช้เป็นตัวนำส่งยาและใช้เป็นตัวเร่งปฏิกิริยา เป็นต้น

    ดร.ชมพูนุท เล่าถึงหลักการเรียนและการทำงานว่า การจะทำอะไรก็ตามไม่ว่าจะเป็นด้านการเรียน การสอน หรืองานวิจัย ทุกอย่างต้องทำด้วยใจและมีความสุข สนุกไปกับสิ่งที่ทำ หากเราทำสิ่งเหล่านั้นด้วยความรู้สึกว่าต้องทำ ทำเพราะคาดหวังผลประโยชน์อื่นหรือทำเพราะไม่มีทางเลือกอื่นที่ดีกว่า เราก็จะทุกข์ เครียด ผลที่ตามมาคือ สิ่งที่ทำออกมาก็จะไม่มีประสิทธิภาพหรืออาจส่งผลให้สุขภาพร่างกายและจิตใจแย่ลง ดร.ชมพูนุท มีเคล็ดลับในการกระตุ้นตนเอง โดยการตั้งเป้าหมายเล็กๆเอาไว้เพื่อเป็นกำลังใจในการทำงาน โดยในขั้นแรกนี้ตั้งใจจะเป็นครูที่ “ดี” ทั้งในแง่ของการเรียนการสอนและด้านอื่นๆ มุ่งที่จะพัฒนากระบวนการสอนให้ทันสมัย ตรงใจผู้เรียนและตรงกับวิถีและความชอบผู้สอนด้วย ส่วนงานวิจัย เริ่มจากการทำงานวิจัยเล็กๆที่ตนเองสนใจให้ประสบผลสำเร็จ

    เมื่อถามถึงสิ่งที่ภาคภูมิใจ ดร. ชมพูนุท กล่าวสั้นๆเพียงว่า ทุกวันนี้ตนภูมิใจที่ได้ทำให้พ่อแม่ภาคภูมิใจและมีความสุข ซึ่งถือว่า เป็นความสำเร็จที่ใหญ่ยิ่งสำหรับคนเป็นลูก นอกจากนี้ยังภาคภูมิใจที่ได้เป็นครู งานที่ตนใฝ่ฝันและอยากจะทำ ซึ่งบัดนี้เป็นจริงแล้ว

  • ดร.นมนต์ หิรัญ สำนักวิชาเภสัชศาสตร์

    ดร.นมนต์ หิรัญ อาจารย์ประจำสำนักวิชาเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ นำการวิจัยและการเรียนการสอนมาเชื่อมโยงเพื่อเรียนรู้ร่วมกันระหว่างอาจารย์และนักศึกษา ซึ่งบางครั้งคำถามของนักศึกษาทำให้ได้เรียนรู้และได้แง่มุมใหม่จากการถามคำถาม จึงเป็นการเรียนรู้ไปด้วยกันมากกว่าที่จะเป็นผู้ถ่ายทอดพียงฝ่ายเดียว

    ดร.นมนต์ จบการศึกษาชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 จากโรงเรียนจุฬาภรณราชวิทยาลัย ตรัง ศึกษาต่อระดับปริญญาตรี
    คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ได้รับเกียรตินิยม อันดับ 1 และรางวัลนักศึกษาที่มีผลการเรียนยอดเยี่ยมในสาขาเภสัชกรรมปฏิบัติ จากนั้น ได้ไปศึกษาต่อระดับปริญญาเอกคณะเดียวกันที่มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ จังหวัดสงขลา สำเร็จการศึกษา เมื่อปี 2556 ได้รางวัลวิทยานิพนธ์ชมเชย ระดับปริญญาเอก กลุ่มวิทยาศาสตร์สุขภาพ โดยได้ทำวิทยานิพนธ์เรื่อง การศึกษาคุณลักษณะเจลของ Tamarind Seed Xyloglucan เมื่อมี Gallic Acid และ Eriochrome Black T

    ขณะที่ศึกษาระดับปริญญาเอกอยู่นั้น ได้มีโอกาสเป็นหนึ่งในทีมวิจัยของ ศาสตราจารย์ ดร.วิมล ตันติไชยากุล ศึกษาเรื่องการผลิตพอลิแซคคาไรด์จากเมล็ดมะขาม โดยการใช้แสงซินโครตรอนวิเคราะห์การจัดเรียงตัวของโมเลกุลของพอลิแซคคาไรด์ดังกล่าว เพื่อใช้สำหรับระบบนำส่งยารักษาโรค ซึ่ง ดร.นมนต์ ได้เล่าถึงผลการศึกษาเกี่ยวกับเรื่องนี้ว่า พอลิแซคคาไรด์จากเมล็ดมะขามประกอบด้วยโมเลกุลที่เป็นรูปทรงกระบอก เส้นผ่าศูนย์กลาง 0.4-0.9 นาโนเมตร เป็นสายโซ่ยาว แต่เมื่อมีการเติมสารที่มีโมเลกุลขนาดเล็กลงไป โมเลกุลขนาดเล็กเหล่านี้ จะเป็นตัวเชื่อมโมเลกุล ทำให้สารเปลี่ยนสภาพเป็นของเหลวหนืด และเมื่อมีความเข้มข้นที่เหมาะสม โมเลกุลของพอลิแซคคาไรด์จะเรียงตัวเป็นแผ่นบางที่มีความหนาประมาณ 0.5 นาโนเมตร ซึ่งส่งผลให้เกิดสภาพเป็นเจล จากนั้นได้มีการต่อยอดผลการศึกษาดังกล่าว ด้วยการเจือสารที่มีโมเลกุลขนาดเล็ก ซึ่งมีคุณสมบัติในการรักษาโรคอีกชนิดหนึ่งลงไปในพอลิแซคคาไรด์จากเมล็ดมะขาม ทำให้เกิดการเปลี่ยนจากของเหลวเป็นเจล ผันกลับไปมาได้โดยขึ้นอยู่กับอุณหภูมิ ความเข้มข้นของยา และความเข้มข้นของพอลิแซคคาไรด์ โดยแป้งเมล็ดมะขามจะต้องนำไปผ่านกระบวนการสกัดนำโปรตีนและไขมันออก จนได้พอลิแซคคาไรด์ที่ต้องการแล้วนำมาใช้ประโยชน์สำหรับระบบนำส่งยา สารชนิดนี้มาจากวัตถุดิบที่มาจากธรรมชาติซึ่งมีอยู่มากมายในประเทศ เป็นการเพิ่มมูลค่าของพืชในประเทศไทย พร้อมกับการพัฒนาระบบนำส่งยา เพื่อใช้ประโยชน์ในการรักษาโรคต่างๆได้

    หลังจากจบการศึกษาระดับปริญญาเอกแล้ว ดร.นมนต์ ได้สมัครเป็นอาจารย์ประจำสำนักวิชาเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ เมื่อปี 2556 เนื่องจากเพิ่งเริ่มทำงานสอน จึงจัดลำดับความสำคัญของงานเตรียมการสอนเป็นอันดับต้น โดยพยายามผสานความรู้ทั้งวิทยาศาสตร์พื้นฐานและวิทยาศาสตร์ประยุกต์เข้าด้วยกัน เพื่อให้นักศึกษามีพื้นฐานที่เหมาะสมและรู้แนวทางเบื้องต้นในการนำความรู้พื้นฐานไปประยุกต์ใช้ โดย ดร.นมนต์ ได้นำการวิจัยและการเรียนการสอนมาเชื่อมโยงและเกื้อกูลกัน เนื่องจากประสบการณ์จากงานวิจัยจะช่วยให้สอนนักศึกษาได้หลากหลายแง่มุมมากขึ้น ทั้งด้านทฤษฎีพื้นฐานและการนำไปใช้ ขณะที่การถ่ายทอดความรู้ก็ช่วยให้ได้เรียนรู้และทบทวนความรู้ไปด้วยในตัว เนื่องจากนักศึกษาที่สอนโดยรวมจะมีคำถามและใฝ่เรียนรู้ ทำให้บางครั้งก็ได้แง่มุมใหม่ๆจากการถามคำถามของนักศึกษา จึงคิดว่าเหมือนเป็นการเรียนรู้ไปด้วยกันมากกว่าที่จะเป็นผู้ถ่ายทอดเพียงฝ่ายเดียว

    ดร. นมนต์ ได้รับต้นแบบที่ดีจากอาจารย์ขณะที่ศึกษาทั้งในระดับปริญญาตรีและเอก จึงได้เรียนรู้ทั้งองค์ความรู้พื้นฐานและกระบวนการวิจัย อีกทั้งได้มีโอกาสได้ร่วมงานวิจัยกับผู้เชี่ยวชาญในหลากหลายสาขาวิชา จึงเป็นแรงบันดาลใจที่ดีและทำให้มีทัศนคติที่ดีต่อการแลกเปลี่ยนเรียนรู้และการวิจัย โดยเฉพาะอย่างยิ่งขณะที่ศึกษาระดับปริญญาเอก ซึ่งมี ศาสตราจารย์ ดร.วิมล ตันติไชยากุล เป็นอาจารย์ที่ปรึกษา ดังนั้น แนวคิดเบื้องต้นที่ได้รับการถ่ายทอด ก็คือ จุดเด่นของประเทศไทยที่มีความหลากหลายทางชีวภาพซึ่งเหมาะที่จะเป็นแหล่งวัตถุดิบที่สำคัญในการผลิตวัสดุสำหรับใช้ทางเภสัชกรรม จึงสนใจศึกษาและพัฒนาระบบที่มีพอลิเมอร์ชีวภาพหรือไบโอพอลิเมอร์ (biopolymer) เป็นส่วนประกอบ สำหรับการนำมาใช้พัฒนาวัสดุชีวภาพ (biomaterial) และระบบนำส่งยา (drug delivery system) รวมทั้งการประยุกต์ใช้ความรู้จากหลากหลายสาขาวิชามาใช้ในการพัฒนาวัสดุดังกล่าวเพื่อประยุกต์ใช้ทางเภสัชกรรม โดยมีผลงานวิจัยที่ได้รับการตีพิมพ์และนำเสนอในที่ประชุมวิชาการ เช่น SAXS and ATR-FTIR Studies on EBT-TSX Mixtures in Their Sol-GEL Phases ตีพิมพ์ในวารสาร International Journal of Biological Macromolecules, Effect of Eriochrome Black T on the Gelatinization of Xyloglucan Investigated Using Rheological Measurement and Release Behavior of Eriochrome Bland T from Xyloglucan Gel Matrices ตีพิมพ์ในวารสาร International Journal of Pharmaceutics และ Preparation and Characterization of GA-TSX Matrices นำเสนอในที่ประชุม 3rd Conference on Innovation in Drug Delivery ประเทศอิตาลี เป็นต้น

    “ด้วยความที่มีต้นแบบที่ดี ทำให้มีความสนใจศึกษาและมีเป้าหมายที่จะพัฒนาพอลิเมอร์ชีวภาพหรือไบโอพอลิเมอร์ (biopolymer) สำหรับการนำไปใช้ในการพัฒนาวัสดุชีวภาพ (biomaterial) และระบบนำส่งยา (drug delivery system) เพื่อต่อยอดงานวิจัยและพัฒนาไปสู่งานวิจัยอื่นเพิ่มเติม” ดร.นมนต์ หิรัญ กล่าวในตอนท้าย

    สมพร อิสรไกรศีล เรียบเรียง

  • ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.นคร กกแก้ว สำนักวิชาวิศวกรรมศาสตร์และทรัพยากร

    ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.นคร กกแก้ว อาจารย์ประจำสำนักวิชาวิศวกรรมศาสตร์และทรัพยากร มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ เน้นทำวิจัยด้านที่เชี่ยวชาญและประยุกต์ใช้ความรู้พื้นฐานกับโจทย์วิจัยที่เป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาประเทศ ส่วนด้านการสอนก็สมมติตนเองว่า เป็นนักศึกษา เพื่อที่จะได้เข้าใจว่า ต้องอธิบายให้นักศึกษาฟังอย่างไร เพื่อให้นักศึกษาเข้าใจในเนื้อหาสาระสำคัญของวิชานั้นๆ

    ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.นคร จบการศึกษาชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 จากโรงเรียนยโสธรพิทยาคม จังหวัดยโสธร ศึกษาต่อระดับปริญญาตรีและโท สาขาวิศวกรรมโยธา คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยในระดับปริญญาโท เน้นบริหารการก่อสร้าง (Construction Engineering and Management) จากนั้น ได้บรรจุเข้าทำงานในตำแหน่งอาจารย์ประจำสำนักวิชาวิศวกรรมศาสตร์และทรัพยากร มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ และ

    ลาศึกษาต่อระดับปริญญาเอก สาขาวิศวกรรมโยธา ที่ Columbia University ประเทศสหรัฐอเมริกา โดยได้รับทุนจากกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ในระหว่างที่ศึกษาอยู่ได้ทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยวิจัยศึกษาด้านการวิเคราะห์ความเสี่ยงด้านโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure Risk Analysis)

    หลังจากจบการศึกษาระดับปริญญาเอกและกลับมาเป็นอาจารย์ที่มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ ได้เริ่มต้นทำงานวิจัยร่วมกับอาจารย์ ดร. สมจินตนา คุ้มภัย อาจารย์สำนักวิชาการจัดการ โดยเป็นงานวิจัยที่ใช้ความรู้ด้านการจัดการทรัพยากรมนุษย์ในธุรกิจการก่อสร้าง ซึ่งได้รับการสนับสนุนทุนวิจัยจากสถาบันวิจัยและพัฒนา จากนั้น ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.นคร ได้ทำงานวิจัยมาอย่างต่อเนื่อง โดยถือว่า งานวิจัยเป็นหนึ่งในภาระหน้าที่ของอาจารย์ เพื่อนำความรู้และความเชี่ยวชาญที่ได้ศึกษามาทำประโยชน์ต่อสังคมและใช้เป็นข้อมูลประกอบการเรียนการสอนแก่นักศึกษา จนกระทั่งได้รับตำแหน่งทางวิชาการเป็น “ผู้ช่วยศาสตราจารย์” เมื่อปี 2556

    งานวิจัยที่ทำส่วนใหญ่เกิดจากความอยากรู้และเป็นเรื่องที่เป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาประเทศ โดยใช้ความรู้ที่มีอยู่เป็นเครื่องมือในการทำวิจัย ซึ่ง ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.นคร เล่าว่า ในการทำวิจัยนั้น หากความรู้ที่มีอยู่ไม่เพียงพอ จะศึกษาเพิ่มเติมและหาผู้ร่วมวิจัยท่านอื่นทั้งในมหาวิทยาลัยและภายนอกมหาวิทยาลัยเพื่อให้ผลงานวิจัยที่ทำประสบความสำเร็จและเป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม ซึ่งที่ผ่านมาได้รับการสนับสนุนทุนวิจัยจากสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) และสถาบันวิจัยและพัฒนา มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ โดยมีงานวิจัยที่ได้รับการตีพิมพ์เผยแพร่ทางวารสารต่างๆ และนำเสนอในที่ประชุมวิชาการ เช่น Modelling Completion Risk Using Stochastic Critical Path-envelope Method : a BOT Highway Project Application วารสาร Construction Management and Economics, Alternative to Government Revenue Guarantees : The Dynamic Revenue Insurance Contracts เผยแพร่ทาง ASCE, Journal of Infrastructure Systems และ Completion Delay Risk Management : A Dynamic Risk Insurance Approach เผยแพร่ทาง KSCE Journal of Civil Engineering, Thailand’s New Public Private Partnership Law : A Cure to the Problem ในการประชุม PPP International Conference 2013 – Body of Knowledge ประเทศสหราชอาณาจักร และได้รับเชิญให้ร่วมเขียนหนังสือชื่อ “Public Private Partnership: An International Handbook” โดยสำนักพิมพ์ Taylor & Francis ของประเทศอังกฤษ เป็นต้น นอกจากนี้ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.นคร ยังได้เป็น Visiting Researcher ของ Instituto Superior Técnico ประเทศโปรตุเกส อีกด้วย

    อย่างไรก็ตาม ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.นคร ให้ความสำคัญด้านการสอนเป็นอย่างมากเช่นกัน โดยสมมติตนเองว่า เป็นนักศึกษาเพื่อที่จะได้เข้าใจว่า ต้องอธิบายให้นักศึกษาฟังอย่างไร เพื่อให้เข้าใจในเนื้อหาสาระสำคัญของวิชานั้นๆ รวมทั้งให้โจทย์ง่ายๆ ในห้องเรียนเพื่อทดสอบความเข้าใจ และสร้างกำลังใจให้นักศึกษาว่าเรื่องที่เรียนอยู่ไม่ได้ยาก ถ้าหากเข้าใจในหลักการ

    เนื่องจาก ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.นคร มีความเชี่ยวชาญในการวิเคราะห์โครงการโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ การวิเคราะห์ความเสี่ยง โดยใช้ Monte Carlo simulation และ Stochastic processes และวิธีการเรียลออปชั่น จึงมีความสนใจงานวิจัยที่เกี่ยวกับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ โดยเฉพาะในช่วงของการวางแผนและวิเคราะห์ความเสี่ยงของโครงการ และเป็นโครงการที่เป็นความร่วมมือระหว่างรัฐและเอกชน (Public-private partnerships) โดยแบ่งงานวิจัยออกเป็น 2 แนวทาง คือ การวิจัยเชิงทฤษฎี และการวิจัยเชิงนโยบาย

    ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.นคร กกแก้ว ได้ตั้งเป้าหมายในอนาคตออกเป็น 3 ระยะ คือ เป้าหมายระยะสั้น เป็นงานด้านการสอนและงานวิจัยที่ทำอยู่ในปัจจุบัน เป้าหมายระยะกลางอยากพัฒนาหลักสูตรวิศวกรรมโยธาและสิ่งแวดล้อม ระดับบัณฑิตศึกษาให้มีคุณภาพและมีทุนสนับสนุนงานวิจัยของนักศึกษาอย่างต่อเนื่อง ส่วนเป้าหมายระยะยาวอยากเห็นงานวิจัยที่ทำเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ โดยเฉพาะด้านการคมนาคมขนส่ง เช่น ถนน ระบบขนส่งแบบราง เป็นต้น ที่สำคัญอยากเห็นความเท่าเทียมกันในการเข้าถึงโครงสร้างพื้นฐานของประชาชน เนื่องจากมีผลต่อความสำเร็จในการพัฒนาประเทศในอนาคต

    สมพร อิสรไกรศีล
    ส่วนประชาสัมพันธ์ เรียบเรียง

  • ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.สถาพร ดิเรกบุษราคม สำนักวิชาเทคโนโลยีการเกษตร

    ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.สถาพร ดิเรกบุษราคม อาจารย์ประจำสำนักวิชาเทคโนโลยีการเกษตร และหัวหน้าศูนย์วิจัยความเป็นเลิศด้านกุ้ง มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ มุ่งมั่นกับงานสอนจนได้รับโล่ประกาศเกียรติคุณ “อาจารย์ดีเด่นด้านการเป็นครู” ขณะเดียวกันก็สนใจศึกษาวิจัยและเป็นผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับโรคสัตว์น้ำ โดยเฉพาะโรคกุ้งและการเลี้ยงกุ้ง รวมทั้งการใช้สารสกัดจากธรรมชาติในการควบคุมโรคสัตว์น้ำ

    ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.สถาพร เป็นชาวกรุงเทพมหานคร สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี สาขาประมง จากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ระดับปริญญาโทและปริญญาเอก สาขา Fisheries Sciences จากมหาวิทยาลัยฮอกไกโด ประเทศญี่ปุ่น เริ่มต้นทำงานในตำแหน่งนักวิชาการประมง สังกัดสถาบันเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่งแห่งชาติ กรมประมง แต่ด้วยความมุ่งมั่นที่จะนำองค์ความรู้ด้านการวิจัยด้านสัตว์น้ำมาใช้ประโยชน์ทางด้านการเรียนการสอน ในปี พ.ศ. 2542 จึงได้มาเป็นอาจารย์สอนทางด้านประมง สำนักวิชาเทคโนโลยีการเกษตร มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์

    ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.สถาพร มีกระบวนการจัดการเรียนการสอนที่มีประสิทธิภาพ มีการเตรียมการสอน เอกสารและสื่อประกอบการสอน ที่สำคัญใช้วิธีการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง มีการติดตามผลการเรียนของนักศึกษาอย่างต่อเนื่อง อบรมสั่งสอนนักศึกษาให้มีกำลังใจด้านการเรียน การพัฒนาตนเองให้เป็นทั้งคนดีและคนเก่ง เช่น จัดหารุ่นพี่ที่มีผลการเรียนดีมาสอนนักศึกษารุ่นน้องที่มีปัญหา ทำให้นักศึกษาสามารถเข้าใจและมีผลการเรียนดีขึ้นตามลำดับ มีการนำผลงานวิจัยและการบริการวิชาการมาใช้ประกอบการเรียนการสอน นอกจากนี้ยังสอนให้นักศึกษาสามารถคิดวิเคราะห์ และได้สอดแทรกข้อคิดต่างๆ เพื่อให้นักศึกษาได้มีคุณธรรมและจริยธรรม พร้อมทั้งให้คำปรึกษาและแนะนำ กรณีนักศึกษามีปัญหาส่วนตัวก็พร้อมให้คำปรึกษา ชี้แนะ จนสามารถแก้ปัญหานั้นๆ ให้ลุล่วงไปได้ ส่วนนักศึกษาที่มีศักยภาพก็ได้ประสานและจัดหาทุนเรียนต่อและทุนการวิจัยทางด้านการเกษตรในประเทศญี่ปุ่นให้อีกด้วย

    ด้วยความเป็นแบบอย่างของการเป็นครูที่โดดเด่น ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.สถาพร จึงได้รับการประกาศเกียรติคุณให้เป็นอาจารย์ดีเด่นด้านการเป็นครู มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ ประจำปี 2554 เข้ารับพระราชทานโล่ประกาศเกียรติคุณจากสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี ในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรแก่ผู้สำเร็จการศึกษาจากมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ ประจำปีการศึกษา 2554

    แม้ว่า ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.สถาพร จะมีความมุ่งมั่นในการถ่ายทอดความรู้ให้แก่นักศึกษา แต่ก็ยังคงทำงานวิจัยควบคู่ไปด้วย โดยเน้นเกี่ยวกับกุ้งและสัตว์น้ำเป็นหลัก อาทิเช่น การค้นหาสาเหตุของโรคหัวเหลือง ตัวแดงดวงขาวในกุ้งกุลาดำ การใช้แบคทีเรียและแพลงก์ตอนในการควบคุมโรคกุ้ง อาหารที่พัฒนาระบบสืบพันธุ์พ่อแม่กุ้ง การใช้สมุนไพรในการควบคุมโรคสัตว์น้ำ การพัฒนาเทคนิค Real-time PCR ในการตรวจเชื้อไวรัสในหอยนางรม และโปรไบโอติค เป็นต้น นอกจากนี้ ยังได้จดอนุสิทธิบัตร “สูตรอาหารสำหรับใช้เลี้ยงเพรียงทราย” และ “ปุ๋ยที่ใช้ในการเลี้ยงคีโตเซอรอล” อีกด้วย

    ด้วยความสนใจในการศึกษาและค้นคว้าวิจัยเกี่ยวกับกุ้งมาตลอดนับตั้งแต่สำเร็จการศึกษา ทำให้ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.สถาพร มีความเชี่ยวชาญเกี่ยวกับกุ้ง โดยได้รับเงินทุนสนับสนุนจากหน่วยงานต่างๆ ทั้งภายในและภายนอกประเทศ เช่น

    1. Japan International Cooperation Agency (JICA) เรื่อง Health Management and Disease Control in Shrimp
    2. ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (BIOTECH) เรื่อง โครงการจัดตั้งหน่วยกักกันโรคกุ้ง
    3. สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) เรื่อง
    a. การศึกษาการใช้สาหร่ายทะเลในการป้องกันโรคไวรัสตัวแดงดวงขาวในกุ้งทะเล
    b. โครงการพัฒนาการใช้ไรแดงดองเกลือในการอนุบาลลูกกุ้งกุลาดำ
    c. การศึกษาปัจจัยที่ทำให้เกิดฟลอคและประสิทธิภาพของฟลอกในการควบคุมโรคไวรัสในกุ้ง
    4. IRPUS (Industrial and Research Projects for Undergraduate Students) ภายใต้การสนับสนุนของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) เรื่อง
    a. ผลการเสริมแพลงก์ตอนพืชต่อการพัฒนาไข่ของแม่กุ้งกุลาดำ
    b. ผลการเสริมแพลงก์ตอนพืชในอาร์ทีเมียต่อการเจริญเติบโตของลูกกุ้งกุลาดำ
    5. สำนักงานสนับสนุนการวิชัยแห่งชาติเรื่อง การใช้สาหร่ายสไปรูไลนาในการควบคุมโรคตัวแดงดวงขาวในกุ้งกุลาดำ

    มีผลงานวิชาการและวิจัยตีพิมพ์ในวารสารระดับชาติมากกว่า 40 เรื่อง ระดับนานาชาติกว่า 20 เรื่อง และนำเสนอผลงานในที่ประชุมระดับชาติและนานาชาติอีกมากกว่า 30 เรื่อง

    นอกจากด้านการสอนและการวิจัยแล้ว ในฐานะที่เป็นผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับกุ้ง ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.สถาพร ยังรับหน้าที่เป็น “หัวหน้าศูนย์วิจัยความเป็นเลิศด้านกุ้ง” ร่วมกับคณาจารย์ด้านสัตว์น้ำจากสำนักวิชาเทคโนโลยีการเกษตร ดำเนินการวิจัยทางด้านพ่อแม่พันธุ์และการเพาะเลี้ยงกุ้ง ที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจ ทั้งกุ้งทะเล และกุ้งน้ำจืด ได้แก่ กุ้งกุลาดำและกุ้งก้ามกราม โดยมีเป้าหมายเพื่อพัฒนาสายพันธุ์กุ้งที่แข็งแรงและปลอดโรค พัฒนาเทคนิคการเลี้ยงกุ้งให้เป็นพ่อแม่พันธุ์ ทั้งในเรื่องการจัดการระบบน้ำ สูตรอาหาร พัฒนาโปรไบโอติคที่ใช้ในการควบคุมโรคขี้ขาว ศึกษาสาเหตุของโรค EMS และแนวทางแก้ไข พร้อมทั้งนำผลการวิจัยไปถ่ายทอดให้กับเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้ง มีการสร้างนวัตกรรม เช่น สูตรปุ๋ยเพาะเลี้ยงสาหร่ายขนาดเล็กคุณภาพสูง โปรไบโอติก อาหารพ่อและแม่กุ้ง ที่เกษตรกรและผู้เลี้ยงกุ้งสามารถนำไปใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมทั้งให้บริการตรวจสอบคุณภาพพันธุ์กุ้ง และ เครื่องหมายดีเอ็นเอที่ใช้ในการคัดเลือกพันธุ์ วินิจฉัยโรคด้วยเทคนิค Real time PCR โดยได้รับการสนับสนุนงบประมาณเพื่อโครงสร้างพื้นฐาน การจัดประชุมวิชาการกุ้งทะเลแห่งชาติ และการวิจัย จากศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.)

    นอกจากนี้ยังมีความร่วมมือด้านการวิจัยกับองค์กรทั้งภายในและต่างประเทศ อาทิเช่น
    1. มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
    2. จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
    3. Hokkaido University
    4. Tokyo University of Marine Science and Technology-
    5. National Taiwan University

    ปัจจุบัน ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.สถาพร ดิเรกบุษราคม ยังคงมีงานวิจัยที่ดำเนินการอยู่ เช่น โครงการพลิกฟื้นนากุ้งร้าง การพัฒนาปลานิลทนโรคสเตรปโตคอคโคซิส โดยใช้เทคโนโลยีการปรับปรุงพันธุ์ด้วยเครื่องหมายโมเลกุล และเรื่อง Development of Aquaculture Technology for Food Security and Food Safety in the Next Generation

    ด้วยความมุ่งมั่นตั้งใจในการถ่ายทอดความรู้และศึกษาค้นคว้างานวิจัยทางด้านสัตว์น้ำทั้งในฐานะอาจารย์และนักวิจัยของ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.สถาพร ดิเรกบุษราคม ทำให้มั่นใจได้ว่า สัตว์น้ำโดยเฉพาะกุ้งจะยังคงเป็นสัตว์เศรษฐกิจที่ทำรายได้ให้แก่เกษตรกรและประเทศไทยได้อย่างต่อเนื่อง

  • นายไพรวัลย์ เกิดทองมี ศูนย์เครื่องมือวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

    นายไพรวัลย์ เกิดทองมี ศูนย์เครื่องมือวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

    ไพรวัลย์ เกิดทองมี นักวิทยาศาสตร์ สาขาฟิสิกส์ ศูนย์เครื่องมือวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มุ่งมั่นพัฒนาความรู้ทางด้านวิชาการและงานวิจัย โดยใช้เวลาว่างจากงานประจำไปเป็นผู้ช่วยวิจัยให้กับคณาจารย์สำนักวิชาวิทยาศาสตร์ เพื่อวิจัยเชิงพัฒนาองค์ความรู้ใหม่ และสามารถใช้งานได้จริง

    ไพรวัลย์ เกิดทองมี เป็นคนจังหวัดนครศรีธรรมราช จบการศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย จากโรงเรียนกัลยาณีศรีธรรมราช และเข้าศึกษาต่อที่มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ภาคใต้ (มหาวิทยาลัยทักษิณในปัจจุบัน) จบการศึกษาระดับปริญญาตรี การศึกษาบัณฑิต (วิทยาศาสตร์ – ฟิสิกส์) และจบการศึกษาระดับ ปริญญาโท สาขาฟิสิกส์ จาก ม.วลัยลักษณ์

    ไพรวัลย์ได้เข้าทำงานในตำแหน่งนักวิทยาศาสตร์ ศูนย์เครื่องมือวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ เมื่อเดือนกรกฎาคม 2540 ซึ่งเป็นช่วงที่มหาวิทยาลัยอยู่ในระยะเตรียมการเพื่อเปิดรับนักศึกษาเป็นปีแรก โดยไพรวัลย์ได้เข้าไปมีบทบาทในการจัดเตรียมอุปกรณ์เครื่องมือต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับด้านการเรียนการสอนในสาขาวิชาฟิสิกส์ เช่น ผลิตชุดทดลองสำหรับการเรียนการสอน วิชาปฏิบัติการฟิสิกส์ 1 เรื่อง การกำทอนในท่ออากาศ 8 ชุด และเรื่องการให้ความร้อนด้วยคลื่นไมโครเวฟ

    จากการที่ได้มาทำงานที่มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ทำให้ได้มีโอกาสพบกับคณาจารย์ นักวิจัย ที่มีความรู้ความสามารถมากมายในวงการวิชาการทางฟิสิกส์ ทำให้เป็นจุดเริ่มต้นของการพัฒนาความรู้ทั้งด้านวิชาการและงานวิจัย โดยเอาเวลาว่างจากการทำงานประจำไปเป็นผู้ช่วยวิจัยให้กับคณาจารย์สำนักวิชาวิทยาศาสตร์ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.หมุดตอเล็บ หนิสอ เพื่อวิจัยเชิงพัฒนาองค์ความรู้ใหม่ และสามารถใช้งานได้จริง มีประโยชน์ต่อประเทศชาติ เริ่มต้นจากการนำงานวิจัยที่มีอยู่ มาต่อยอดเป็นนวัตกรรม โดยประยุกต์เทคโนโลยีไมโครเวฟเพื่อให้ความร้อนและอบแห้ง เช่น การนำคลื่นไมโครเวฟไปให้ความร้อนกับการ Curing Polymer ,Pre-heating Melamine หรืออบแห้งลูกเดือย ข้าวพอง สมุนไพร ชา เป็นต้น

    ไพรวัลย์ ได้เล่าให้ฟังว่า จากการสะสมประสบการณ์การทำงานมามากกว่า 15 ปี ทำให้มีความรู้ความเข้าใจในการพัฒนานวัตกรรมด้านการให้ความร้อนและการอบแห้งด้วยคลื่นไมโครเวฟ จนมีภาคเอกชน หน่วยงานภาครัฐ มาติดต่อร่วมวิจัยจำนวนมาก เช่น พัฒนานวัตกรรมเครื่องอบแห้งปุ๋ยด้วยคลื่นไมโครเวฟ ถ่ายทอดไปยังศูนย์นาโนเทคโนโลยี สวทช. พัฒนาระบบอบแห้งแบบต่อเนื่องสำหรับชาเขียว โครงการหลวง ม.เชียงใหม่ โดยรับผิดชอบในโครงการด้านการสร้างเครื่องอบแห้งให้มีประสิทธิภาพสูงสุด พัฒนานวัตกรรมเครื่องระเหยสารด้วยคลื่นไมโครเวฟ ห้องปฏิบัติการกลางคณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เครื่องทำลายมอดในไม้ยาง บริษัทแปลนครีเอชั่น จังหวัดตรัง และเครื่องอบแห้งลูกเดือย บริษัทวังสะพุง จังหวัดเลย เป็นต้น

    ผลจากความพยายามและความมุ่งมั่นตั้งใจในการพัฒนานวัตกรรมต่างๆ ทำให้ ไพรวัลย์ ได้รับรางวัลจากหน่วยงานต่างๆ เช่น รางวัล STI Thailand Award 2012 จากสำนักงานคณะกรรมการนโยบายวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมแห่งชาติ รางวัลรองชนะเลิศ อันดับ 1 นวัตกรรมข้าว และรางวัลชนะเลิศ อันดับ 2 การวิจัยเชิงบูรณาการ จากสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ประจำปี 2555 และรางวัลประกาศเกียรติคุณในฐานะผู้ที่มีผลงานโดดเด่นด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โครงการ “วิทยาศาสตร์สู่ความเป็นเลิศ” จากวุฒิสภา และได้รับการคัดเลือกให้รับโล่เชิดชูเกียรติ 1 ใน 4 คน ผู้ทำชื่อเสียงให้กับมหาวิทยาลัย ประจำปี 2557 เป็นต้น นอกจากนี้ ยังได้รับอนุสิทธิบัตรสิ่งประดิษฐ์ “เครื่องให้ความร้อนเมลามีนด้วยเครื่องไมโครเวฟ” และ “เครื่องอบแห้งลูกเดือยสำหรับแปรรูปด้วยคลื่นไมโครเวฟ” อีกด้วย

    สำหรับเป้าหมายที่ตั้งไว้ในอนาคต ไพรวัลย์ บอกว่า “ตั้งใจที่จะพัฒนาเทคโนโลยีการอบแห้งโดยใช้คลื่นไมโครเวฟซึ่งเป็นเทคโนโลยีขั้นสูงให้กับเกษตรกร เพื่อให้สามารถแข่งขันกับประเทศที่มีความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีได้ ขณะเดียวกันเกษตรกรจะมีรายได้เพิ่มขึ้น ลดต้นทุนการผลิต โดยเฉพาะพืชเศรษฐกิจทางภาคใต้ คือ ข้าว มัน ยางพารา และปาล์มน้ำมัน”

    “สามารถนำเทคโนโลยีไมโครเวฟ ไปใช้งานในด้านการเกษตรได้จริง สามารถลดต้นทุน เพิ่มรายได้ให้กับเกษตรกร และแก้ไขปัญหาการให้ความร้อนกับวัสดุ ให้กับผู้ประกอบการรายใหญ่ รายย่อย จนสามารถแข่งขันกับต่างประเทศได้ในระยะยาว” เป็นความสำเร็จและความภาคภูมิใจของไพรวัลย์ เกิดทองมี นักวิทยาศาสตร์ สาขาฟิสิกส์ ศูนย์เครื่องมือวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์

    สมพร อิสรไกรศีล ส่วนประชาสัมพันธ์ เรียบเรียง

  • อ.ดร.อุดมรัตน์ วัฒนสิทธิ์ สำนักวิชาสหเวชศาสตร์และสาธารณสุขศาสตร์

    อ.ดร.อุดมรัตน์ วัฒนสิทธิ์ อาจารย์ประจำหลักสูตรอนามัยสิ่งแวดล้อม สำนักวิชาสหเวชศาสตร์และสาธารณสุขศาสตร์ มุ่งเน้นสนองพระปณิธานของศาสตราจารย์ ดร.สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณ์วลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี องค์ประธานสถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ ที่ทรงให้ความสำคัญกับการพัฒนาทรัพยากรบุคคลด้านวิทยาศาสตร์และการวิจัยระดับสูงโดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านพิษวิทยาสิ่งแวดล้อม

    อ.ดร.อุดมรัตน์ มีความสนใจด้านวิทยาศาสตร์มาตั้งแต่วัยเด็ก โดยหลังจากจบการศึกษาระดับมัธยมศึกษาจากโรงเรียนนารีวิทยา จังหวัดราชบุรี ได้ศึกษาต่อระดับปริญญาตรี ที่คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในสาขาวิชาเคมี เมื่อสำเร็จการศึกษาในปี พ.ศ. 2545 ได้เข้าทำงานในบริษัทเอกชน ในตำแหน่งนักเคมีเป็นเวลา 1 ปี ก่อนจะได้รับทุนเพื่อศึกษาต่อในระดับปริญญาโทและปริญญาเอกจาก ศูนย์ความเป็นเลิศด้านอนามัยสิ่งแวดล้อม พิษวิทยา และการบริหารจัดการสารเคมี (The Center of Excellence on Environmental Health, Toxicology and Management of Chemicals; ETM) ซึ่งเป็นศูนย์ระดับชาติ อยู่ภายใต้ความรับผิดชอบและการกำกับดูแลของ สำนักพัฒนาบัณฑิตศึกษาและวิจัยด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) กระทรวงศึกษาธิการ ในหลักสูตรบัณฑิตศึกษานานาชาติ สาขาวิชา “พิษวิทยาสิ่งแวดล้อม เทคโนโลยี และการบริหารจัดการสิ่งแวดล้อม” ที่สถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเชีย (Asian Institute of Technology ; AIT) ซึ่งหลักสูตรนี้เป็นความร่วมมือระหว่าง 3 สถาบัน คือ สถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ มหาวิทยาลัยมหิดล และ AIT

    อ.ดร.อุดมรัตน์ เล่าว่า ในฐานะนักเคมีคนหนึ่ง สาขาวิชานี้มีความน่าสนใจเป็นอย่างมาก เพราะถึงแม้ว่าสารเคมีจะมีประโยชน์มากมายมหาศาล แต่หากขาดการบริหารจัดการอย่างถูกต้องเหมาะสมก็อาจส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพอนามัยของประชาชนได้ ขณะศึกษาระดับปริญญาโทได้ทำวิทยานิพนธ์เรื่อง “การประยุกต์ใช้ตัวบ่งชี้ทางชีวภาพ (Biomarkers) ในการประเมินการรับสัมผัสสารปิโตรเคมีในกลุ่มคนงานโรงงานพลาสติก” ซึ่งการศึกษาวิจัยในเรื่องนี้ได้จุดประกายความคิดที่จะศึกษาด้านนี้อย่างต่อเนื่อง จึงได้นำมาเป็นแนวคิดในการศึกษาต่อระดับปริญญาเอกในหลักสูตรและสถาบันเดียวกันในเวลาต่อมา ซึ่งได้ทำการศึกษาวิจัยด้านระบาดวิทยาในระดับโมเลกุล (Molecular Epidemiology) เพื่อศึกษาความเป็นไปได้ที่จะใช้เซลล์เม็ดเลือดขาว (Lymphocytes) เป็นเซลล์ตัวแทน (Surrogate) ของเซลล์ปอด เพื่อนำมาประเมินความเสี่ยงต่อการอักเสบและความเสียหายของระบบทางเดินหายใจในผู้ที่สัมผัสกับฝุ่นละอองในสิ่งแวดล้อมก่อนที่จะเกิดโรค เนื่องจากการอักเสบเป็นกลไกสำคัญอย่างหนึ่งในการเกิดโรคมะเร็ง โดยในการศึกษานี้ใช้ Biomarkers ต่างๆที่บ่งบอกถึงการอักเสบและความเสียหายของระบบทางเดินหายใจและสารพันธุกรรม (DNA) เป็นตัวประเมิน จากการทดลองระดับเซลล์ในห้องปฏิบัติการสู่การศึกษาในอาสาสมัครที่สัมผัสกับฝุ่นละอองในสิ่งแวดล้อม โดยมี รศ.ดร.คุณหญิงมธุรส รุจิรวัฒน์ รองประธานสถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ฝ่ายวิจัย และ Prof. Herman Autrup ประธานสหภาพพิษวิทยานานาชาติ (International Union of Toxicology; IUTOX) ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญด้าน Molecular Epidemiology เป็นอาจารย์ที่ปรึกษา

    ในระหว่างการศึกษาอยู่นั้น อ.ดร.อุดมรัตน์ ได้มีโอกาสเพิ่มพูนประสบการณ์และความรู้ต่างๆ ทางด้านนี้ โดยได้ทำงานในฐานะผู้ช่วยวิจัยในโครงการวิจัยต่างๆของสถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ ซึ่งเป็นหน่วยงานที่มีความเชี่ยวชาญทางด้านพิษวิทยาสิ่งแวดล้อม อาทิเช่น การประเมินผลกระทบทางสุขภาพจากการรับสัมผัสสาร Volatile Organic Compounds (VOCs) ทั้งในสิ่งแวดล้อม (กลุ่มประชาชนที่อาศัยบริเวณใกล้เคียงนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด) และจากการประกอบอาชีพ (กลุ่มพนักงานสถาบันวิจัย ป.ต.ท.)

    หลังจากสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาเอกแล้ว อ.ดร.อุดมรัตน์ ได้เริ่มทำงานในฐานะนักวิจัยอย่างเต็มตัวที่สถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ ในโครงการศึกษาผลกระทบทางสุขภาพของขยะอิเล็กทรอนิกส์ในเด็กและโครงการศึกษาผลกระทบทางชีวภาพในระดับเซลล์ของเชื้อเพลิงชีวมวล (Biofuels) ทำให้ได้เรียนรู้สิ่งต่างๆ เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งการศึกษาวิจัยทางด้านสารเคมีที่มีพิษซึ่งเป็นงานที่สนใจเป็นพิเศษ โดยมี ศาสตราจารย์ ดร.สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณ์วลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี ทรงเป็นบุคคลต้นแบบซึ่งมีความเชี่ยวชาญทางด้านนี้จนได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติในฐานะเจ้าฟ้านักวิทยาศาสตร์

    ด้วยสำนึกในความรู้ความสามารถและโอกาสในการศึกษาวิจัยที่ได้รับจากสถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ อ.ดร.อุดมรัตน์ จึงมีความมุ่งมั่นตั้งใจที่จะสนองพระปณิธานของศาสตราจารย์ ดร.สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณ์วลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี องค์ประธานสถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ ที่ทรงให้ความสำคัญในการพัฒนาทรัพยากรบุคคลด้านวิทยาศาสตร์และการวิจัยระดับสูงโดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านพิษวิทยาสิ่งแวดล้อมเพื่อออกมาเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศ ในปี พ.ศ. 2556 จึงได้มาปฏิบัติงานในฐานะอาจารย์ หลักสูตรอนามัยสิ่งแวดล้อม สำนักวิชาสหเวชศาสตร์และสาธารณสุขศาสตร์ เพื่อแบ่งปันความรู้และประสบการณ์ในงานด้านพิษวิทยาสิ่งแวดล้อมและ Molecular Epidemiology ซึ่งยังไม่เป็นที่แพร่หลายนักในประเทศไทยให้กับนักศึกษาและศึกษาวิจัยเพิ่มเติมในด้านนี้เพื่อนำองค์ความรู้ที่ได้มาปรับปรุงพัฒนางานด้านอนามัยสิ่งแวดล้อมของประเทศไทยต่อไปในอนาคต

    ด้วยเจตนาที่มุ่งมั่นของ อ.ดร.อุดมรัตน์ ทั้งในฐานะอาจารย์และนักวิจัย เราเชื่อว่า การให้ความรู้และการศึกษาทางด้านพิษวิทยาสิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่องจะช่วยให้ประเทศไทยมีบุคลากรและองค์ความรู้ทางด้านนี้เพื่อตอบสนองต่อการพัฒนาด้านอุตสาหกรรมอย่างรวดเร็ว ส่งผลต่อการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน

  • ผศ.ดร.วรางคณา จุ้งลก สำนักวิชาสหเวชศาสตร์และสาธารณสุขศาสตร์

    ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.วรางคณา จุ้งลก อาจารย์ประจำสำนักวิชาสหเวชศาสตร์และสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ มุ่งมั่นศึกษาโรคมะเร็งช่องปากตั้งแต่ศึกษาในระดับปริญญาเอกจนถึงปัจจุบัน โดยศึกษาปัจจัยและกลไกที่เซลล์ปกติของมนุษย์เปลี่ยนไปเป็นเซลล์มะเร็ง การสร้างและพัฒนาโมเดลของเซลล์มะเร็งและฤทธิ์ทางชีวภาพของพืชและสมุนไพรที่สามารถยับยั้งเซลล์มะเร็ง รวมถึงกลไกการยับยั้งเซลล์มะเร็ง

    ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.วรางคณา จุ้งลก ศึกษาระดับมัธยมศึกษาจากโรงเรียนบูรณะรำลึก จังหวัดตรัง ขณะที่ศึกษาอยู่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ได้สอบเทียบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ได้ และสามารถสอบเข้าศึกษาต่อระดับอุดมศึกษาในคณะเทคนิคการแพทย์ มหาวิทยาลัยมหิดล ในปีการศึกษา 2539 จบการศึกษาระดับปริญญาตรีด้วยเกียรตินิยมอันดับ 2 และในปีการศึกษา 2543 ได้ศึกษาต่อในระดับปริญญาเอกที่คณะและมหาวิทยาลัยเดิม โดยได้รับทุนสนับสนุนจากโครงการปริญญาเอกกาญจนาภิเษก จากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) และทุน Deutscher Academischer Austausch Dienst (DAAD) จากรัฐบาลสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี ขณะที่ศึกษาที่มหาวิทยาลัยไฮเดลเบิร์ก เมื่อจบการศึกษาระดับปริญญาเอกแล้ว ในปี 2548 ได้มาเป็นอาจารย์สำนักวิชาสหเวชศาสตร์และสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์

    ขณะที่กำลังศึกษาในระดับปริญญาเอกนั้น ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.วรางคณา สนใจศึกษาเรื่องโรคมะเร็งโดยเฉพาะอย่างยิ่งปัจจัยและกลไกที่เซลล์ปกติสามารถเปลี่ยนไปเป็นเซลล์มะเร็งช่องปากจาก การติดเชื้อ Human papillomavirus (HPV) ร่วมกับแอลกอฮอล์ โดยได้ทำวิจัยเรื่อง “Increased iNOS in transformed HPV-immortalized human keratinocytes following chronic ethanol treatment” ขณะที่ทำวิจัยในต่างประเทศนั้น ได้มีโอกาสเรียนรู้และฝึกฝนเทคนิคต่างๆ ในการทำงานวิจัยด้านอณูชีววิทยาของมะเร็งจากสถาบันวิจัยมะเร็งแห่งชาติ (German Cancer Research Center : DKFZ) และจากคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยไฮเดลเบิร์ก ประเทศเยอรมนี จากความสนใจในเรื่องที่ศึกษา ความรู้ที่ได้รับและการฝึกฝนเหล่านั้น ทำให้เกิดความมุ่งมั่นที่จะศึกษาวิจัยเกี่ยวกับโรคมะเร็งต่อเนื่องตลอดมา

    เมื่อได้มาเป็นอาจารย์ที่มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ ได้พัฒนางานวิจัยในเชิงลึก มุ่งเน้นเกี่ยวกับปัญหาสาธารณสุขที่สำคัญของภาคใต้ คือ “โรคมะเร็งช่องปาก” ซึ่งเป็นโรคมะเร็งชนิดที่พบมากกว่าภูมิภาคอื่นๆของประเทศ ประกอบกับประเทศไทยเป็นประเทศที่มีความหลากหลายทางชีวภาพสูงโดยเฉพาะพันธุ์พืช จึงทำให้เกิดแรงบันดาลใจที่จะศึกษาฤทธิ์ทางชีวภาพจากพืชและสมุนไพรและ กลไกการยับยั้งเซลล์มะเร็งช่องปาก เพื่อค้นหาสารที่มีฤทธิ์ยับยั้งเซลล์มะเร็งได้ดีและไม่มีผลข้างเคียงกับผู้ป่วย เนื่องจากผู้ป่วยด้วยโรคมะเร็งส่วนใหญ่ปฏิเสธการรักษาด้วยยาเคมีบำบัด ดังนั้นหากสามารถค้นพบสารที่มีฤทธิ์ฆ่าเซลล์มะเร็งได้ดีและไม่ทำให้เกิดอาการข้างเคียงกับผู้ป่วย ก็สามารถที่จะนำสารต้นแบบดังกล่าวไปพัฒนาต่อยอดเป็นยาที่ใช้ในการรักษาโรคมะเร็งช่องปากได้ต่อไป

    จากการศึกษาวิจัยทางด้านมะเร็งตั้งแต่ระดับปริญญาเอกจนถึงปัจจุบัน ทำให้ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.วรางคณา มีความเชี่ยวชาญด้านชีววิทยาของมะเร็ง และการทดสอบที่เกี่ยวข้องทางอณูชีววิทยาของมะเร็ง โดยการศึกษาฤทธิ์ทางชีวภาพจากพืชและสมุนไพรในการต้านมะเร็งและการอักเสบซึ่งเป็นสาเหตุหนึ่งของการเกิดมะเร็ง รวมทั้งกลไกการยับยั้งเซลล์มะเร็ง

    ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.วรางคณา ได้เล่าให้ฟังถึงความสำเร็จและความภาคภูมิใจว่า ได้สร้างและพัฒนาโมเดลของเซลล์มะเร็งที่จะใช้ในการศึกษาฤทธิ์ทางชีวภาพ รวมถึงการพัฒนาเทคนิคและการทดสอบฤทธิ์ทางชีวภาพและการทดสอบทางด้านอณูชีววิทยาของมะเร็ง เช่น การทดสอบฤทธิ์ต้านมะเร็ง การทดสอบฤทธิ์ต้านการอักเสบ การทดสอบฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ การศึกษาวัฏจักรชีวิตของเซลล์ การทดสอบการตายของเซลล์มะเร็งแบบอะพอพโทซิส และการเกิดออโตฟาจีในเซลล์มะเร็ง รวมถึงเทคนิคและการทดสอบอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง และได้นำความรู้เหล่านี้มาใช้ในการสอนนักศึกษาทั้งในระดับปริญญาตรีและบัณฑิตศึกษา

    “จะพยายามค้นหาสารต้นแบบจากพืชและสมุนไพร รวมถึงการศึกษากลไกที่เกี่ยวข้องเพื่อจะได้นำไปพัฒนาเป็นยาต้านมะเร็งหรือยาต้านการอักเสบได้จริงในอนาคต” เป็นเป้าหมายในอนาคตที่ตั้งไว้ในฐานะนักวิชาการ/วิจัย ของ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.วรางคณา จุ้งลก อาจารย์ประจำสำนักวิชาสหเวชศาสตร์และสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์
    ประวัติและผลงาน

    สมพร อิสรไกรศีล เรียบเรียง

  • ผศ.ดร.จรวย สุวรรณบำรุง สำนักวิชาพยาบาลศาสตร์

    ผศ.ดร.จรวย สุวรรณบำรุง สำนักวิชาพยาบาลศาสตร์

    ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.จรวย สุวรรณบำรุง อาจารย์ประจำสำนักวิชาพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ กับผลงานวิจัยอย่างต่อเนื่องตลอด 5 ปีที่ผ่านมา เพื่อสร้างสมรรถนะชุมชนในการแก้ปัญหาโรคไข้เลือดออกอย่างยั่งยืน โดยสามารถนำผลงานวิจัยไปใช้ประโยชน์ในชุมชนต่างๆ ในจังหวัดนครศรีธรรมราช จนได้รับการยกย่องเชิดชูเกียรติในฐานะเป็นผู้ที่มีผลงานในการนำความรู้ทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเพื่อสร้างสรรค์ประโยชน์ต่อสังคมอย่างเป็นรูปธรรม จนได้รับมอบใบประกาศเกียรติคุณในโครงการ “วิทยาศาสตร์สู่ความเป็นเลิศ พ.ศ. 2556” คณะกรรมาธิการวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี การสื่อสารและโทรคมนาคม วุฒิสภา

    ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.จรวย เป็นคนอำเภอจะนะ จังหวัดสงขลา เริ่มเรียนระดับประถมศึกษาจากโรงเรียนประจำตำบลบ้านสะพานไม้แก่น ระดับมัธยมศึกษาตอนต้นจากโรงเรียนจะนะวิทยา ระดับมัธยมศึกษาตอนปลายจากโรงเรียนวรนารีเฉลิม และจบการศึกษาปริญญาตรีด้านการพยาบาลจากวิทยาลัยพยาบาลบรมราชนนีสงขลา ซึ่งขณะนั้นมีชื่อว่า วิทยาลัยพยาบาลภาคใต้ ซึ่งเป็นวิทยาลัยพยาบาลแห่งเดียวของภาคใต้

    เมื่อจบการศึกษาปี 2531 ปฏิบัติงานในฐานะพยาบาลวิชาชีพ ณ หอผู้ป่วยเด็ก แผนกกุมารเวชกรรม โรงพยาบาลสงขลา และศึกษาต่อระดับปริญญาโทสาขาการพยาบาลบิดา มารดา และเด็ก ณ คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ในขณะทำงานได้พัฒนางานด้านคุณภาพการพยาบาล งานคุณภาพของโรงพยาบาล ทำหน้าที่ผู้ประสานงานการพัฒนาและรับรองคุณภาพโรงพยาบาล พัฒนางานวิจัยในคลินิก การสอนการพยาบาลในคลินิกแก่นักศึกษาพยาบาลและสอนบรรยายเกี่ยวกับการพยาบาลเด็ก รวมเวลาในการทำงานด้านพยาบาลวิชาชีพ 15 ปี และได้รับวุฒิบัตรพยาบาลผู้เชี่ยวชาญด้านการพยาบาลเด็กจากสภาพยาบาล ในปี 2546

    จากประสบการณ์การทำงานตลอด 15 ปี ด้านวิชาชีพพยาบาล และความสนใจการวิจัยทางการพยาบาล ตลอดถึงการให้ความสำคัญต่อการพัฒนาวิชาชีพทางการพยาบาล ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.จรวย จึงขอรับการคัดเลือกเป็นอาจารย์ของสำนักวิชาพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ เมื่อปี 2546 และศึกษาต่อระดับปริญญาเอก สาขาวิจัยเพื่อการพัฒนาสุขภาพ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในปี 2549 เมื่อสำเร็จการศึกษาได้กลับมาทำหน้าที่สอนทั้งระดับปริญญาตรีและปริญญาโท โดยเฉพาะรายวิชาวิจัยทางการพยาบาล วิทยาการระบาด และการพยาบาลเด็ก ตลอดจนการทำงานวิจัยในการแก้ปัญหาโรคไข้เลือดออกของพื้นที่ในภาคใต้

    ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.จรวย เป็นแบบอย่างของความเป็นอาจารย์ด้านการวิจัย ที่มีความมานะพยายามและมุ่งมั่นในการแสวงหาทุนอุดหนุนการวิจัย การสร้างสรรค์และพัฒนางานวิจัยที่มีคุณภาพอย่างต่อเนื่อง โดยได้รับการทุนวิจัยจากหน่วยงานต่างๆ ได้แก่ 1) สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ทำวิจัยเรื่อง รูปแบบการป้องกันและควบคุมโรคไข้เลือดออกที่เน้นชุมชนเป็นฐานอย่างยั่งยืน : กรณีศึกษาตำบลปากพูน อำเภอเมือง จังหวัดนครศรีธรรมราช 2) สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) เรื่อง รูปแบบการสร้างสมรรถนะในการแก้ปัญหาไข้เลือดออกอย่างยั่งยืน 3) สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) ภาคใต้ตอนบน เรื่อง การสร้างความสามารถของอาสาสมัครป้องกันและควบคุมโรคไข้เลือดออกในโรงเรียน : กรณีศึกษาโรงเรียนประทีปศาสน์ จังหวัดนครศรีธรรมราช และเรื่อง การพัฒนารูปแบบการจัดการดัชนีลูกน้ำยุงลายเพื่อแก้ปัญหาโรคไข้เลือดออกอย่างยืน: กรณีตำบลกำแพงเซา จังหวัดนครศรีธรรมราช 4) สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ท้องถิ่น และ 5) มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ เรื่อง การกำจัดเงื่อนไขการเกิดยุงลายเพื่อการป้องกันควบคุมโรคไข้เลือดออกของชุมชนตลาดพฤหัส อำเภอเมือง จังหวัดนครศรีธรรมราช เป็นต้น ที่สำคัญ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.จรวย ได้บูรณาการผลการวิจัยสู่การเรียนการสอนทั้งในระดับปริญญาตรีและปริญญาโท การบริการวิชาการจากผลการวิจัยสู่ชุมชน และเป็นผู้นำและแบบอย่างในการวิจัยทางด้านสุขภาพ จนได้รับรางวัลบุคลากรดีเด่นด้านการวิจัย ในโอกาสสถาปนามหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ ครบปีที่ 21 (29 มีนาคม 2556)

    การดำเนินการวิจัยตลอด 5 ปีที่ผ่านมา ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.จรวย เน้นการต่อยอดแนวคิดของการสร้างสมรรถนะชุมชนในการแก้ปัญหาโรคไข้เลือดออก ซึ่งได้พัฒนาระหว่างการศึกษาระดับปริญญาเอก โดยบูรณาการองค์ความรู้ด้านวิทยาการระบาดของโรคไข้เลือดออก แนวคิดการสร้างเสริมสุขภาพที่เน้นการป้องกันโรค แนวคิดการสร้างสมรรถนะหรือความสามารถบุคคลและชุมชน การดำเนินงานที่เน้นชุมชนเป็นฐานในการมีส่วนในการแก้ปัญหา และใช้วิธีการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วมของชุมชน สามารถลดความรุนแรงของการระบาดของโรคไข้เลือดออกได้ ทำให้ผลงานวิจัยได้รับการเผยแพร่ในวารสารวิชาการระดับชาติและนานาชาติ และการนำเสนอในที่ประชุมวิชาการระดับชาติและนานาชาติ ซึ่งได้รับรางวัลการนำเสนอผลงานทั้ง Poster และ Oral presentation อีกด้วย

    ที่สำคัญผลงานวิจัยที่ได้สามารถนำไปใช้ประโยชน์ในสังคมได้ เช่น โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพชุมชนในพื้นที่อำเภอเมืองนครศรีธรรมราช ได้นำโปรแกรมรวบรวมและคำนวณดัชนีลูกน้ำ (http://dengue.wu.ac.th) ซึ่งได้จากการพัฒนารูปแบบการจัดการดัชนีลูกน้ำยุงลายเพื่อแก้ปัญหาโรคไข้เลือดออกอย่างยืน: กรณีตำบลกำแพงเซา จังหวัดนครศรีธรรมราช ไปใช้ประโยชน์ รวมทั้งยังได้บูรณาการผลการวิจัยสู่การเรียนการสอนทั้งในระดับปริญญาตรี และปริญญาโท อีกด้วย

    นอกจากผลงานวิจัยที่เป็นที่ประจักษ์แล้ว ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.จรวย สุวรรณบำรุง ยังได้จัดทำหนังสือ “การแก้ไขปัญหาโรคไข้เลือดออกอย่างยั่งยืน: ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับการป้องกันและควบคุมโรคไข้เลือดออก” และ “การแก้ปัญหาโรคไข้เลือดออก: กำแพงเซาโมเดล การสร้างสมรรถนะชุมชนสู่ตำบลควบคุมโรคแข้มแข็ง” จัดทำสื่อการสอนด้วยคอมพิวเตอร์ เรื่อง ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับโรคไข้เลือดออกและแบบทดสอบ และจัดทำเอกสารคำสอน “การจัดการความรู้ การทบทวนวรรณกรรมอย่างเป็นระบบและแนวปฏิบัติทางคลินิกตามหลักฐานเชิงประจักษ์” “วิทยาการระบาดกับการพยาบาล” และ “กระบวนการวิจัยทางการพยาบาล: แนวคิดและการประยุกต์ใช้” เป็นต้น

    ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.จรวย สุวรรณบำรุง ได้บอกว่า กลุ่มวิจัย “การสร้างเสริมสุขภาพและการป้องกันโรคในชุมชน” เป็นความสำเร็จและความภาคภูมิใจ เนื่องจากช่วยสร้างบรรยากาศการวิจัยในหน่วยงาน และสะท้อนผลสำเร็จจากการเรียนสาขาวิจัยเพื่อการพัฒนาสุขภาพของบุคลากรพยาบาล พร้อมบอกถึงเป้าหมายในอนาคตว่า “… จะเน้นการทำงานวิจัยเกี่ยวกับการแก้ไขปัญหาไข้เลือดออกเพื่อประโยชน์สูงสุดต่อชุมชน บูรณาการสู่การเรียนการสอน และการเผยแพร่ผลงานในระดับชาติและนานาชาติ … ที่สำคัญ คือ ขอขอบคุณมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ที่ให้โอกาสพัฒนาศักยภาพได้อย่างเต็มที่”

    ประวัติและผลงาน

    สมพร อิสรไกรศีล ส่วนประชาสัมพันธ์ เรียบเรียง

  • รศ. ดร.มนัส ชัยจันทร์ สำนักวิชาเทคโนโลยีการเกษตร

    รศ. ดร.มนัส ชัยจันทร์ สำนักวิชาเทคโนโลยีการเกษตร

    รองศาสตราจารย์ ดร.มนัส ชัยจันทร์ อาจารย์ประจำสำนักวิชาเทคโนโลยีการเกษตร มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ (มวล.) เน้นการทำวิจัยทั้งประเภทงานวิจัยพื้นฐานและประยุกต์เพื่อก่อให้เกิดองค์ความรู้ใหม่ และสามารถประยุกต์ใช้เพื่อแก้ปัญหาให้กับชุมชนและภาคอุตสาหกรรม โดยผลงานได้รับการตีพิมพ์ระดับนานาชาติและระดับชาติ จำนวน 20 เรื่อง และนำเสนอในที่ประชุมวิชาการจำนวน 42 เรื่อง

    รองศาสตราจารย์ ดร.มนัส ชัยจันทร์ เป็นชาวจังหวัดสุราษฎร์ธานี จบการศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนปลายจากโรงเรียนสุราษฎร์พิทยา ภายใต้โครงการส่งเสริมและพัฒนาความสามารถพิเศษทางวิชาการ (สพพ.) เข้าศึกษาต่อระดับปริญญาตรี หลักสูตรเทคโนโลยีอาหาร สำนักวิชาเทคโนโลยีการเกษตร ณ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ เมื่อปีการศึกษา 2541 ซึ่งเป็นนักศึกษารุ่นแรกของมหาวิทยาลัย หลังจากสำเร็จการศึกษาด้วยเกียรตินิยมอันดับ 2 ในปี พศ. 2545 รองศาสตราจารย์ ดร.มนัส ได้รับทุนปริญญาเอกกาญจนาภิเษก ศึกษาต่อระดับปริญญาเอกสาขาเทคโนโลยีอาหาร จากคณะอุตสาหกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ และได้ไปทำวิจัย ณ University of Connecticut ประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งผลงานวิทยานิพนธ์หัวเรื่อง Characterization of Muscle Proteins and Interaction between Myofibrillar Proteins and Myoglobin in Dark-Fleshed Fish Used for Surimi Production ได้ตีพิมพ์ในวารสารระดับนานาชาติจำนวน 9 เรื่อง และได้รับรางวัลผลงานวิจัยดีเด่น จากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ประจำปี 2550 และรางวัลสภาวิจัยแห่งชาติ ประเภทรางวัลวิทยานิพนธ์ระดับชมเชยประจำปี 2551

    หลังจากจบการศึกษาระดับปริญญาเอกในปี พ.ศ. 2549 รองศาสตราจารย์ ดร.มนัส ชัยจันทร์ ได้เข้าทำงานเป็นอาจารย์ประจำสาขาเทคโนโลยีอาหาร สำนักวิชาเทคโนโลยีการเกษตร มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ รับผิดชอบด้านการสอนทั้งระดับปริญญาตรีและบัณฑิตศึกษา ด้วยความตั้งใจและเอาใจใส่เพื่อให้นักศึกษาเกิดการเรียนรู้ โดยนำผลงานวิจัยเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในเนื้อหาการเรียนการสอน โดยเฉพาะอย่างยิ่งรายวิชาโครงงานเทคโนโลยีอาหาร ได้ทำหน้าที่เป็นอาจารย์ที่ปรึกษาโครงงานให้กับนักศึกษาอย่างต่อเนื่อง และได้รับเงินทุนสนับสนุนการวิจัยจากโครงการโครงงานอุตสาหกรรมสำหรับนักศึกษาปริญญาตรี (IRPUS) ภายใต้การสนับสนุนของ สกว. ทำให้นักศึกษาสามารถได้ใช้ความรู้ทางวิชาการและการวิจัยในการแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นจริงให้กับผู้ประกอบการ ส่วนระดับบัณฑิตศึกษามีนักศึกษาระดับปริญญาเอกและปริญญาโทภายใต้การดูแลจำนวน 3 คน รวมทั้งได้จัดทำตำราเรียน “เทคโนโลยีผลิตภัณฑ์เนื้อสัตว์ สัตว์ปีกและไข่ (Meat, Poultry and Egg Products Technology) เพื่อให้นักศึกษาทางด้านนี้ได้ศึกษาเรียนรู้อีกด้วย

    รองศาสตราจารย์ ดร.มนัส ชัยจันทร์ เป็นนักวิจัยที่มีความรู้ความสามารถ ได้ทำวิจัยทั้งประเภทงานวิจัยพื้นฐานเพื่อก่อให้เกิดองค์ความรู้ใหม่ และงานวิจัยประยุกต์ เพื่อนำไปประยุกต์ใช้แก้ปัญหาให้กับชุมชนและภาคอุตสาหกรรม โดยมุ่งเน้นไปที่เคมีและเทคโนโลยีของผลิตภัณฑ์ประมงและเนื้อสัตว์ คือ การปรับปรุงคุณภาพผลิตภัณฑ์ การยืดอายุการเก็บรักษา และการสร้างผลิตภัณฑ์ใหม่ ด้วยความมุ่งมั่นในการทำงานวิจัย ทำให้ใช้ระยะเวลาเพียง 2 ปี ในการขอตำแหน่งทางวิชาการระดับ “ผู้ช่วยศาสตราจารย์” และอีก 4 ปี ต่อมาได้รับตำแหน่งทางวิชาการระดับ “รองศาสตราจารย์”

    รองศาสตราจารย์ ดร.มนัส ชัยจันทร์ ได้รับทุนสนับสนุนการวิจัยจำนวน 18 โครงการ โดยในจำนวนนี้เป็นทุนพัฒนาศักยภาพในการทำงานวิจัยของอาจารย์รุ่นใหม่จำนวน 1 ทุน และทุนโครงการปริญญาเอกกาญจนาภิเษก (คปก.) รุ่นที่ 16 จำนวน 1 ทุน รวมทั้งทุนวิจัย Visiting researcher เพื่อปฏิบัติการวิจัย ณ Chalmers University of Technology ประเทศสวีเดน เป็นเวลา 1 ปี โดยเน้นงานวิจัยเกี่ยวกับการกำจัดฮีโมโกลบินในเนื้อปลาระหว่างกระบวนการผลิตโปรตีนไอโซเลทด้วยกระบวนการปรับพีเอช มีผลงานวิจัยตีพิมพ์ระดับนานาชาติและระดับชาติ จำนวน 20 เรื่อง นำเสนอในที่ประชุมวิชาการจำนวน 42 เรื่อง และบทความวิชาการ จำนวน 2 เรื่อง

    ผลงานวิจัยเรื่อง “Darkening prevention of Thai fermented shrimp paste by pre-soaking whole shrimp with pyrophosphate” ได้รับรางวัลชนะเลิศการนำเสนอแบบโปสเตอร์ และเรื่อง “Combination effect of sorbitol and polyphosphate on physicochemical characteristics of frozen grilled pork” ได้รับรางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 การนำเสนอผลงานวิจัยแบบโปสเตอร์เช่นเดียวกัน ในงานประชุมวิชาการระดับนานาชาติ Food Innovation Asia Conference 2010 รวมทั้งรางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 การนำเสนอผลงานวิจัยแบบโปสเตอร์เรื่อง “Purification and biochemical characteristics of trypsin from the viscera of hybrid catdish (Clarias macrocephalus x Clarias gariepinus)” ในงานประชุมวิชาการระดับนานาชาติ International Conference on Food and Applied Bioscience 2012 นอกจากนี้ ผลงานวิจัยเรื่อง การปรับปรุงคุณภาพผลิตภัณฑ์ประมงและการใช้ประโยชน์สูงสุดของผลพลอยได้จากการแปรรูปสัตว์น้ำ ซึ่งรับผิดชอบวิจัยเกี่ยวกับการปรับปรุงคุณภาพของซูริมิจากปลาเนื้อดำ ได้รับการตีพิมพ์ในวารสารวิชาการนานาชาติ และได้รับรางวัล ผลงานวิจัยเด่น สกว. ประจำปี 2554 ภายใต้โครงการเมธีวิจัยอาวุโส สกว.

    นอกจากผลงานวิจัยที่ได้รับการตีพิมพ์เผยแพร่แล้ว ในฐานะผู้เชี่ยวชาญของโครงการการพัฒนาเทคโนโลยีของอุตสาหกรรมไทย (iTAP) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ในการวิเคราะห์ปัญหาเบื้องต้นให้กับโรงงานอุตสาหกรรมอาหาร และวิสาหกิจชุมชน ดังนั้น โครงการวิจัยบางส่วนของรองศาสตราจารย์ ดร.มนัส ชัยจันทร์ จึงเกิดขึ้นมาจากปัญหาที่โรงงานกำลังประสบ ทำให้ผลงานวิจัยนำไปใช้ประโยชน์ได้ เช่น ผลงานวิจัยเรื่อง “การพัฒนาสูตรน้ำปลาแท้และน้ำปลาผสม” ได้ถ่ายทอดเทคโนโลยีให้กับ หจก. โรงงานน้ำปลาปากนคร อำเภอเมือง จังหวัดนครศรีธรรมราช โดยปัจจุบันโรงงานได้ผลิตน้ำปลาสูตรที่ผ่านการพัฒนาออกจำหน่ายในเชิงพาณิชย์แล้ว และโครงการวิจัยนี้ยังได้รับการคัดเลือกจาก สวทช. เพื่อถ่ายทำรายการ ไอสไตน์กับผู้ใหญ่ลี ตอน “พัฒนาสูตร เพิ่มคุณค่า น้ำปลาไทย” และผลงานวิจัยเรื่อง “การพัฒนาผลิตภัณฑ์เนื้อสุกร” และเรื่อง “การปรับปรุงเจลลูกชิ้นหมูที่ผลิตจากเนื้อหมูที่ผ่านการแช่เยือกแข็ง” ได้ถ่ายทอดเทคโนโลยีให้กับบริษัท ช. โปรเซสซิ่งฟู้ด จำกัด อำเภอเมือง จังหวัดนครศรีธรรมราช เพื่อดำเนินการผลิตในเชิงพาณิชย์และผลงานวิจัยเรื่อง “การศึกษาคุณภาพและการยอมรับของผลิตภัณฑ์ปลากึ่งแห้งที่ผลิตด้วยเทคนิคไมโครเวฟ” ได้ถ่ายทอดเทคโนโลยีให้กับชุมชนบ้านแสงวิมาน ตำบลคลองน้อย อำเภอปากพนัง จังหวัดนครศรีธรรมราช โดยได้เป็นวิทยากรการบรรยายหัวข้อ “การผลิตปลากึ่งแห้งด้วยเทคนิคไมโครเวฟตามหลักสุขาภิบาลอาหาร” หลักสูตรการฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการเรื่อง กรรมวิธีการผลิตปลากึ่งแห้งคุณภาพสูงด้วยเทคโนโลยีไมโครเวฟ ภายใต้โครงการเครือข่ายและถ่ายทอดเทคโนโลยีสู่ชุมชน สกอ. ภาคใต้ตอนบน

    ด้วยมีผลงานตีพิมพ์เป็นที่ประจักษ์และเป็นที่ยอมรับในสาขาเทคโนโลยีอาหาร รองศาสตราจารย์ ดร.มนัส ชัยจันทร์ จึงได้รับเชิญจากหน่วยงานต่าง ๆ เช่น มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยทักษิณ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง และมหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี ให้เป็นผู้ทรงคุณวุฒิในการวิพากษ์หลักสูตร ประเมินข้อเสนอโครงการวิจัย ประเมินรายงานการวิจัย ประเมินบทความทางวิชาการในงานประชุมวิชาการระดับชาติและนานาชาติ เป็นกรรมการที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์และเป็นผู้ทรงคุณวุฒิในการสอบป้องกันวิทยานิพนธ์ของนักศึกษาระดับปริญญาโทและเอก รวมทั้งเป็นผู้ทรงคุณวุฒิในการตรวจสอบต้นฉบับให้กับวารสารวิชาการนานาชาติจำนวน 15 ชื่อเรื่อง เช่น Journal of Food Science, Fish Physiology and Biochemistry, LWT-Food Science and Technology, Food Reviews International และ Journal of the Science of Food and Agriculture เป็นต้น ทั้งยังเป็นผู้ให้บริการงานนวัตกรรม (innovation service provider; ISP) ของโครงการคูปองนวัตกรรม สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ และได้รับเชิญเป็นวิทยากรในการอบรมและบรรยายให้กับผู้ประกอบการระดับชุมชนและระดับอุตสาหกรรมอาหารอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งเป็นที่ปรึกษาโรงงานอุตสาหกรรมอาหาร ภายใต้โครงการพัฒนาศักยภาพผู้ผลิตอาหารระดับ SME เตรียมเข้าสู่ระบบ HACCP

    รองศาสตราจารย์ ดร.มนัส ชัยจันทร์ นักศึกษารุ่นแรกของมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ เป็นหนึ่งในความภาคภูมิใจของมหาวิทยาลัย ในการผลิตบุคลากรที่มีคุณภาพและมีศักยภาพทั้งด้านการเรียนการสอน การวิจัยและบริการวิชาการ ทางด้านเทคโนโลยีอาหารเพื่อเพิ่มคุณค่าและมูลค่าผลผลิตทางการเกษตรของไทย

    ประวัติและผลงาน

    สมพร อิสรไกรศีล เรียบเรียง