Author: wichukorn.dn

  • ม.วลัยลักษณ์ จัดประชุมวิชาการ Active Learning: Challenges and Innovations

    ม.วลัยลักษณ์ จัดประชุมวิชาการ Active Learning: Challenges and Innovations

    ส่วนส่งเสริมวิชาการ ม.วลัยลักษณ์ จัดประชุมวิชาการเรียนรู้เชิงรุก Active Learning : Challenges and Innovations เพื่อส่งเสริมให้เกิดการแลกเปลี่ยนความรู้ทางวิชาการ การพัฒนาการเรียนการสอนแบบ Active Learning

    ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.อัญชลี ชยานุวัชร หัวหน้าคณะทำงานพัฒนาการเรียนรู้เชิงรุก ม.วลัยลักษณ์ เปิดเผยว่า ส่วนส่งเสริมวิชาการ ม.วลัยลักษณ์ จัดประชุมวิชาการเรียนรู้เชิงรุก Active Learning: Challenges and Innovations ระหว่างวันที่ 5-6 สิงหาคม 2559 ที่ผ่านมา โดยในพิธีเปิดได้รับเกียรติจาก อาจารย์ ดร.สุรินทร์ ไหมศรีกรด รักษาการแทนรองอธิการบดีฝ่ายวิชาการและกิจการต่างประเทศ ม.วลัยลักษณ์ เป็นประธานกล่าวเปิดอย่างเป็นทางการ ณ โรงแรมทวินโลตัส จังหวัดนครศรีธรรมราช

    ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.อัญชลี ชยานุวัชร กล่าวว่า การประชุมวิชาการการเรียนรู้เชิงรุก ครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมให้เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้วิชาการทั้งภายในและภายนอกมหาวิทยาลัย โดยเปิดโอกาสให้คณาจารย์ นักวิจัย นักการศึกษาและนักศึกษาได้เสนอผลงานวิจัยหรือผลงานวิชาการทางด้านการศึกษา การพัฒนาการเรียนการสอน ตลอดจนการเรียนรู้เชิงรุก (Active Leaning ) โดยได้รับเกียรติจากผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ปัทวรรณ จิมากร ซิลลิ ม.ธรรมศาสตร์ ปาฐกถาพิเศษ หัวข้อ “Active Learning: Challenges and Innovations” และมีวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิมาให้ความรู้และแลกเปลี่ยนประสบการณ์ต่างๆที่เป็นประโยชน์ต่อการศึกษา ประกอบด้วย ศาสตราจารย์ ดร.ชุติมา สัจจานันท์ รองศาสตราจารย์สุภาพ ณ นคร รองศาสตราจารย์นายแพทย์ชัชวาล ศิลปะกิจ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ แพทย์หญิงมยุรี วศินานุกร และอาจารย์วรงค์ ถาวระ

    อาจารย์ ดร.สุรินทร์ ไหมศรีกรด กล่าวว่า การเรียนรู้เชิงรุกเป็นการเรียนที่ให้นักศึกษาเป็นหลักในการเรียนรู้ กิจกรรมที่ทำในชั้นเรียนที่มีนักศึกษามีส่วนร่วมก็ถือว่า เป็นการเรียนเชิงรุกเช่นกัน ดังนั้น การเรียนรู้ต้องมาก่อนการสอน โดยให้นักศึกษาเป็นผู้กำหนดทิศทางการเรียนของตนเอง เพราะนักศึกษาที่มาเรียนมีความถนัดและความสนใจไม่เหมือนกัน

    การประชุมวิชาการในครั้งนี้มีผู้สนใจเข้าร่วมประชุมซึ่งเป็นคณาจารย์จากสถาบันการศึกษา 16 สถาบัน จำนวน 150 คน นักศึกษาจำนวน 61 คน และมีผู้นำเสนอบทความในการประชุมครั้งนี้จำนวน 50 บทความ

    ประมวลภาพ

    ข่าวและภาพโดยนายธีรพงศ์ หนูปลอด ส่วนประชาสัมพันธ์

  • มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ลงนามความร่วมมือกับ Okayama University of Science, Japan

    มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ โดยการริเริ่มของสำนักวิชาเทคโนโลยีการเกษตร ได้ลงนาม MOU กับ Okayama University of Science ประเทศญี่ปุ่น โดยได้มีการดำเนินโครงการวิจัยกับมหาวิทยาลัยแห่งนี้มาเป็นเวลาประมาณ 2 ปีแล้วในด้าน “Developing of novel water for freshwater and seawater shrimp live together without any physiological losses” ซึ่งมีผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. สถาพร ดิเรกบุษราคม อาจารย์สำนักวิชาเทคโนโลยีการเกษตรเป็นผู้ประสานงานหลัก กำหนดระยะเวลาใน MOU คือ 5 ปี

    สาระสำคัญของ MOU มีเนื้อหาดังนี้
    1. การแลกเปลี่ยนนักศึกษา
    2. การแลกเปลี่ยนอาจารย์
    3. การทำวิจัย
    4. สหกิจศึกษา
    5. การแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรม
    6. การร่วมมือในระดับหลักสูตรและการศึกษานอกพื้นที่สำหรับนักศึกษาระดับบัณฑิตศึกษา และ
    7. ความร่วมมืออื่นๆ ที่ทั้งสองฝ่ายมีความสนใจร่วมกัน

    โดยสำนักวิชาเทคโนโลยีการเกษตรมีแผนการรับนักศึกษาแลกเปลี่ยน จาก Okayama University จำนวน 3 คน ดังนี้

    1) Mr. Hironori Yamauchi
    First travel:14/Aug to 20/Sep
    Second travel:7/Oct to 8/Oct
    2) Mr. Takaaki Ishizaka 14/Aug to 8/Oct
    3) Mr. Masashi Takeda 7/Oct to 18/Nov

    รายละเอียดเพิ่มเติม : http://www.ous.ac.jp/english

  • ม.วลัยลักษณ์ จัดอบรม Training Workshop on Plasma Diagnostics for Fusion Research

    ศูนย์วิจัยความเป็นเลิศนวัตกรรมฟิสิกส์ฯ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ จัดอบรม The 1st Training Workshop on Plasma Diagnostics for Fusion Research  ระหว่างวันที่ 25 – 27 กรกฎาคม 2559 โดยได้รับเกียรติจาก นายวราวุธ ขจรฤทธิ์    รักษาการรองผู้อำนวยการ (วิชาการ) เป็นผู้แทนผู้อำนวยการ สถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ กล่าวเปิดงาน การจัดอบรมดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อเตรียมความพร้อมของบุคลากรทางด้านพลาสมาและพลังงานฟิวชั่น เพื่อให้เกิดงานวิจัยและการพัฒนาพื้นฐานเกี่ยวกับระบบวัดพลาสมา อีกทั้งยังเป็นการเสริมสร้างความร่วมมือและการแลกเปลี่ยนความรู้เกี่ยวกับพลาสมาและพลังงานฟิวชั่นระหว่างกลุ่มวิจัยภายในประเทศ ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากสถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ(สทน.) มีผู้เข้าร่วมทั้ง อาจารย์  นักวิจัยและนักศึกษาทั่วประเทศ

               กิจกรรมฝึกอบรมได้รับเกียรติจากวิทยากรที่มีความเชี่ยวชาญมาให้ความรู้ ประกอบด้วย การบรรยาย
    – หัวข้อภาพรวมและแผนการพัฒนางานวิจัยและบุคลากรทางด้านพลาสมาและนิวเคลียร์ฟิวชัน (Nuclear fusion) ในประเทศไทย โดย  ดร. รพพน พิชา หัวหน้าฝ่ายฟิสิกส์และวิศวกรรม สถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ
    – หัวข้อ แนะนำพื้นฐานและองค์ความรู้ด้านพลาสมาฟิสิกส์ และกระบวนการในการวัดคุณสมบัติของพลาสมา ซึ่งได้แก่ อุณหภูมิและความหนาแน่นของพลาสมาโดยใช้เทคนิค หัววัดแบบ Langmuir พร้อมสรุปแนวทางการทำวิจัยด้านพลาสมาฟิสิกส์และการนำไปประยุกต์ใช้ในด้านต่าง ๆ เช่น ทางด้านวัสดุ ด้านกสิกรรม เป็นต้น โดย ผศ.ดร.หมุดตอเล็บ หนิสอ หัวหน้าศูนย์วิจัยความเป็นเลิศนวัตกรรมฟิสิกส์ยั่งยืนสำหรับอุตสาหกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์
    – หัวข้อแนะนำการวิจัยและแนวทางการวิจัยเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ชนิดฟิวชันในประเทศไทย โดย ผศ.ดร.ธวัชชัย อ่อนจันทร์ จากสถาบันเทคโนโลยีนานาชาติสิรินธร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
    – หัวข้อ แนะนำเทคนิคและกระบวนการวัดพลาสมาโดยอาศัยการปลดปล่อยแสงของพลาสมา หรือ Optical Emission Spectroscopy (OES) เพื่อใช้วัดอุณหภูมิของพลาสมา โดย ดร.ธีรวรรณ บุญญวรรณ  จาก มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

            นอกจากนี้ผู้เข้ารับการฝึกอบรมได้ฝึกภาคปฏิบัติ การสร้างหัววัด Langmuir ชนิด 1 และ 2 ขั้ว เพื่อใช้วัดคุณสมบัติของพลาสมา โดยทดสอบกับพลาสมาที่สร้างจากแหล่งกำเนิด 2 แบบคือ ชนิดมีขั้วไฟฟ้าภายใน และชนิดขั้วไฟฟ้าภายนอก  การวัดคุณสมบัติของพลาสมาโดยใช้ Optical Emission Spectroscopy (OES) เพื่อใช้วัดอุณหภูมิของพลาสมา การสร้างหัววัดแบบแม่เหล็ก (Magnetic Probe) เพื่อใช้วัดความเร็วของแผ่นพลาสมาที่เคลื่อนที่ภายในเครื่องพลาสมาโฟกัส (Plasma Focus) โดยมีวิทยากรจากศูนย์วิจัยความเป็นเลิศนวัตกรรมฟิสิกส์ยั่งยืนสำหรับอุตสาหกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ ได้แก่ นายอาหลี ตำหมัน นายดิเรก บุญธรรม นายเฉลิม เต๊ะสนู นายธรรมนูญ ศรีน่วม เป็นวิทยากรในการฝึกปฏิบัติ

          ไฟล์เอกสารแนบ
  • ผลงานของนักศึกษาระดับบัณฑิตศึกษา วิทยาศาสตร์เชิงคำนวณ ได้รับการเผยแพร่ใน Walailak J Sci & Tech

    บทความวิจัยเรื่อง An Integrated Event Detection and Decision Support System for Managing the Health of Ocean and Climatic Sensor ของ คุณเปรมฤดี นุ่นสังข์ และ พีรวิชญ์ เควด นักศึกษาระดับบัณฑิตศึกษา หลักสูตรวิทยาศาสตร์เชิงคำนวณ สำนักวิชาวิทยาศาสตร์ ร่วมกับ รศ.ดร. กฤษณะเดช และ รศ.ดร มัลลิกา เจริญสุธาสินี อาจารย์ที่ปรึกษา ได้รับการเผยแพร่ใน Walailak Journal of Science and Technology Vol. 13 no. 9 September 2016: Botany, Wildlife and Coastal Research

    บทความอื่นๆ ที่ร่วมตีพิมพ์ในเล่มนี้มีเนื้อหาด้านชีววิทยา ทรัพยากรทะเลและชายฝั่ง เป็นผลงานจาก University of Sinop ประเทศตุรกี, มหาวิทยาลัยมหิดล, จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย 2 เรื่อง และ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ 2 เรื่อง ผู้สนใจสามารถดาวน์โหลดบทความได้จากhttp://wjst.wu.ac.th/index.php/wjst/index

     

  • วารสารอาศรมวัฒนธรรมวลัยลักษณ์ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์เผยแพร่ออนไลน์ แล้ว

    วารสารอาศรมวัฒนธรรมวลัยลักษณ์(สารอาศรมวัฒนธรรมวลัยลักษณ์) ได้ตีพิมพ์เผยแพร่เนื้้อหาทางด้านศิลปะและวัฒนธรรมมาอย่างต่อเนื่องกันตั้งแต่ ปี พ.ศ.๒๕๔๑ ระยะเริ่มแรกเป็นสิ่งตีพิมพ์จำนวนหน้าไม่มากนัก ขนาดกระดาษเอสี่ ต่อมาพัฒนารูปแบบให้กะทัดรัดมีขนาดเล็กลง และพัฒนาเนื้อหามาตามลำดับ ได้เผยแพร่ภายในจังหวัดนครศรีธรรมราช ภายในประเทศ และบางฉบับสjงไปต่างประเทศตามความประสงค์ของสถานการศึกษาต่างประเทศที่เปิดสอนเกี่ยวกับภาษาไทยและไทศึกษา

    ขณะนี้ วารสารอาศรมวัฒนธรรมวลัยลักษณ์ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ ฉบับล่าสุดและย้อนหลังไป ๒ ฉบับ ได้เผยแพร่ออนไลน์แล้วตามนโยบายของมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ ส่วนการพิมพ์เป็นเล่มยังคงมีอยู่แต่ลดจำนวนการจัดพิมพ์ลงไป ท่านที่ประสงค์จะรับวารสารอาศรมวัฒนธรรมวลัยลักษณ์เป็นเล่ม ผู้สนใจสามารถรับได้ที่ สำนักงานอาศรมวัฒนธรรมวลัยลักษณ์ อาคารพลศึกษา

    โอกาส จึงขอเชิญชวนบุคลากรมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ และผู้ที่สนใจด้านศิลปะและวัฒนธรรมเปิดอ่านวารสารออนไลน์สารอาศรมวัฒนธรรมวลัยลักษณ์ เพื่อความรู้ความเข้าใจในด้านนี้และความบันเทิงใจในสุนทรียรสแห่งวรรณกรรม

     

     

    ข่าวโดย อาศรมวัฒนธรรมวลัยลักษณ์
  • มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ เปิดเวทีฝึกอบรมหลักสูตร “Human Subject Protection Course”ส่งเสริมจริยธรรมการทำวิจัยในมนุษย์

     

     

     

     

    มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ จัดโครงการฝึกอบรมหลักสูตร“Human Subject Protection Course” ณ ห้องประชุม 4 อาคารปฏิบัติการเทคโนโลยีและพัฒนานวัตกรรม มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ เมื่อวันจันทร์ที่ 1 สิงหาคม 2559 โดยมี รองศาสตราจารย์ ดร.ชิตณรงค์ ศิริสถิตย์กุล รักษาการแทนรองอธิการบดีฝ่ายวิจัยและบริการสังคม เป็นประธานเปิดการอบรม มีนักศึกษา คณาจารย์ บุคลากรและนักวิชาการและนักวิจัยของหน่วยงาน/สถาบันต่างๆ เข้าร่วมกว่า 200 คน

     

    รองศาสตราจารย์ ดร.ชิตณรงค์ ศิริสถิตย์กุล เปิดเผยว่า มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ โดยสถานวิจัยวิทยาการสุขภาพและสำนักวิชาแพทยศาสตร์ร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ จัดโครงการฝึกอบรมหลักสูตร“Human Subject Protection Course” เพื่อเพิ่มพูนความรู้ด้านจริยธรรมการวิจัยในมนุษย์ให้แก่คณะกรรมการจริยธรรมการวิจัยในมนุษย์ นักวิจัยของมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์และหน่วยงานหรือองค์กรณ์อื่นๆที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนเพื่อพัฒนาคณะกรรมการจริยธรรมการวิจัยในมนุษย์ให้มีมาตรฐานในการพิจารณาโครงการตามหลักสากลอันจะส่งผลต่อการผลิตงานวิจัยที่มีคุณภาพของประเทศ การวิจัยในสาขาจริยธรรมจะช่วยให้คาดการณ์และวิเคราะห์การกระทำของมนุษย์ได้ดีขึ้น นอกจากนี้ แบบจำลองพฤติกรรมมนุษย์ในสถานการณ์และสถานที่ต่างๆ เริ่มต้นด้วยการสนทนากับคนแปลกหน้าทั่วไปและจบลงด้วยการสื่อสารระหว่างเกมที่ bet amo

    รองศาสตราจารย์ ดร.ชิตณรงค์ ศิริสถิตย์กุล กล่าวเพิ่มเติมอีกว่า มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ได้ตั้งเป้าหมายที่จะยกระดับมหาวิทยาลัยให้เป็นมหาวิทยาลัยที่ติดอันดับโลก หรือ World Ranking จึงได้มีการสนับสนุนงานวิจัยที่มีคุณภาพให้มากขึ้น โดยเฉพาะงานวิจัยที่สร้างองค์ความรู้ใหม่ที่เป็นประโยชน์ต่อมวลมนุษยชาติ สำหรับงานวิจัยในมนุษย์นั้นมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ได้ตระหนักถึงความสำคัญของอาสาสมัครที่เข้าร่วมโครงการ จึงได้ออกประกาศเรื่องข้อกำหนดการวิจัยในมนุษย์ ฉบับที่ 1 เมื่อวันที่ 8 เมษายน พ.ศ.2559 กำหนดให้โครงการวิจัยในมนุษย์ทุกโครงการต้องผ่านการรับรองก่อนเริ่มทำการวิจัย และหัวหน้าโครงการวิจัยต้องผ่านการอบรมด้านจริยธรรมการวิจัยในมนุษย์ก่อนเสนอ โครงการวิจัย เพื่อขอรับการรับรองจากคณะกรรมการการวิจัยในมนุษย์ ทั้งนี้เพื่อให้มีการปฏิบัติต่ออาสาสมัครที่เข้าร่วมโครงการวิจัยตามหลักสากล คือ ต้องมีการคุ้มครองศักดิ์ศรี สิทธิ ความปลอดภัย ตลอดจนความเป็นอยู่ที่ดีของอาสาสมัคร ดังนั้นการอบรมในครั้งนี้จึงเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อการปฏิบัติต่ออาสาสมัครให้เป็นไปตามหลักการสากล

    ในด้านการพัฒนายาใหม่ที่ผ่านการศึกษาทางเภสัชวิทยาและพิษวิทยาในสัตว์ทดลองจนมีข้อมูลแสดงประสิทธิภาพ(Efficacy) และความปลอดภัย(Safety) ในระดับก่อนคลีนิคแล้วนั้น จำเป็นจะต้องนำมาศึกษาต่อในมนุษย์ ซึ่งเป็นขั้นตอนที่สำคัญเพื่อพิสูจน์และยืนยันประสิทธิผลและความปลอดภัยในมนุษย์ก่อนที่จะได้รับการพิจารณาขึ้นทะเบียนเป็นยาใหม่ ระยะเวลาที่ใช้ในการวิจัยและพัฒนายาใหม่จะประมาณ 3-15 ปี ทำให้ยาใหม่มีสิทธิบัตรคุ้มครองเมื่อออกสู่ตลาดเหลือระยะเวลาสั้น บริษัทที่ทำวิจัยและพัฒนายาซึ่งอยู่ในประเทศพัฒนาแล้วทั้งสหรัฐฯและยุโรป จึงมีแนวโน้มที่จะทำการศึกษาทดลองทางคลินิก (Clinical Trial) นอกประเทศของผู้พัฒนายา เพราะมีอาสาสมัครและผู้ป่วยจำนวนมาก การศึกษาจะเสร็จเร็วและเสียค่าใช้จ่ายน้อยกว่าทำการศึกษาในประเทศของผู้พัฒนายาเอง ปัจจุบันจึงมีการศึกษาวิจัยทางคลินิคในประเทศไทยเป็นจำนวนมาก และจะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในอนาคตเพราะประเทศไทยมีปัจจัยและโครงสร้างพื้นฐานที่เอื้ออำนวยต่อการศึกษาวิจัยทางคลินิค หากมีการพัฒนาคุณภาพการศึกษาวิจัยทางคลินิคให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากลว่าด้วย Good Clinical Practice (GCP) ที่ให้ความสำคัญอย่างมากกับการคุ้มครองสิทธิ ศักดิ์ศรี ความปลอดภัยและความเป็นอยู่ที่ดีของอาสาสมัครและผู้ป่วยที่เข้าร่วมการวิจัยทางคลินิก จะทำให้ประเทศไทยมีโอกาสเป็นศูนย์กลางความเป็นเลิศในการศึกษาวิจัยทางคลินิค ปัจจุบันแม้ว่ายังไม่มีกฏหมายบังคับใช้ด้านการทำวิจัยในมนุษย์ แต่มีกฏหมายต่างๆ เช่น ข้อบังคับแพทยสภาว่าด้วยการรักษาจริยธรรมแห่งวิชาชีพเวชกรรม กล่าวถึงผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมผู้ทำการศึกษาวิจัยและการทดลองในมนุษย์ จะต้องได้รับการพิจารณาเห็นชอบจากคณะกรรมการจริยธรรมการวิจัยที่เกี่ยวข้องแล้วเท่านั้น และวารสารวิชาการโดยเฉพาะอย่างยิ่งวารสารทางการแพทย์ มีข้อกำหนดในการรับผลงานวิจัยตีพิมพ์ ผลงานนั้นจะต้องได้รับการรับรองจากคณะกรรมการจริยธรรมการวิจัยก่อนดำเนินการวิจัย

    ดังนั้น การทำการวิจัยจึงจำเป็นต้องมีจริยธรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่งการทำวิจัยในมนุษย์ ไม่ว่าจะเป็นการวิจัยด้านวิทยาศาสตร์การแพทย์หรือการวิจัยด้านสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ที่มีความเกี่ยวข้องกับมนุษย์ ล้วนมีผลกระทบต่ออาสาสมัครไม่ทางตรงก็ทางอ้อม แม้ว่าการทำวิจัยที่ไม่มีการใช้สิ่งแทรกแซงซึ่งอาจทำให้เกิดอันตรายต่ออาสาสมัคร แต่การทำการวิจัยโดยใช้แบบสอบถาม การสัมภาษณ์หรือการสำรวจก็อาจก่อให้เกิดความเสี่ยงหรือผลกระทบต่ออาสาสมัครทางด้านเศรษฐกิจ สังคม หรือจิตใจ จึงเป็นเหตุที่ต้องได้รับการพิจารณาจริยธรรมในการวิจัย ซึ่งมีหลักการสำคัญคือ การปกป้องศักดิ์ศรี สิทธิ ความปลอดภัยและความเป็นอยู่ที่ดี ตลอดจนให้ความเคารพในความเป็นคนของอาสาสมัครผู้เข้าร่วมโครงการวิจัย ซึ่งนอกจากจะสอดคล้องกับคำประกาศ เฮลซิงกิ (Declaration of Helsinki) แล้วยังสอดคล้องกับแนวทางการปฏิบัติการวิจัยที่ดีเป็นมาตรฐานสากล หรือที่เรียกว่า Good Clinical Practice (GCP) อีกด้วย

    ประมวลภาพ

    ข่าว/ภาพ น.ส.ชลธิชา ปานแก้ว ส่วนประชาสัมพันธ์

  • กล้อง CLSM : กล้องฟลูออเรสเซนต์สำหรับศึกษาสแกนภาพแบบ 3 มิติ ทางชีววิทยา

    มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ โดยโครงการจัดตั้งสถานวิจัยวิทยาการสุขภาพและศูนย์เครื่องมือวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ให้บริการวิเคราะห์ทดสอบด้วยกล้อง CLSM (Confocal Laser Scanning Microscope) ยี่ห้อ LEICA รุ่น SP5 II หรือที่เรียกเป็นภาษาไทยว่า กล้องฟลูออเรสเซนต์สำหรับศึกษาสแกนภาพแบบ 3 มิติ ซึ่งเป็นกล้องจุลทรรศน์แบบคอนโฟคอนชนิดที่ใช้เลเซอร์ในการสแกน สามารถใช้งานได้อย่างกว้างขวางในการศึกษาทางชีววิทยา ตั้งแต่ชีววิทยาระดับเซลล์ ยีน หรือชีววิทยาระดับไมโครโมเลกุล โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สำหรับงานที่ต้องการภาพความละเอียดสูงและเก็บภาพเฉพาะบริเวณจุดโฟกัสโดยสามารถเลือกระดับความลึกของชั้นตัวอย่างที่ต้องการได้

    กล้อง CLSM ให้ภาพที่มีความสว่างและความคมชัดสูง ให้ลำแสงที่มีความเข้มสม่ำเสมอ และสามารถเลือกปรับโฟกัสได้ง่าย เพิ่มความแตกต่างของสัญญาณฟลูออเรสเซนต์ ที่สำคัญลดการปนเปื้อนของแสงฟลูออเรสเซนต์จากพื้นหลังได้ ภาพที่ได้จึงมีคุณภาพความคมชัดสูง มีความจำเพาะและความไวในการจำแนกและรับสัญญาณแสงได้โดยไม่จำเป็นต้องใช้โปรแกรมเสริม และยังสามารถสแกนได้ 3 สี พร้อมกัน ทั้งยังสามารถกำหนดค่าการสแกนภาพได้หลายรูปแบบ โดยมีคุณภาพความละเอียดของภาพสูงถึง 8,192 x 8,192 pixels

    กล้อง CLSM มีแหล่งกำเนิดแสงเลเซอร์ที่ให้ลักษณะสเปกตรัมของแสงที่แตกต่างกันเป็นจำนวนมาก เพื่อรองรับการใช้งานสีย้อมที่แตกต่างกัน โดยมี Laser excitation จำนวน 7 lines ได้แก่ 458, 476, 488, 496, 514, 543 และ 633 nm นอกจากนี้ ยังสามารถประยุกต์ใช้งานในการศึกษาแบบ Thick specimen imaging, 2D imaging, 3D imaging, 3D time-lapse (4D) imaging, Multi-dyes immune-labeling imaging : Co-localization study และ Live cell imaging : Development study, Expression over time-lapsed study

    นอกจากนี้ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ โดยศูนย์เครื่องมือวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ยังให้บริการอื่นๆ อีก อาทิ การทดสอบด้วยเครื่องมือวิทยาศาสตร์ AAS, ICP-OES, GC, GC-MS, HPLC, IC, FTIR, NMR บริการเครื่องทำแห้งภายใต้ความเย็นและสุญญากาศ การทดสอบน้ำและน้ำเสีย อาหาร อาหารสัตว์ จุลินทรีย์ในน้ำ อาหาร และอาหารสัตว์ รวมทั้งจัดอบรม/สาธิต/การเรียนการสอนความรู้เกี่ยวกับเครื่องมือวิจัยทางวิทยาศาสตร์ เป็นต้น

    ผู้สนใจขอรับบริการต่างๆ สามารถติดต่อหรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม ได้ที่ ศูนย์เครื่องมือวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ จังหวัดนครศรีธรรมราช โทรศัพท์ 0-7567-3225, 0-7567-3248-49 หรือ เว็บไซต์ http://cse.wu.ac.th

     

    ภาพข่าวโดย ส่วนประชาสัมพันธ์
  • ขอแสดงความยินดีกับผู้รับรางวัลการนำเสนอบทความดีเด่นแบบบรรยายการประชุมวิชาการระดับชาติ “วลัยลักษณ์วิจัย” ครั้งที่ 8

    มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ ขอแสดงความยินดีกับผู้ที่ได้รับรางวัลการนำเสนอบทความดีเด่นแบบบรรยาย การประชุมวิชาการระดับชาติ “วลัยลักษณ์วิจัย” ครั้งที่ 8 การประชุมวิชาการระดับชาติ “สหวิทยาการสุขภาพ” ครั้งที่ 1 วันที่ 7-8 กรกฎาคม 2559 ณ อาคารปฏิบัติการเทคโนโลยีและพัฒนานวัตกรรม มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ 

    รายชื่อผู้ที่ได้รับรางวัลการนำเสนอบทความแบบบรรยายดีเด่น

  • ศ.นายแพทย์ ดร.ประพันธ์ ภานุภาค บรรยายพิเศษ “เอดส์ : จากการวิจัยสู่ชุมชน” งาน “วลัยลักษณ์วิจัย ครั้งที่ 8”

    ศาสตราจารย์ นายแพทย์ ดร.ประพันธ์ ภานุภาค ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยโรคเอดส์ สภากาชาดไทย ผู้รับพระราชทานทุนมูลนิธิอานันทมหิดล บรรยายพิเศษ “เอดส์ : จากการวิจัยสู่ชุมชน (AIDS : From Research to Communities” ในการประชุมวิชาการระดับชาติ “วลัยลักษณ์วิจัย ครั้งที่ 8” ภายใต้แนวคิด Research for Well-being เมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม 2559 ณ ห้องประชุม 4 อาคารปฏิบัติการเทคโนโลยีและพัฒนานวัตกรรม มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์
    ศาสตราจารย์ นายแพทย์ ดร.ประพันธ์ ได้เล่าให้ฟังถึงมูลเหตุจูงใจให้ทำงานด้านผู้ป่วยโรคเอดส์ ว่า ได้ทำงานทางด้านภูมิคุ้มกัน โดยในปี 2527 ได้รักษาผู้ป่วยจำนวน 2 ราย ต่อมาได้วินิจฉัยว่า เป็นโรคเอดส์ 2 รายแรกในประเทศไทย ซึ่งในสมัยนั้นไม่ได้มีชุดตรวจ HIV อย่างในปัจจุบัน ขณะนั้น โรคเอดส์เป็นปัญหาของสังคม ประชาชนเกิดความกลัวและเป็นที่รังเกียจของคนรอบข้าง จึงได้ทำงานวิจัยโรคเอดส์ตลอดระยะเวลา 31 ปี โดยนำเอาองค์ความรู้ที่ได้จากงานวิจัยไปใช้ประโยชน์ในวงกว้าง

    ศาสตราจารย์ นายแพทย์ ดร.ประพันธ์ ได้ร่วมกับนักวิจัยจากประเทศเนเธอร์แลนด์และออสเตรเลีย จัดตั้งศูนย์ประสานความร่วมมือระหว่างไทย ออสเตรเลีย และเนเธอร์แลนด์ เพื่อการศึกษาวิจัยทางเทคนิคด้านโรคเอดส์ (HIV-NAT) โดยขอความร่วมมือจากบริษัทยา เพื่อให้คนไข้ได้รับยา พร้อมกับการทำวิจัยไปด้วยพร้อมๆ กัน โดยได้ทดสอบยาต้านไวรัสเอดส์และวัคซีนเอดส์ครั้งแรกในประเทศไทย ทั้งนี้ หากคนไข้เป็นโรคเอดส์และเริ่มได้รับยาเร็ว จะไม่มีเชื้อไปแฝงตัวอยู่ในเม็ดเลือดแดง โดยเฉพาะถ้าทราบผลเชื้อ HIV ภายใน 2 สัปดาห์หลังจากเข้าสู่ร่างกาย จะรักษาให้หายได้

    นอกจากนี้ ศาสตราจารย์ นายแพทย์ ดร.ประพันธ์ ได้ก่อตั้งคลินิกนิรนาม สภากาชาดไทย ซึ่งก่อนหน้านั้น ถ้าตรวจพบว่าใครเป็นโรคเอดส์จะถูกส่งรายชื่อให้กระทรวงสาธารณสุข ทำให้ทุกคนกลัวการตรวจเชื้อ HIV อย่างไรก็ตาม ในช่วงแรกไม่ค่อยประสบความสำเร็จ เนื่องจากเป็นการให้บริการเชิงรับ โดยรอให้มีคนมาตรวจรับบริการที่คลินิก จึงได้เปลี่ยนมาเป็นคลินิกเคลื่อนที่ เพื่อให้เข้าถึงกลุ่มที่มีพฤติกรรมเสี่ยงที่เป็นชายรักชายหรือผู้หญิงบริการมากขึ้น โดยไปให้บริการตรวจมะเร็งปากมดลูกและมะเร็งปากทวารหนัก พร้อมกับเชิญชวนให้ตรวจ HIV ไปด้วย ทั้งนี้ จะไม่มีการถามข้อมูลส่วนตัว เช่น ชื่อ ที่อยู่ หมายเลขโทรศัพท์ เป็นต้น ทำให้ผู้ใช้บริการมีความมั่นใจในการมาขอปรึกษาเรื่องการตรวจและป้องกันโรคเอดส์มากขึ้น และเชื่อมโยงไปถึงการดูแลและรักษาอีกด้วย ซึ่งคลินิกนิรนาม สภากาชาดไทย เป็นคลินิกที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย ที่มีผู้มาใช้บริการถึงปีละ 8,000 – 9,000 คน

    การจัดตั้งคลินิก Tangerine คลินิกสำหรับคนข้ามเพศ เป็นแห่งแรกในเอเชีย โดยให้ชุมชนมีส่วนร่วมเพื่อให้ส่งคนไข้มาใช้บริการที่คลินิก ซึ่งจะให้คำปรึกษาเรื่องเกี่ยวกับฮอร์โมนบำบัด การตรวจมะเร็งช่องคลอดใหม่ การแทรกให้ความรู้สุขภาพทางเพศ การคัดกรอง HIV รวมทั้งการให้บริการฉีดโบท๊อกซ์เพื่อความปลอดภัย เป็นต้น ทั้งยังตั้งจุดบริการ Test&Treat ตามภูมิภาคต่างๆ ประกอบด้วย กรุงเทพมหานคร เชียงใหม่ สุรินทร์ ชลบุรี และสงขลา

    การจัดทำเว็บไซต์ Adam’s love (www.adamslove.org) ซึ่งเป็นเว็บไซต์สำหรับชายรักชายที่ให้ทั้งความรู้และความบันเทิง การให้บริการตรวจ HIV โดยส่งชุดตรวจไปให้ถึงบ้าน เจ้าหน้าที่จะติดต่อไปหลังจากที่ได้ชุดตรวจแล้วและดูวิธีการตรวจแบบออนไลน์ การตั้ง Communitiy-led MSM (ชายรักชาย) โดยให้ชุมชนร่วมมือกับภาครัฐ เริ่มจากการสร้างศักยภาพของชุมชน เช่น เรียนรู้วิธีการตรวจ คนที่ติดเชื้อมีอาการอย่างไร รักษาอย่างไร ถ้าไม่พบว่าเป็นเอดส์จะให้ยาป้องกันอย่างไร เป็นต้น โดยทำเป็นโครงการวิจัยย่อยภายใต้สภากาชาดไทย ซึ่งเรื่องนี้ ศาสตราจารย์ นายแพทย์ ดร.ประพันธ์ บอกว่า ได้เรียนรู้จากองค์กรชุมชน เช่น องค์กรชุมชนสามารถให้บริการตรวจเอดส์ที่มีคุณภาพ สามารถเข้าถึงกลุ่มชุมชนได้ดีกว่าภาครัฐและเสริมงานภาครัฐ และองค์กรชุมชนรู้สึกภูมิใจ ที่สำคัญชุมชนต้องได้รับการยอมรับจากเพื่อนและภาครัฐ

    โครงการช่วยลดการติดเอดส์จากแม่สู่ลูกซึ่งพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี พระวรราชาทินัดดามาตุ ทรงประทานทุนทรัพย์ส่วนพระองค์ จำนวน 1 ล้านบาท เป็นทุนตั้งต้นของโครงการ ที่ได้ดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2539 โดยปัจจุบันได้มีการให้ยากับหญิงตั้งครรภ์และติดเชื้อเอดส์ทุกคนเพื่อลดปริมาณเชื้อไวรัสในตัวของแม่ให้เหลือน้อยที่สุด ลูกจะได้มีโอกาสติดเชื้อไวรัสน้อยลงเหลือเพียง 1-2% นอกจากนี้ ยังมีโครงการ PrEP ซึ่งเป็นการให้ยาต้านไวรัสแก่ผู้ที่ยังไม่ติดเชื้อ HIV ก่อนมีการสัมผัสที่เสี่ยงต่อการติดเชื้อ เพื่อป้องกันการติดเชื้อ HIV จากการสัมผัส

    การนำผลการวิจัยสู่ชุมชน จะต้องบอกได้ว่าใครจะสามารถนำผลการวิจัยไปใช้ประโยชน์ ต้องปลูกฝังแนวคิดการวิจัย พัฒนาศักยภาพในการทำวิจัย และการทำให้ประชาชนรู้จักการตั้งสมมุติฐาน ดูผลการวิจัยเป็น เอาไปใช้ประโยชน์ได้ เพื่อช่วยให้คนไทยฉลาดและรู้จักคิดรอบด้าน ที่สำคัญการทำให้ชุมชนสามารถทำวิจัยได้จะเป็นเรื่องที่ดีมาก

    ศาสตราจารย์ นายแพทย์ ดร.ประพันธ์ ภานุภาค ปิดท้ายว่า ก่อนทำอะไรควรปรึกษาชุมชน ต้องให้ชุมชนเข้ามามีส่วนร่วม และเราต้องฟังเสียงของชุมชนเพื่อให้ทำงานได้ดีขึ้น

    สมพร อิสรไกรศีล ข่าว
    ธีรพงศ์ หนูปลอด ภาพ

  • นายแพทย์มงคล ณ สงขลา : การเตรียมความพร้อมของบุคลากรทางสุขภาพของท้องถิ่นในศตวรรษที่ 21

    นายแพทย์มงคล ณ สงขลา อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข บรรยายพิเศษ “การเตรียมความพร้อมของบุคลากรทางสุขภาพของท้องถิ่นในศตวรรษที่ 21” ในการประชุมวิชาการระดับชาติด้าน “สหวิทยาการสุขภาพ” ครั้งที่ 1 ภายใต้แนวคิด Smart and Healthy Life เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2559 ณ ห้องประชุม 4 อาคารปฏิบัติการเทคโนโลยีและพัฒนานวัตกรรม มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์

    นายแพทย์มงคล ได้พูดถึงการเปลี่ยนแปลงในปัจจุบันที่เป็นไปอย่างรวดเร็ว เริ่มจากการเพิ่มขึ้นของประชากรสูงอายุที่มีอายุมากกว่า 60 ปีขึ้นไป จำนวน 13 ล้านคน และจะเพิ่มขึ้นเป็น 20 ล้านคน ในปี พ.ศ. 2583 ขณะที่คนทำงานมีอายุระหว่าง 15-59 ปี รับภาระเลี้ยงดูผู้สูงอายุ เฉลี่ย 5 คน ต่อผู้สูงอายุ 1 คน ปัญหาผู้สูงอายุที่พึ่งพึง ช่วยตัวเองไม่ได้มีประมาณ 5% ทำอย่างไรจะลดระยะเวลาการพึ่งพิงให้น้อยลง เมื่อโครงสร้างผู้สูงอายุเพิ่มขึ้น จากเมื่อ 3 ปีที่แล้ว มีเด็กเกิดใหม่ 8 แสนกว่าคน แต่ปัจจุบันมีเด็กเกิดใหม่ไม่ถึง 7 แสนคน ดังนั้น โครงสร้างการเกิด ตาย และการมีชีวิตในศตวรรษที่ 21 จึงต้องรับภาระผู้สูงอายุมากขึ้น แต่คนในวัยแรงงานไม่ได้เพิ่มขึ้นหรือเพิ่มขึ้นในสัดส่วนที่น้อยลง นอกจากนี้ สิ่งที่ส่งผลตามมาของจำนวนเด็กเกิดใหม่ คือ ปัญหาของสถานศึกษา ปีที่ผ่านมา มหาวิทยาลัยมีความต้องการรับนักศึกษา จำนวน 1 แสน 2 หมื่นคน แต่มีผู้สมัครเพียง 7 หมื่นคน มหาวิทยาลัยก็จะได้รับเงินอุดหนุนจากรัฐบาลน้อยลง ทำให้มหาวิทยาลัยบางแห่งต้องออกไปประชาสัมพันธ์เชิญชวนให้นักเรียนมาสมัครเรียนมากขึ้น

    การทำงานในศตวรรษที่ 21 ในฐานะบุคลากรทางด้านสุขภาพ ที่จะต้องอยู่กับผู้สูงอายุที่เป็นโรคเรื้อรังไม่มีโอกาสหาย จะต้องเตรียมใจให้พร้อมทำ พร้อมให้ จริงใจ และทุ่มเท ขณะเดียวกันสิ่งที่ต้องการมากที่สุด คือ นักกายภาพบำบัด พยาบาล แพทย์แผนไทย และแพทย์แผนโบราณ

    การเปลี่ยนแปลงสังคม เศรษฐกิจ เทคโนโลยีและสิ่งแวดล้อม การวางเส้นทางคมนาคมของประเทศไทยได้มีการศึกษามาตลอดเวลา 30 ปีที่ผ่านมา จนถึงปัจจุบันได้ดำเนินการในหลายเส้นทาง ในอนาคตอีกประมาณ 7-8 ปี เส้นทางคมนาคมของไทยจะโยงใยไปทั่วประเทศ การเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้นตามเส้นทางคมนาคมที่ผ่าน เช่น มีโรงงานอุตสาหกรรมไปตั้ง เพื่อใช้ประโยชน์จากแรงงานและการขนส่งที่สะดวกขึ้น จำนวนคนเพิ่มมากขึ้น มีโรงแรม บ้านพักอาศัย คอนโดมิเนียม โรงพยาบาล สิ่งเหล่านี้ต้องการแรงงานไปทำงานด้านการให้บริการ ซึ่งเป็นแรงงานจากภาคการเกษตร ทำให้ต่อไปจะไม่มีคนทำงานด้านการเกษตร เพราะคนเหล่านี้จะไปทำงานที่มีเงินเดือนและวันหยุดพักที่ชัดเจน ในอนาคตเราจะไม่มีคนผลิตอาหารในฐานะ “ครัวอาหารของโลก” แต่ต้องซื้ออาหารมารับประทาน สิ่งที่เจ้าหน้าที่ด้านสุขภาพจะทำได้ คือ การไปอยู่ตามคลินิก ที่กระจายอยู่ตามพื้นที่ต่างๆ หรือตามโรงงาน เพราะกฎหมายแรงงานบังคับให้โรงงานจะต้องมีหน่วยปฐมพยาบาล เจ้าหน้าที่ด้านสุขภาพที่เป็นข้าราชการจะน้อยลง ส่วนพยาบาลมีความต้องการสูงขึ้น โดยปัจจุบันยังขาดพยาบาลอีกประมาณเท่าตัว ดังนั้น ควรผลิตพยาบาลเพิ่มมากขึ้น และมีเจ้าหน้าที่ดูแลด้านสิ่งแวดล้อม อาชีวอนามัย และดูแลโรงงาน

    เมื่อการคมนาคมครอบคลุมไปทั่วประเทศ จะส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงต่อการทำงานของเจ้าหน้าที่ด้านสุขภาพที่อาจต้องไปเยี่ยมเยียนคนไข้ที่อยู่ตามคอนโดมิเนียม บางบ้านอาจไม่มีคนอยู่บ้าน ความยากในการทำงานก็จะเพิ่มขึ้น คนป่วยและโรคภัยไข้เจ็บจะมีมากขึ้น เนื่องจากการซื้ออาหารรับประทานทำให้มีการปนเปื้อนเชื้อโรค อาจมีการใช้เทคโนโลยีในการติดตามคนไข้ โดยใช้ Application และ Google ในการติดตามอาการคนไข้ในแต่ละบ้าน ดังนั้น เจ้าหน้าที่ด้านสุขภาพจะต้องศึกษาทางด้านเทคโนโลยีทีเปลี่ยนแปลงด้วย

    นายแพทย์มงคล ณ สงขลา กล่าวสรุปในตอนท้ายว่า “สิ่งที่เตรียมการคือ ทางด้านกายภาพบำบัด แพทย์แผนไทย พยาบาล การดูแลด้านสิ่งแวดล้อม อาชีวอนามัย พร้อมกับเตรียมตัว เตรียมวิชาชีพ เตรียมกายและใจของเจ้าหน้าที่ด้านสุขภาพให้พร้อมกับการทำงาน เราช่วยคนแล้วมีความสุข เราก็ได้ทำบุญ ถ้าไม่มีความปิติในการช่วยเหลือคนไข้ ก็เสียลมหายใจเปล่าๆ”

    จากนั้น นายแพทย์มงคล ณ สงขลา ได้ตอบคำถามของผู้เข้าร่วมประชุมในประเด็นการผลิตบัณฑิตว่า การสอนนักศึกษาอย่าเน้นตรงความรู้ เพราะความรู้สามารถหาจากตรงไหนก็ได้ แต่ให้สอนปฏิบัติให้มาก ให้นักศึกษาเรียนรู้จากการปฏิบัติ โดยเอาหัวเรื่องมากำหนดกรอบ จากนั้นไปหาความรู้จากแหล่งต่างๆ มาพูดคุย เสวนา แลกเปลี่ยนกัน โดยยกตัวอย่างของประเทศเยอรมนีที่เรียนครึ่งหนึ่งและปฏิบัติครึ่งหนึ่ง

    ประมวลภาพ

    สมพร อิสรไกรศีล ข่าว
    ชลธิชา ปานแก้ว ภาพ