Author: wichukorn.dn

  • ม.วลัยลักษณ์ ศึกษาดูงานด้านการจัดการเรียนการสอนและการวิจัยระดับบัณฑิตศึกษา ณ สถาบันวิทยสิริเมธี

    ม.วลัยลักษณ์ ศึกษาดูงานด้านการจัดการเรียนการสอนและการวิจัยระดับบัณฑิตศึกษา ณ สถาบันวิทยสิริเมธี

    ศาสตราจารย์ ดร.สมบัติ ธำรงธัญวงศ์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ พร้อมด้วย รองศาสตราจารย์ ดร.จรัญ บุญกาญจน์ รองอธิการบดีฝ่ายวิชาการ และรองศาสตราจารย์ ดร.วรรณา ชูฤทธิ์ รักษาการแทนรองอธิการบดีฝ่ายวิจัยและบริการสังคม นำทีม คณบดี หัวหน้าศูนย์ความเป็นเลิศ และหัวหน้าสถานวิจัย จำนวน 26 คน เดินทางไปศึกษาดูงานด้านการจัดการเรียนการสอนและการวิจัยระดับบัณฑิตศึกษา ณ สถาบันวิทยสิริเมธี จังหวัดระยอง เมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม 2562 ที่ผ่านมา โดยได้รับเกียรติอย่างยิ่งจาก ดร.ไพรินทร์ ชูโชติถาวร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม มาบรรยายเกี่ยวกับภัยคุกคามที่สำคัญต่อระบบการศึกษาไทย แก่คณะศึกษาดูงาน 

    ดร.ไพรินทร์ กล่าวว่า มหาวิทยาลัยควรมีการสอนหลักการคิดวิเคราะห์และศิลธรรมจริยธรรมควบคู่กันไป และคิดว่ามหาวิทยาลัยที่มีความเด่นเฉพาะบางเรื่อง มีชื่อเสียงและผลงานเป็นที่ประจักษ์จะมีเด็กเข้ามาเรียน มากกว่าการขยายมหาวิทยาลัยให้โตขึ้นแต่ไม่มีเด็กเข้ามาเรียน ซึ่งขณะนี้มหาวิทยาลัยในประเทศไทยกว่า 200 แห่งมีการแข่งขันสูง ในขณะที่โรงเรียนมีวิกฤติปิดตัวไปหมื่นกว่าแห่ง ฉะนั้นถ้ามหาวิทยาลัยปรับตัวได้ก็จะอยู่รอดในสถานการณ์เช่นนี้ 

    จากนั้น ศาสตราจารย์ ดร.จำรัส ลิ้มตระกูล อธิการบดีสถาบันวิทยสิริเมธี ได้นำชมห้องเรียนและห้องปฏิบัติการในแต่ละด้านของสถาบัน ประกอบด้วย ด้าน Biomolecular Science and Engineering ด้าน Molecular Science and Engineering ด้าน Energy Science and Engineering และด้าน Information and Engineering พร้อมทั้งให้คำแนะนำและถ่ายทอดประสบการณ์ในการจัดหาเครื่องมือในห้องปฏิบัติการแก่คณะศึกษาดูงาน ซึ่งภายหลังเสร็จสิ้นจากการเยี่ยมชมสถาบัน อธิการบดีมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ได้ประชุมสรุปงาน ถอดบทเรียนจากการศึกษาดูงานในครั้งนี้ พร้อมทั้งมอบหมายผู้รับผิดชอบในเรื่องต่างๆ 

    ศาสตราจารย์ ดร.สมบัติ ธำรงธัญวงศ์ กล่าวว่า มหาวิทยาลัยตั้งใจจะสร้างอาคารศูนย์วิจัยความเป็นเลิศ และจะพัฒนากลุ่มอาจารย์ในสาขาความเชี่ยวชาญต่างๆ มหาวิทยาลัยต้องการสร้างความมั่นใจว่า บัณฑิตของเราจะต้องทำงานได้ทั่วประเทศและทั่วโลก ในอนาคตเราจะเน้นเรื่องคุณภาพให้มากขึ้น ซึ่งมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ไม่ได้เริ่มจากศูนย์ แต่เริ่มจากสิ่งที่มีอยู่แล้วและจะเดินหน้าจากสิ่งที่มีอยู่แล้วนี้ให้มีคุณภาพ เชื่อว่าถ้าเรามีความมุ่งมั่นก็จะสามารถขับเคลื่อนได้ 

    ขณะเดียวกัน อธิการบดีได้มอบหมายให้รองอธิการบดีฝ่ายวิจัยและบริการสังคม แบ่งกลุ่มนักวิจัยออกเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มอาจารย์ที่มีผลงานวิจัยตีพิมพ์ระดับสูง กลุ่มอาจารย์ที่มีผลงานวิจัยตีพิมพ์ระดับกลาง และกลุ่มอาจารย์ที่มีผลงานวิจัยตีพิมพ์ระดับน้อย พร้อมแนวทางการสนับสนุนนักวิจัย เพื่อการขับเคลื่อนมหาวิทยาลัยสู่ความเป็นเลิศ โดยมหาวิทยาลัยพร้อมให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่ เพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้นักวิจัยได้ทำงานอย่างมีความสุข 

    มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์มุ่งหวังที่จะพัฒนาศักยภาพในการบริหารจัดการงานวิจัยแบบมืออาชีพ ซึ่งการได้ไปศึกษาดูงาน ณ สถาบันวิทยสิริเมธี ที่มีความโดดเด่นทางการวิจัยในระดับนานาชาติ โดยเฉพาะทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี จะสามารถนำมาประยุกต์ใช้ในการขับเคลื่อนการเรียนการสอนระดับบัณฑิตศึกษาและการบริหารงานวิจัยตามยุทธศาสตร์ของมหาวิทยาลัยได้เป็นอย่างดี 

    ประมวลภาพ 

    ภาพและข่าวโดย: หน่วยประสานงานมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ กรุงเทพมหานคร


    • วันที่ส่งข่าว – 29/05/2562
    • หน่วยงานผู้ส่งข่าว – หน่วยประสานงานมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์
  • ม.วลัยลักษณ์ จัดอบรมเชิงปฏิบัติการ “เรียนรู้และแลกเปลี่ยนงานวิชาการรับใช้สังคมและการขอกำหนดตำแหน่งทางวิชาการด้านรับใช้สังคม

    ม.วลัยลักษณ์ จัดอบรมเชิงปฏิบัติการ “เรียนรู้และแลกเปลี่ยนงานวิชาการรับใช้สังคมและการขอกำหนดตำแหน่งทางวิชาการด้านรับใช้สังคม

    ม.วลัยลักษณ์ โดย ศูนย์บริการวิชาการร่วมกับสถาบันวิจัยและนวัตกรรม จัดอบรมเชิงปฏิบัติการ “เรียนรู้และแลกเปลี่ยนงานวิชาการรับใช้สังคมและการขอกำหนดตำแหน่งทางวิชาการด้านรับใช้สังคม” เพื่อสร้างความเข้าใจในการดำเนินโครงการตามรูปแบบพันธกิจสัมพันธ์กับชุมชนของมหาวิทยาลัย (Social Engagement) แนวทางขอกำหนดตำแหน่งทางวิชาการด้านรับใช้สังคม แก่คณาจารย์ บุคลากรและผู้สนใจ โดย ศาสตราจารย์ ดร.สมบัติ ธำรงธัญวงศ์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ กล่าวเปิดงาน รองศาสตราจารย์ ดร. วรรณา ชูฤทธิ์ รักษาการแทนรองอธิการบดีฝ่ายวิจัยและบริการสังคม กล่าวรายงาน และผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.เจษฎา มิ่งฉาย จากคณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุตรดิตถ์ บรรยายพิเศษในหัวข้อ “วิชาการรับใช้สังคม”และ “การขอกำหนดตำแหน่งทางวิชาการด้านรับใช้สังคม” เมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2562 ที่ผ่านมา ณ ห้องประชุม 1 อาคารวิจัย 

     

    ศาสตราจารย์ ดร.สมบัติ ธำรงธัญวงศ์ อธิการบดี กล่าวว่า มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์มีนโยบายส่งเสริมและสนับสนุนการดำเนินงานบริการวิชาการแก่สังคม โดยประยุกต์องค์ความรู้วิชาการ เทคโนโลยีและนวัตกรรม ไปสู่การพัฒนางานวิจัยและบริการวิชาการแก่สังคม เพื่อก่อให้เกิดประสิทธิภาพและประสิทธิผลสูงสุดแก่ชุมชน ภายใต้วิสัยทัศน์ของมหาวิทยาลัย คือ “การเป็นหลักในถิ่น” โดยปัจจุบันภาครัฐมีความต้องการงานวิจัยเชิงพื้นที่ซึ่งเป็นการวิจัยเพื่อสังคม ไม่ใช่งานวิจัยเพียงเพื่อการขอตำแหน่งวิชาการของนักวิจัยเท่านั้น 

    การวิจัยแบ่งเป็น 2 ประเภท คือ 
    1)งานวิจัยเพื่อสร้างองค์ความรู้ใหม่ ซึ่งประเทศไทยยังมีความรู้ใหม่ๆน้อยเมื่อเทียบกับต่างประเทศ และ 2). การวิจัยเชิงประยุกต์เพื่อนำองค์ความรู้มาพัฒนาให้เกิดนวัตกรรม เพื่อสร้างการผลิตและมูลค่าเพิ่มต่างๆ ในปีนี้มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ได้สนับสนุนคณาจารย์ ดำเนินโรงการวิชาการรับใช้สังคม นำงานวิชาการประยุกต์ใช้ แก้ปัญหาและตอบโจทย์ความต้องการของชุมชน ในสาขาที่อาจารย์มีความเชี่ยวชาญ สามารถประเมินได้เป็นรูปธรรม สร้างการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้น ได้แก่ การยกระดับอาชีพ สุขภาพ การศึกษา ทรัพยากร สิ่งแวดล้อม สังคมและวัฒนธรรม เพื่อสร้างชุมชนต้นแบบที่สามารถนำวิชาการมาพัฒนาหรือแก้ปัญหาเพื่อก่อให้เกิดประโยชน์อย่างยั่งยืน ศาสตราจารย์ ดร.สมบัติ กล่าว 

      

    การอบรมเชิงปฏิบัติการ “เรียนรู้และแลกเปลี่ยนงานวิชาการรับใช้สังคมและการขอกำหนดตำแหน่งทางวิชาการด้านรับใช้สังคม” ในครั้งนี้ยังเป็นการนำเสนอผลความก้าวหน้าโครงการพันธกิจสัมพันธ์กับชุมชนมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ (Social Engagement) ที่ได้รับงบประมาณสนับสนุนในปีงบประมาณ 2562 โดยในระหว่างวันที่ 30 สิงหาคม – 20 กันยายน 2561 ศูนย์บริการวิชาการร่วมกับคณาจารย์ทุกสำนักวิชาและวิทยาลัยนานาชาติ สำรวจความต้องการ ระดมความคิดเห็นและจัดทำแผนบริการวิชาการร่วมกับชุมชนรายรอบมหาวิทยาลัยในพื้นที่จังหวัดนครศรีธรรมราช อาทิ แนวทางการจัดการชายฝั่งแบบมีส่วนร่วมในพื้นที่ชุมชน 6 อำเภอชายฝั่งทะเล จังหวัดนครศรีธรรมราช (อำเภอขนอม อำเภอสิชล อำเภอท่าศาลา อำเภอเมืองนครศรีธรรมราช อำเภอปากพนัง และอำเภอหัวไทร) และพื้นที่ชุมชนรายรอบมหาวิทยาลัย (ตำบลท่าศาลา ตำบลไทยบุรี ตำบลหัวตะพานและตำบลโมคลาน) นับเป็นการบูรณาการวิชาการเพื่อการดำเนินโครงการวิชาการรับใช้สังคม ตอบโจทย์ตามความต้องการของชุมชน ภายใต้แนวคิด “ต้นไม้แห่งความสุข Happy Tree Model ชุมชนอยู่ดีมีสุขแบบองค์รวม” เป็นกรอบในการสำรวจความต้องการของชุมชนในการสนับสนุนองค์ความรู้ตามมิติต่างๆ ทั้ง 5 มิติ ได้แก่ อาชีพ สุขภาพ การศึกษา ทรัพยากร สิ่งแวดล้อม สังคมและวัฒนธรรม โดยเน้นการเสริมสร้างความเข้มแข็งของชุมชน โดยใช้งานวิจัยเป็นเครื่องมือบูรณาการเพื่อการดำเนินงานที่เป็นประโยชน์และมีความยั่งยืนในระดับชุมชนต่อไป 

     

    ข่าว/ภาพ ชลธิชา ปานแก้ว ส่วนสื่อสารองค์กร


  • นักวิจัย ม.วลัยลักษณ์ ได้รับทุนวิจัยเพื่อต่อยอดองค์ความรู้สู่การใช้ประโยชน์ ประจำปี ๒๕๖๒

    ขอแสดงความยินดีกับ รองศาสตราจารย์ ดร.นิรันดร มาแทน สำนักวิชาวิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี ได้รับทุนวิจัยเพื่อต่อยอดองค์ความรู้สู่การใช้ประโยชน์ เพื่อเป็นการส่งเสริมและสนับสนุนให้เกิดการต่อยอดองค์ความรู้พื้นฐานที่มีศักยภาพในการนำไปใช้ประโยชน์ ซึ่งจะส่งผลให้ผลงานวิจัยมีคุณค่าและจะนำไปสู่การขับเคลื่อนประเทศด้วยงานวิจัยอย่างยั่งยืน  จากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) 

    ประกาศรายชื่อผู้ได้รับทุน โปรดคลิก

  • ม.วลัยลักษณ์ ขอเชิญร่วมอบรมเชิงปฎิบัติการ เรื่องการประเมินผลกระทบจากงานวิจัย

    ม.วลัยลักษณ์ ขอเชิญร่วมอบรมเชิงปฎิบัติการ เรื่องการประเมินผลกระทบจากงานวิจัย

    สถาบันวิจัยวิทยาการสุขภาพจัดอบรมเชิงปฎิบัติการ เรื่องการประเมินผลกระทบจากงานวิจัย ในวันพุธที่ 5 มิถุนายน 2562 เวลา 09:00-16:30 ณ ห้องประชุม 4 อาคารปฏิบัติการเทคโนโลยีและพัฒนานวัตกรรม มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ โดยลงทะเบียนได้ที่ https://forms.gle/B9FNhZahtHMbC3wq6 หรือสอบถามรายละเอียดโดยตรงได้ที่สถาบันวิจัยวิทยาการสุขภาพ

    • หน่วยงานผู้ส่งข่าว – สถาบันวิจัยวิทยาการสุขภาพ
  • แจ้งเปลี่ยนช่องทางการสมัครทุนวิจัยเพื่อการตีพิมพ์ (p2p)

    ตามที่บัณฑิตวิทยาลัย ได้รับอนุมัติงบประมาณให้ดำเนินการทุนวิจัยเพื่อการตีพิมพ์ (p2p) จากมหาวิทยาลัย จำนวน 2,000,000 บาท และบัณฑิตวิทยาลัยได้ดำเนินการรับสมัครและอนุมัติผู้รับทุนวิจัยเพื่อการตีพิมพ์ (p2p) ตั้งแต่เดือนมีนาคม พ.ศ.2562 แล้วนั้น 

    เพื่อให้การดำเนินงานของบัณฑิตวิทยาลัยตอบสนองทิศทางของมหาวิทยาลัยในประเด็นเรื่อง smart university ทางบัณฑิตวิทยาลัยขอแจ้งช่องทางการรับสมัครเพื่อรับทุนวิจัยเพื่อการตีพิมพ์ (p2p) ใหม่ 
    โดยบุคลากรสายวิชาการสามารถเข้าสมัครและส่ง manuscript ได้ โดยผ่านทาง http://gradp2p.wu.ac.th ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 10 พฤษภาคม 2562 เป็นต้นไป


    • รายละเอียดเพิ่มเติม – http://grad.wu.ac.th/paper2paper
    • หน่วยงานผู้ส่งข่าว – บัณฑิตวิทยาลัย
  • สถาบันวิจัยและนวัตกรรม ขอแจ้งรายชื่อวารสารในการจัดอันดับ Nature Index ปี 2019 จำนวน 82 วารสาร

    สถาบันวิจัยและนวัตกรรม ขอแจ้งรายชื่อวารสารในการจัดอันดับ Nature Index ปี 2019 จำนวน 82 วารสาร

                      สถาบันวิจัยและนวัตกรรม มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ ขอแจ้งรายชื่อวารสารในการจัดอันดับ Nature Index ปี 2019 เรียงลำดับตามรายชื่อวารสาร จำนวน 82 วารสาร โดยทุกวารสารอยู่ในฐานข้อมูล ISI (Q1) แบ่งเป็นวารสารทางสาขาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี จำนวน 52 รายชื่อ และวารสารทางสาขาวิทยาศาสตร์สุขภาพ จำนวน 30 รายชื่อ แต่ละวารสารมีจำนวนฉบับตีพิมพ์ต่อปี ตั้งแต่ 12 – 100 ฉบับต่อปี และมีค่า Impact factor ตั้งแต่ 2.909 – 41.577

                      มีนักวิจัยของมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ จำนวน 4 ท่าน ที่เคยตีพิมพ์เผยแพร่ใน Nature Index คือ รองศาสตราจารย์ ดร.สรศักดิ์ ด่านวรพงศ์ (สำนักวิชาวิทยาศาสตร์) รองศาสตราจารย์ ดร.เดวิด เจมส์ ฮาร์ดิง (สำนักวิชาวิทยาศาสตร์), รองศาสตราจารย์ ดร. พงษ์พิชิต จันทร์นุ้ย (สำนักวิชาวิทยาศาสตร์) และ อาจารย์ ดร.ทพ.พนมวัฒน์ อมรพิมลธรรม (วิทยาลัยทันตแพทยศาสตร์นานาชาติ)

                     ทั้งนี้สามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ สถาบันวิจัยและนวัตกรรม โทร. 3565-6 อีเมล์ sikosin@wu.ac.th

    รายชื่อวารสารใน Nature Index 2019 จำนวน 82 วารสาร โปรดคลิก

  • สถาบันวิจัยและนวัตกรรม ขอแจ้งรายชื่อวารสารของประเทศไทยในฐานข้อมูล ISI และ Scopus ล่าสุดปี 2019

    สถาบันวิจัยและนวัตกรรม ขอแจ้งรายชื่อวารสารของประเทศไทยในฐานข้อมูล ISI และ Scopus ล่าสุดปี 2019

    สถาบันวิจัยและนวัตกรรม มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ ขอแจ้งรายชื่อวารสารของประเทศไทยในฐานข้อมูล ISI และ Scopus ล่าสุดปี 2019 โดยมีรายละเอียดดังต่อไปนี้ 

    1. ฐานข้อมูล ISI ประกอบด้วย
         1.1 Science Citation Index Expanded (SCIE) มีจำนวน 8 วารสารเรียงลำดับตามค่า Quartile (SCIE หมายถึง ฐานข้อมูลที่มีค่าดัชนีอ้างอิงวารสาร (Impact Factor) ประจำปี)
         1.2 Emerging Sources Citation Index (ESCI) มีจำนวน 17 วารสารเรียงลำดับตามการตีพิมพ์จำนวนฉบับต่อปี (ESCI หมายถึง ฐานข้อมูลที่สามารถสืบค้นได้บนฐานข้อมูล ISI Web of Science แต่ไม่มีค่าดัชนีอ้างอิงวารสาร (Impact Factor))
    List of Thai International Journals that are ISI Indexed โปรดคลิก

    2. ฐานข้อมูล Scopus ประกอบด้วย
         2.1 รายชื่อวารสารของประเทศไทยที่ปรากฏอยู่ (indexed) ในฐานข้อมูล Scopus มีจำนวน 32 วารสารเรียงลำดับตามค่า Quartile
         2.2 รายชื่อวารสารของประเทศไทยที่ตอบรับ (accepted) ในฐานข้อมูล Scopus มีจำนวน 20 วารสารเรียงลำดับตามการตีพิมพ์จำนวนฉบับต่อปี
    List of Thai International Journals that are SCOPUS Indexed โปรดคลิก

    ทั้งนี้สามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ สถาบันวิจัยและนวัตกรรม โทร. 3565-6 อีเมล์ sikosin@wu.ac.th

     

  • สสว. จับมือ ม.วลัยลักษณ์ แถลงจัดตั้งศูนย์แห่งความเป็นเลิศ Excellence Center มุ่งยกระดับให้วิสาหกิจให้เติบโตอย่างเข้มแข็งและมั่นคง พร้อมสำหรับการแข่งขันในยุค 4.0

    สสว. จับมือ ม.วลัยลักษณ์ แถลงจัดตั้งศูนย์แห่งความเป็นเลิศ Excellence Center มุ่งยกระดับให้วิสาหกิจให้เติบโตอย่างเข้มแข็งและมั่นคง พร้อมสำหรับการแข่งขันในยุค 4.0

    สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม(สสว.) ร่วมกับมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ โดยอุทยานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี จัดงานแถลงข่าวการจัดตั้งศูนย์แห่งความเป็นเลิศ Excellence Center มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ พร้อมเปิดตัวโครงการส่งเสริมเครือข่ายวิสาหกิจชุมชนเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน โดยมี รองศาสตราจารย์ ดร.วรรณา ชูฤทธิ์ รักษาการแทนรองอธิการบดีฝ่ายวิจัยและบริการสังคม ให้เกียรติกล่าวต้อนรับ อาจารย์ ดร.อนุรักษ์ ถุงทอง ผู้อำนวยการอุทยานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ผู้กล่าวรายงาน นายถาวรรัตน์ คงแก้ว รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช เป็นประธานเปิดงานแถลงข่าว และมีหัวหน้าส่วนราชการ ผู้ประกอบการ วิสาหกิจ SME และประชาชนทั่วไปเข้าร่วม เมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม 2562 ที่ผ่านมา ณ อาคารปฏิบัติการเทคโนโลยีและพัฒนานวัตกรรม 

    อาจารย์ ดร.อนุรักษ์ ถุงทอง ผู้อำนวยการอุทยานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี กล่าวว่า ตามที่อุทยานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมให้จัดตั้ง Excellence center เพื่อดำเนินการเสริมสร้างอาชีพขั้นพื้นฐานให้กับประชาชน และสนับสนุนประชาชนที่มีความสนใจจะประกอบอาชีพในรูปแบบธุรกิจให้เกิดการรวมกลุ่มกลายเป็นวิสาหกิจชุมชน พร้อมสร้างเครือข่ายวิสาหกิจชุมชนทั้งในระดับพื้นที่และระดับจังหวัด เป็นการพัฒนายกระดับวิสาหกิจชุมชนที่มีศักยภาพให้ได้มาตรฐาน เพื่อขยายโอกาสทางการค้าขายให้มากขึ้น เช่น สินค้า OTOP มาตรฐานผลิตภัณฑ์ชุมชน (มผช.) และ อย. เป็นต้น รวมถึงการสร้างเครือข่ายวิสาหกิจชุมชนทั้งในระดับพื้นที่และระดับจังหวัดมากขึ้น โดยคาดหวังว่าการดำเนินงานของศูนย์ Excellence Center จะสามารถส่งเสริม พัฒนา เพื่อยกระดับให้วิสาหกิจชุมชนไทยเติบโตอย่างเข้มแข็งและมั่นคง พร้อมสำหรับการแข่งขันในยุค 4.0 พร้อมกันนี้ยังสามารถสร้างเครือข่ายวิสาหกิจชุมชนเพิ่มมากขึ้น เพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืนตลอดไป ที่สำคัญจะสร้างรายได้ให้กับ 400 วิสาหกิจชุมชนที่ผ่านการพัฒนาจากโครงการเพิ่มขึ้นร้อยละ 10 ภายในปี 2562 นี้ 

    สำหรับศูนย์แห่งความเป็นเลิศหรือ Excellence Center ซึ่ง สสว.และมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ ได้ร่วมกันจัดตั้งในครั้งนี้จะดำเนินกิจกรรมพัฒนาส่งเสริมวิสาหกิจชุมชนตามกรอบการส่งเสริมพัฒนา 2 ด้าน ได้แก่ ด้านภาคเกษตร และด้านสินค้าและผลิตภัณฑ์ชุมชนซึ่งมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ มีขอบเขตรับผิดชอบครอบคลุมพื้นที่ 14 จังหวัดภาคใต้ โดยอาศัยจุดเด่นและศักยภาพของมหาวิทยาลัยที่มีประสบการณ์และมีความชำนาญในการพัฒนาองค์ความรู้ นวัตกรรมแบบครบวงจร เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของวิสาหกิจชุมชน โดยกล่าวถึงปัญหาของวิสาหกิจชุมชนในพื้นที่ และสามารถแก้ไขปัญหาผ่านนักวิชาการและประสบการณ์ของนักธุรกิจ รวมถึงนวัตกรรมด้านเกษตรที่มีสามารถนำผลวิจัยมาช่วยในการเป็นข้อมูลให้เกษตรกรเพิ่มผลผลิตหรือเพิ่มความแตกต่าง ผลิตภัณฑ์ที่ทำให้ตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคได้ ซึ่งโครงการดังกล่าว สสว. ยังได้บูรณาการความร่วมมือกับ 8 มหาวิทยาลัยตั้งอยู่ในพื้นที่ต่างๆ ทั่วประเทศ ได้แก่ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มหาวิทยาลัยแม่โจ้ มหาวิทยาลัยนเรศวร มหาวิทยาลัยขอนแก่น มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ และมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ 

    ประมวลภาพ 

    ข่าวโดยนายณัฐชัย โต๊ะเปี๊ย
    ภาพโดยนายอัดดีน ตุลยาพงศ์
    นักศึกษาช่วยงานส่วนสื่อสารองค์กร

  • ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. ยุวดี วิทยพันธ์ : การปฏิบัติงานสาธารณสุข/ดูแลสุขภาพชุมชนโดยใช้การวิจัยเป็นฐาน

    ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. ยุวดี วิทยพันธ์ : การปฏิบัติงานสาธารณสุข/ดูแลสุขภาพชุมชนโดยใช้การวิจัยเป็นฐาน

    ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. ยุวดี วิทยพันธ์ อาจารย์ประจำสำนักวิชาสหเวชศาสตร์ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ มุ่งสร้าง “การเชื่อมโยงระหว่างวิจัย ทฤษฎี และการปฏิบัติ เพื่อประกันว่าบริการสาธารณสุข/การดูแลสุขภาพชุมชน เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ประสิทธิผล เหมาะสม และไม่เป็นอันตราย” โดยนำแนวคิด “การปฏิบัติงานสาธารณสุขโดยใช้การวิจัยเป็นฐาน” มาใช้ 

    ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. ยุวดี สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาเอก หลักสูตรสาธารณสุขศาสตรดุษฎีบัณฑิต(การพยาบาลสาธารณสุข) (นานาชาติ) จากมหาวิทยาลัยมหิดล โดยในปี พ.ศ.2555 ได้มาปฏิบัติงานเป็นอาจารย์ประจำสำนักวิชาสหเวชศาสตร์และสาธารณสุขศาสตร์ (ขณะนั้น) มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ ทำหน้าที่อาจารย์สอนในหลักสูตรกายภาพบำบัด เทคนิคการแพทย์ สาธารณสุขศาสตร์ อาชีวอนามัยและความปลอดภัยฯ เป็นประธานสาขาสาธารณสุขศาสตร์ และรองคณบดีสำนักวิชาสหเวชศาสตร์และสาธารณสุขศาสตร์ และดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสถาบันวิจัยและนวัตกรรม มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ ระหว่างวันที่ 1 เมษายน 2560 ถึง 1 เมษายน 2562 

    ก่อนหน้าที่ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. ยุวดี จะมาปฏิบัติงานที่มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ ได้เคยเป็นนักศึกษาแลกเปลี่ยนที่ University of North Carolina at Chapel Hill สหรัฐอเมริกา โดยได้รับทุนสนับสนุนจากคณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ หลังสำเร็จการศึกษาในปี พ.ศ. 2551 ได้กลับไปเป็นอาจารย์ประจำคณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ นอกเหนือจากประสบการณ์ทำงานในสายวิชาการ ยังได้รับโอกาสทำงานด้านบริหารวิชาการตำแหน่งผู้ช่วยคณบดีฝ่ายวิจัย คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ อีกด้วย 

    การได้ปฏิบัติงานฐานะอาจารย์ด้านสาธารณสุขในรั้วมหาวิทยาลัยตั้งแต่ ปี พ.ศ. 2551 ถือเป็นโอกาสสำคัญที่ทำให้ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. ยุวดี ได้สร้าง “การเชื่อมโยงระหว่างวิจัย ทฤษฎี และการปฏิบัติ” โดยนำแนวคิด “การปฏิบัติงานสาธารณสุขโดยใช้หลักฐานเชิงประจักษ์” แนวคิด “สามเหลี่ยมเขยื้อนภูเขา” และแนวคิด “การปฏิบัติงานสาธารณสุขโดยใช้การวิจัยเป็นฐาน” มาใช้ในการออกแบบการปฏิบัติงานการเรียนการสอน วิจัย การบริการวิชาการ และทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรม ตามพันธกิจหลักของมหาวิทยาลัย โดยได้นำมาบูรณาการงานในหลากหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นการบูรณาการโดยทำงาน 2 พันธกิจหรือมากกว่า พร้อมกันในช่วงเวลาเดียวกัน หรือในรูปแบบที่นำผลที่ได้จากพันธกิจหนึ่ง ส่งต่อ ต่อยอด และขยายผลไปอีกยังพันธกิจหนึ่งหรือมากกว่า รวมถึงได้ถ่ายทอดแนวคิดนี้แก่คณาจารย์/ผู้ร่วมงาน ทั้งในระดับสำนักวิชา และระดับมหาวิทยาลัย เมื่อครั้งปฏิบัติงานด้านบริหารวิชาการ 

    ผลงานวิจัยเรื่อง “ประสิทธิผลของการเรียนการสอนโดยใช้การวิจัยเป็นฐานต่อการเสริมสร้างสมรรถนะด้านการปฏิบัติการสร้างเสริมสุขภาพที่ใช้การวิจัยเป็นฐานฯ” เป็นตัวอย่างแรกของ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. ยุวดี ที่บูรณาการงานวิจัยกับการเรียนการสอนรายวิชาการสร้างเสริมสุขภาพและป้องกันการเจ็บป่วย และการบริการวิชาการสร้างเสริมสุขภาพ ทั้งยังได้พัฒนา “นวัตกรรมการเรียนการสอนโดยใช้การวิจัยเป็นฐาน สร้างเสริมสุขภาพชุมชนฯ” เพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการควบคุมกำกับการสอนควบคู่ไปกับการทำโครงการ “วิจัยในชั้นเรียน” ที่ถือว่าเป็น “การวิจัยหน้างานของอาจารย์” เพื่อประเมินการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นกับนักศึกษา 

    ภายใต้นวัตกรรมฯ นี้ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. ยุวดี ยังได้ทำโครงการ “วิจัยในการให้บริการวิชาการแก่ผู้รับบริการสาธารณสุข” ด้วย โดยได้จัดสภาพการเรียนการสอนเอื้อให้นักศึกษานำความรู้จากการวิจัย/ใช้ผลการวิจัย สู่การปฏิบัติงานสาธารณสุข/ดูแลสุขภาพชุมชนได้แบบมีส่วนร่วมกับผู้รับบริการ และทีมบริการสุขภาพในชุมชน จัดให้มีการประเมินความจำเป็นด้านการสร้างเสริมสุขภาพของกลุ่มเป้าหมาย มีการนำปัญหา/ความต้องการที่ได้มาตรวจสอบความสำคัญด้วยการทบทวนวรรณกรรมและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องและคืนข้อมูลกับชุมชนอีกครั้ง ก่อนนำมากลั่นกรองและปรับใช้ในการวางแผนการดำเนินงาน และจัดทำโครงการบริการวิชาการ ที่มีการติดตามวัดประเมินผลอย่างถูกต้องตามระเบียบวิธีการวิจัย เพื่อประกันว่าการปฏิบัติงานสาธารณสุข/การดูแลสุขภาพชุมชน ที่จะไปให้บริการนั้นจะเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ประสิทธิผล เหมาะสม และไม่เป็นอันตราย 

    อีกตัวอย่างหนึ่งเป็นการบูรณาการงานการเรียนการสอน กับการบริการวิชาการและการทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรม โดยจัดทำโครงการ “สานต่อประเพณีไทย ร้อยใจถวายเทียนพรรษา” และโครงการ “สร้างเสริมสุขภาพแก่นักเรียน” พร้อมๆ กัน โดยเป็นส่วนหนึ่งของการเรียนการสอนรายวิชาการสร้างเสริมสุขภาพและป้องกันการเจ็บป่วย ตัวอย่างสุดท้ายคือการบูรณาการความรู้จากงานวิจัยมาใช้ประโยชน์ ขยายผล ต่อยอดองค์ความรู้ เป็นการดำเนินงานโครงการวิจัยเรื่อง “การปฏิบัติงานสาธารณสุขโดยใช้การวิจัยเป็นฐาน” และโครงการบริการวิชาการเรื่อง “เสริมสร้างการปฏิบัติงานสาธารณสุขโดยใช้การวิจัยเป็นฐาน” โดยได้นำความรู้/ใช้ผลงานวิจัยมาใช้ในการออกแบบกิจกรรมสร้างทักษะประสบการณ์การปฏิบัติงานสาธารณสุขโดยใช้การวิจัยเป็นฐาน แก่บุคลากรสาธารณสุขในเขตพื้นที่จังหวัดนครศรีธรรมราชและจังหวัดสุราษฎร์ธานี ให้สามารถพัฒนางานสาธารณสุขแบบมีเป้าหมายที่มุ่งเน้นการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นกับผู้รับบริการสาธารณสุขอย่างเป็นรูปธรรมผ่าน “การปฏิบัติงานประจำให้เป็นงานวิจัย” โดยมีการทำโครงการ “วิจัยหน้างานของบุคลากรสาธารณสุข” ที่จะเป็นเจ้าภาพหลักในการดำเนินงานสาธารณสุขในพื้นที่ มีคณาจารย์มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์และเครือข่ายเป็นพี่เลี้ยงวิชาการ รวมถึงสนับสนุนทุนร่วมจากโครงการ/บางส่วนจากหน่วยงานสาธารณสุข เพื่อเป็นระบบหล่อเลี้ยงให้สามารถพัฒนางานสาธารณสุขได้ตามเป้าหมาย 

    ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. ยุวดี เล่าว่า โครงการนี้ได้กำหนดให้พี่เลี้ยงวิชาการดูแลให้มีการส่งโครงร่างการวิจัยแก่คณะกรรมการจริยธรรมการวิจัยในมนุษย์ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ และวิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนีนครศรีธรรมราช พิจารณารับรองจริยธรรมการวิจัยในมนุษย์ โดยมีโครงการที่ผ่านการรับรอง จำนวน 36 เรื่อง ผลการวิจัยที่แล้วเสร็จได้นำเสนอในเวทีการประชุมวิชาการระดับชาติและนานาชาติ จำนวน 12 เรื่อง และตีพิมพ์เผยแพร่ในวารสารวิชาการระดับระดับชาติ จำนวน 8 เรื่อง 

    ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. ยุวดี มีความเชี่ยวชาญและให้ความสนใจเกี่ยวกับการวิจัยด้านสาธารณสุข/การดูแลสุขภาพชุมชน พฤติกรรมสุขภาพ/การดูแลสุขภาพ การสร้างเสริมสุขภาพและป้องกันการเจ็บป่วย การปฏิบัติงานประจำให้เป็นงานวิจัย โดยได้รับเชิญไปเป็นวิทยากรบรรยายด้านการวิจัยสาธารณสุขให้กับหลายหน่วยงาน มีผลงานเขียน/ร่วมเขียน คู่มือ/หนังสือ จำนวน 3 เล่ม มีผลงานวิจัยที่เผยแพร่ในเวทีประชุม/วารสารวิชาการระดับชาติและนานาชาติกว่า 40 เรื่อง รางวัลที่ได้รับจากการปฏิบัติงาน เช่น รางวัลชมเชยนวัตกรรมทางการพยาบาล และรางวัลอาจารย์ดีเด่นประเภทการวิจัย คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ รางวัลเชิดชูบุคลากรด้านการบริการวิชาการ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ เป็นต้น ล่าสุดในปี พ.ศ. 2562 ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. ยุวดี ได้รับการรับรองมาตรฐานการสอนในระดับ Fellow ตามกรอบมาตรฐานวิชาชีพเพื่อการสอนและสนับสนุนการเรียนรู้ของประเทศอังกฤษ (The UK Professional Standards Framework) และการรับรองเป็น “วิทยากรหลักสูตรการพัฒนานักวิจัย” จากสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ ถือได้ว่าเป็นปัจจัยเสริมแรงที่แสดงถึงความสำเร็จในการปฏิบัติงาน 

    หากแต่ความภาคภูมิใจและแรงจูงใจในการปฏิบัติงานที่แท้จริงของผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. ยุวดี มาจากการได้ทำตามเป้าหมายสำคัญที่มุ่งหวังไว้ว่า จะปฏิบัติงานให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับนักศึกษา ผู้รับบริการ และบุคลากรด้านพยาบาลและสาธารณสุข ตลอดจนพัฒนางานด้านพยาบาลและสาธารณสุขให้เกิดประโยชน์ โดยได้ใช้ภูมิรู้ที่ร่ำเรียนมาจากครู/อาจารย์ และภูมิทำจากประสบการณ์ที่ได้ทำมาตลอดนับตั้งแต่สำเร็จการศึกษา ทั้งในฐานะผู้ปฏิบัติงานวิชาชีพ อาจารย์ งานวิชาการและบริหารวิชาการ 

    เป้าหมายสำคัญอีกอย่างหนึ่งที่ตั้งใจจะทำ คือ “การเขียนหนังสือ/ตำรา” ที่ดีมีคุณภาพในการถ่ายทอดภูมิรู้และภูมิทำ เพื่อรังสรรค์ประโยชน์แก่ศิษย์ทั้งภายในและภายนอกรั้วมหาวิทยาลัย ที่จะช่วยสรรค์สร้างประโยชน์ด้านสาธารณสุขแก่ชุมชน สังคม และประเทศต่อไป ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. ยุวดี วิทยพันธ์ กล่าวในตอนท้าย 

    ประวัติและผลงาน 

    สมพร อิสรไกรศีล ส่วนสื่อสารองค์กร เรียบเรียง


    • หน่วยงานผู้ส่งข่าว – ส่วนสื่อสารองค์กร