Author: wichukorn.dn

  • 12 กันยายน 2559 : ขอเชิญเข้าร่วมประชุมวิชาการและนิทรรศการ 2559

    ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ จัดประชุมวิชาการและนิทรรศการ ประจำปี 2559 ภายใต้แนวคิด “เนคเทค 3 ทศวรรษ พัฒนาไทย งานวิจัยใช้ได้จริง” ในวันที่ 12 กันยายน 2559 ณ รีเซฟชั่นฮอลล์ โซนเอ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ กทม.

    ผู้สนใจดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ http://www.nectec.or.th/ace2016

  • 26-27 มกราคม 2560 : ประชุมวิชาการพะเยาวิจัย ครั้งที่ 6

    มหาวิทยาลัยพะเยา กำหนดจัดประชุมวิชาการพะเยาวิจัย ครั้งที่ 6 ระหว่างวันที่ 26-27 มกราคม 2560  เพื่อเป็นเวทีให้กับคณาจารย์ นักวิจัย บุคลากร นิสิต นักศึกษาในระดับอุดมศึกษา รวมถึงหน่วยงานภาครัฐ เอกชน และภาคประชาสังคม ได้มีส่วนร่วมในการนำเสนอผลงานและกระตุ้นให้นักวิจัยผลิตผลงานวิจัยที่มีคุณภาพ สร้างองค์ความรู้ นวัตกรรมใหม่ ๆ

    ผู้สนใจดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่  www.prc.up.ac.th โทร. 0-5446-6666 ต่อ 1047 มือถือ 08-2629-1970 e-mail: prconference@up.ac.th ตั้งแต่บัดนี้จนถึงวันที่ 13 ตุลาคม 2559

  • ประกาศทุนงบประมาณแผ่นดิน ปีงบประมาณ 2561 (รอบที่ 3)

    ตามที่สถาบันวิจัยและพัฒนาเปิดรับข้อเสนอโครงการวิจัย เพื่อให้มหาวิทยาลัยพิจารณาเสนอของบประมาณแผ่นดินในปีงบประมาณ 2561 นั้น เนื่องจากยังมีนักวิจัยที่ประสงค์จะเสนอข้อเสนอโครงการวิจัยเพิ่มเติม

    ในการนี้ สถาบันวิจัยและพัฒนาจึงเปิดรับข้อเสนอโครงการวิจัย รอบที่ 3 โดยมีเงื่อนไขในกรณีที่ได้รับการจัดสรรงบประมาณไม่ครอบคลุมทุกโครงการที่ได้รับการสนับสนุนเชิงวิชาการ ขอสงวนสิทธิ์ในการให้ทุนสนับสนุนแก่ข้อเสนอโครงการวิจัยในรอบที่ 1 และรอบที่ 2 ก่อน

    ทั้งนี้นักวิจัยต้องจัดทำข้อเสนอโครงการวิจัย และนำเข้าระบบ NRMS (http://www.nrms.go.th/) (สำหรับชุดโครงการวิจัย ให้นำเข้าทั้งแผนงานวิจัยและโครงการวิจัยย่อย) ภายในวันที่ 3 ตุลาคม 2559 สามารถดาวน์โหลดรายละเอียดและแบบฟอร์มได้ที่ https://drive.google.com/folderview?id=0Bx1XUHM0nXgVMmlfdTdsOU9vcnM&usp=sharing (Copy link นี้ ไปวางบน Browser) และสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นางแก้วใจ สุขสอาด โทร. 3543 หรืออีเมล์ kaewjai.suksaard@gmail.com

    แบบเสนอโครงการ Super Cluster

    TemplateResearchProgram

    TemplateResearchProject

    TemplateStandardResearch

    กรอบ super cluster

    คู่มือคำอธิบายการกรอกแผนงานวิจัย (1)

    คู่มือคำอธิบายการกรอกแผนงานวิจัย

    แบบเสนอโครงการ Super Cluster (1)

    แบบเสนอโครงการ Super Cluster

    ประกาศงบประมาณแผ่นดินปี61

    ประกาศงบประมาณแผ่นดินปี61super cluster

    ผู้สนใจสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ คุณแก้วใจ สุขสอาด สถาบันวิจัยและพัฒนา โทร. 3543

  • Journal Iimpact factor ของวารสารไทยในฐานข้อมูลTCI

    Journal Iimpact factor ของวารสารไทยในฐานข้อมูลTCI

  • รองศาสตราจารย์ ดร.นฤมล มาแทน : ห้องปฏิบัติการนวัตกรรมน้ำมันหอมระเหยสำหรับความปลอดภัยในอาหารและบรรจุภัณฑ์

    รองศาสตราจารย์ ดร.นฤมล มาแทน : ห้องปฏิบัติการนวัตกรรมน้ำมันหอมระเหยสำหรับความปลอดภัยในอาหารและบรรจุภัณฑ์

    รองศาสตราจารย์ ดร.นฤมล มาแทน อาจารย์ประจำสำนักวิชาเทคโนโลยีการเกษตร และหัวหน้าห้องปฏิบัติการนวัตกรรมน้ำมันหอมระเหยสำหรับความปลอดภัยในอาหารและบรรจุภัณฑ์ มีความสนใจและความรักในศาสตร์ของน้ำมันหอมระเหยเป็นอย่างยิ่ง โดยได้ทำวิจัยในหัวข้อนี้อย่างต่อเนื่องจนจบการศึกษาระดับปริญญาเอก และเมื่อมาปฏิบัติงานเป็นอาจารย์ที่มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ก็ได้ก่อตั้งห้องปฏิบัติการฯ เพื่อทำวิจัยและเป็นฐานพัฒนาองค์ความรู้ในศาสตร์น้ำมันหอมระเหยอย่างจริงจังและต่อเนื่อง ที่สำคัญเพื่อสร้างนักวิทยาศาสตร์ในด้านนี้ให้กับประเทศ

    รองศาสตราจารย์ ดร.นฤมล เชื่อว่า ข้อมูลวิทยาศาสตร์เชิงลึกจากห้องปฏิบัติการนวัตกรรมน้ำมันหอมระเหยสำหรับความปลอดภัยในอาหารและบรรจุภัณฑ์เป็นหัวใจสำคัญของการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ยั่งยืนสู่ชุมชนและสู่อุตสาหกรรม โดยได้สะสมความรู้ความเข้าใจเชิงลึกของน้ำมันหอมระเหยมามากกว่า 19 ปี จึงมีความตั้งใจพัฒนาความสามารถของนักวิจัยให้สามารถเข้าถึงข้อมูลเชิงลึกนั้นให้ได้ โดยได้ก่อตั้งห้องปฏิบัติการนวัตกรรมน้ำมันหอมระเหยสำหรับความปลอดภัยในอาหารและบรรจุภัณฑ์ ในปี พ.ศ. 2555 ซึ่งตั้งอยู่ที่อาคารปฏิบัติการเทคโนโลยีและพัฒนานวัตกรรม โซน D1 มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์

    น้ำมันหอมระเหยเป็นสารธรรมชาติที่สามารถสกัดได้จากพืชหลายชนิด ซึ่งประเทศไทยเป็นแหล่งปลูกวัตถุดิบเพื่อกลั่นน้ำมันหอมระเหยที่สำคัญในระดับต้นๆของโลก และสามารถผลิตน้ำมันหอมระเหยในระดับอุตสาหกรรมเพื่อส่งจำหน่ายทั่วโลก ทั้งนี้น้ำมันหอมระเหยมีกลิ่นหอมเฉพาะตัวจึงถูกนำมาใช้ประโยชน์ในด้านต่างๆ มากมาย เช่น นำมาเป็นส่วนผสมของเครื่องสำอาง นำมาใช้บำบัดความเครียดและการนอนหลับ รวมถึงการนำมาใช้ประโยชน์ในอุตสาหกรรมอาหาร

    รองศาสตราจารย์ ดร.นฤมล เล่าว่า คุณสมบัติที่น่าทึ่งอย่างหนึ่งของน้ำมันหอมระเหย นอกจากจะให้กลิ่นหอมอ่อนๆแล้ว ไอของน้ำมันหอมระเหยหลายชนิดยังออกฤทธิ์เป็นสารป้องกันเชื้อแบคทีเรีย เชื้อราและยีสต์ได้ โดยเฉพาะเชื้อจุลินทรีย์ที่ก่อให้เกิดโรคกับมนุษย์ที่มักพบปนเปื้อนในอาหาร ดังนั้นทีมนักวิจัยของห้องปฏิบัติการนวัตกรรมน้ำมันหอมระเหยสำหรับความปลอดภัยในอาหารและบรรจุภัณฑ์จึงทำวิจัยเพื่อคิดค้นสูตรน้ำมันหอมระเหยเพื่อใช้ถนอมอาหาร โดยพบว่าน้ำมันหอมระเหยหลายชนิด เช่น น้ำมันหอมระเหยจากดอกจำปี ตะไคร้ต้น และกานพลู เป็นต้น มีฤทธิ์ต้านทานเชื้อจุลินทรีย์ที่สำคัญในอาหารได้ดีมาก จนนำไปสู่การพัฒนาสูตรน้ำมันหอมระเหยต่างๆในห้องปฏิบัติการฯ เพื่อให้สามารถใช้ถนอมอาหารได้จริงกว่า 20 สูตร

    ผลงานวิจัยเกี่ยวกับน้ำมันหอมระเหยต่างๆ เหล่านี้ ได้มาจากการทำวิทยานิพนธ์ของนักศึกษาระดับปริญญาโทและปริญญาเอก ในห้องปฏิบัติการฯ โดยเน้นการศึกษาเชิงลึกเกี่ยวกับกลไกการออกฤทธิ์ของน้ำมันหอมระเหยสูตรต่างๆ และการประยุกต์ใช้งานน้ำมันหอมระเหยเพื่อให้ออกฤทธิ์ในการถนอมอาหารทุกรูปแบบ นอกจากนั้นยังได้พัฒนาบรรจุภัณฑ์ที่ย่อยสลายได้โดยมีน้ำมันหอมระเหยเป็นสารออกฤทธิ์ เช่น ถาดบรรจุไข่ ถุงข้าวหอมป้องกันเชื้อรา ซึ่งงานวิจัยดังกล่าวนี้ได้รับความสนใจจากผู้ประกอบวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) และชุมชนเกษตร เป็นอย่างมาก จึงอาจกล่าวในเบื้องต้นได้ว่า น้ำมันหอมระเหยมีคุณสมบัติที่ยอดเยี่ยมมากในการนำมาใช้เพื่อป้องกันเชื้อจุลินทรีย์ ทั้งนี้ ทางห้องปฏิบัติการฯ ได้วางแผนเพื่อถ่ายทอดผลงานวิจัยสู่ประกอบที่สนใจในเฟสต่อไป

    รองศาสตราจารย์ ดร.นฤมล เล่าต่อว่า ปัจจุบันทางห้องปฏิบัติการฯ มีผลงานตีพิมพ์ในวารสารระดับนานาชาติ (เฉพาะ ISI) กว่า 30 ฉบับ และในฐานข้อมูลอื่นๆอีกกว่า 20 ฉบับ โดยผลงานของนักวิจัยได้รับการยอมรับทั้งในประเทศและต่างประเทศ ได้รับรางวัลผลงานนวัตกรรมระดับเหรียญทองจากการประกวดและจัดแสดงสิ่งประดิษฐ์และนวัตกรรมระดับนานาชาติ (ITEX) รางวัลพิเศษจากสมาคมสิ่งประดิษฐ์และทรัพย์สินทางปัญญาโลก และรางวัลจากประเทศรัสเซีย เป็นต้น ได้รับทุนวิจัยอย่างต่อเนื่องจากแหล่งทุนทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ เช่น มูลนิธิโทเรเพื่อการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ ประเทศไทย สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) และกระทรวงสาธารณสุข เป็นต้น ทั้งยังมีการผลิตนักศึกษาระดับปริญญาโทและปริญญาเอกอย่างต่อเนื่อง (ปัจจุบันมีนักศึกษาบัณฑิตศึกษากว่า 15 คน ทำวิจัยในห้องปฏิบัติการฯ แห่งนี้) โดยนักศึกษาระดับบัณฑิตศึกษาทุกคนล้วนได้รับทุนการศึกษาจากแหล่งทุนสำคัญของประเทศ เช่น ทุนโครงการปริญญาเอกกาญจนาภิเษก (คปก) ทุนโครงการพัฒนานักวิจัยและงานวิจัยเพื่ออุตสาหกรรม (พวอ.) และทุนบัณฑิตศึกษาจากสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) เป็นต้น

    “ความสำเร็จทั้งหมดที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วในระยะเวลา 4-5 ปี ที่ผ่านมา ล้วนเป็นผลิตผลที่ดิฉันและทีมนักวิจัยในห้องปฏิบัติการฯได้รับการสนับสนุนจากหลายภาคส่วน จึงถือโอกาสนี้ขอบคุณทุกท่านที่สนับสนุนและให้โอกาสนักวิจัยรุ่นใหม่ได้ทำวิจัย ที่สำคัญได้มีโอกาสสร้างห้องปฏิบัติการฯ ในแบบที่เราต้องการ จนทำให้เรามีแรงใจและแรงกายสร้างสรรค์ผลงานสู่สังคม ซึ่งการประยุกต์ใช้น้ำมันหอมระเหยเพื่อความปลอดภัยในอาหารและบรรจุภัณฑ์เป็นเป้าหมายที่จะดำเนินการต่อไป” รองศาสตราจารย์ ดร.นฤมล มาแทน กล่าวในตอนท้าย

    สนใจรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับนวัตกรรมน้ำมันหอมระเหยสำหรับความปลอดภัยในอาหารและบรรจุภัณฑ์ สามารถเยี่ยมชมเวปไซต์ของห้องปฏิบัติการฯ ได้ที่ http://essentialoil.wu.ac.th/

    ประวัติและผลงาน

    สมพร อิสรไกรศีล เรียบเรียง

  • ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.อัปสร บุญยัง : FESEM กล้องจุลทรรศน์อิเล็กตรอนแบบส่องกราด เพื่องานวิจัยและงานภาคอุตสาหกรรม

    ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.อัปสร บุญยัง : FESEM กล้องจุลทรรศน์อิเล็กตรอนแบบส่องกราด เพื่องานวิจัยและงานภาคอุตสาหกรรม

    Field Emission Scanning Electron Microscope (FESEM) กล้องจุลทรรศน์อิเล็กตรอนแบบส่องกราดที่มีสมรรถนะสูง ชนิดฟิลด์อีมิสชัน เป็นเครื่องมือที่สามารถใช้ในการตรวจวิเคราะห์ลักษณะพื้นผิว ขนาด รูปร่างของอนุภาค และลักษณะการกระจายของเฟสในโครงสร้างจุลภาค ซึ่งเป็นอุปกรณ์ที่ใช้กันอย่างแพร่หลายทั้งในงานวิจัย และงานภาคอุตสาหกรรม

     

    ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.อัปสร บุญยัง อาจารย์ประจำสำนักวิชาวิทยาศาสตร์ เล่าว่า FESEM เป็นกล้องจุลทรรศน์อิเล็กตรอนที่มีกำลังขยายสูงถึง 2,000,000 เท่า ทำให้สามารถศึกษาโครงสร้างขนาดเล็กระดับนาโนได้อย่างมีประสิทธิภาพ เช่น ตัวอย่างทางด้านวัสดุศาสตร์ อีกทั้งยังสามารถเชื่อมต่อกับอุปกรณ์วิเคราะห์ธาตุเชิงพลังงาน (Energy Dispersive X-Ray Spectrometer : EDS) ซึ่งช่วยในการศึกษาองค์ประกอบของธาตุทั้งเชิงปริมาณและคุณภาพ และการกระจายขององค์ประกอบธาตุ ในวัสดุที่ศึกษาได้ นอกจากนี้ยังสามารถเชื่อมต่อกับอุปกรณ์วิเคราะห์การเรียงตัวของผลึกโดยใช้สัญญาณจากการเลี้ยวเบนของอิเล็กตรอนกระเจิงกลับ (Electron Backscatter Diffraction : EBSD) เพื่อระบุโครงสร้าง ชนิดของผลึก และทิศทางการเรียงตัวของผลึก

     

    ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.อัปสร เล่าต่อว่า ด้วยกำลังขยายที่สูง และสามารถประยุกต์ใช้งานได้หลากหลาย ครอบคลุมการศึกษาวิจัยในระดับจุลภาค FESEM เป็นเครื่องมือที่มีความจำเป็นต่อการศึกษาพัฒนางานวิจัยและภาคอุตสาหกรรม กระบวนการผลิต การแก้ไขปัญหา และควบคุมคุณภาพ งานวิเคราะห์ความเสียหายของวัสดุ ได้เป็นอย่างดี พร้อมทั้งบอกเล่าถึงเครื่อง FESEM ที่มีให้บริการที่ ฝ่ายบริการการใช้ประโยชน์เครื่องมือ ศูนย์เครื่องมือวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ ซึ่งผู้สนใจสามารถติดต่อขอใช้บริการได้ ว่า

     

     

    Field Emission Scanning Electron Microscope (FESEM) รุ่น Merlin compact, Zeiss

     

    Field Emission Scanning Electron Microscope (FESEM) รุ่น Merlin compact, Zeiss เป็นกล้องจุลทรรศน์อิเล็กตรอนแบบส่องกราดที่มีแหล่งกำเนิดอิเล็กตรอนแบบ Schottky type field-emission gun มี resolution สูงถึง 0.8 nm ที่ 15 kV เหมาะสำหรับงานทางวิทยาศาสตร์กายภาพ ศักย์เร่งอิเล็กตรอนปรับเปลี่ยนได้ในช่วง 0.02-30 kV สัญญาณภาพที่ได้จาก FESEM แบ่งออกเป็น 2 ประเภท ได้แก่ 1. Secondary Electron Image (SEI) เป็นสัญญาณภาพที่ได้จาก secondary electrons (SEs) ที่หลุดออกมาจากพื้นผิวของชิ้นงานเมื่อถูกลำอิเล็กตรอนชน มาประมวลผล ภาพที่ได้แสดงให้เห็นลักษณะของพื้นผิวของบนชิ้นงาน (Morphology) และ 2. Backscattered Electron Image (BEI) เป็นสัญญาณภาพที่ได้จาก Backscattered Electron (BSEs) ที่สะท้อนจากพื้นผิวของชิ้นงานมาประมวลผล โดยสัญญาณที่ได้ในแต่ละบริเวณจะแปรตามเลขอะตอม (atomic number) ในเนื้อสารบริเวณนั้นๆ ภาพที่ได้ จึงมีความสว่าง เข้มหรืออ่อนตามเลขอะตอมของธาตุที่เป็นส่วนประกอบของเนื้อสาร (atomic contrast) BEI จึงสามารถแสดงภาพที่แยกแยะความแตกต่างของแต่ละบริเวณที่มีธาตุหรือสารประกอบต่างชนิดกันได้ ตัวตรวจวัดสำหรับการวิเคราะห์ด้วยภาพถ่ายของระบบหลักใน FESEM รุ่น Merlin compact ประกอบด้วย 2 ตัวตรวจวัด คือ SE2 detector และ In-lens SE detector ซึ่งสามารถวิเคราะห์ภาพแยกระหว่างสัญญาณ SEs และ BSEs หรือวิเคราะห์ภาพรวมจากสัญญาณภาพทั้ง 2 ได้

     

    เครื่อง FESEM รุ่น Merlin compact นี้ ยังได้ติดตั้งชุดอุปกรณ์พิเศษเพิ่มเติม ได้แก่ ชุดอุปกรณ์วิเคราะห์ธาตุเชิงพลังงาน (Energy Dispersive X-Ray Spectrometer; EDS) ยี่ห้อ Oxford รุ่น Aztec ซึ่งมีพื้นที่รับพลังงาน 50 mm2 ความละเอียดในการแยกแยะ (resolution) ได้ถึง 127 eV เมื่อวัดด้วย MnKα อัตราการตรวจจับสัญญาณ 50,000 นับต่อวินาที (cps) โดยอาศัยหลักการที่ว่า เมื่อลำอิเล็กตรอนที่มีพลังงานสูงพอเหมาะพุ่งเข้าชนชิ้นงานซึ่งประกอบไปด้วยอะตอมของธาตุที่อยู่ในสถานะพื้น ทำให้อิเล็กตรอนในระดับชั้นพลังงานวงในได้รับพลังงานจากการชนหลุดออกจากอะตอม แล้วอิเล็กตรอนจากวงนอกจะคายพลังงานออกมาบางส่วน และเปลี่ยนชั้นพลังงานเข้ามาแทนที่อิเล็กตรอนที่หลุดออกไป พลังงานที่อิเล็กตรอนคายออกมานี้จะอยู่ในรูปรังสีเอกซ์และมีค่าเฉพาะตามธาตุนั้น เมื่อวัดค่าพลังงานรังสีเอกซ์นี้ด้วย EDS จะสามารถวิเคราะห์ได้ว่าชิ้นงานประกอบด้วยธาตุชนิดใด สามารถทำการวิเคราะห์ธาตุโดยกำหนดแบบจุด (point) หรือบริเวณ (area) หรือแบบเส้น (line scan) บนชิ้นงานได้ แสดงผลเป็นสเปกตรัมพลังงานของธาตุต่างๆ พร้อมกับระบุสัดส่วนปริมาณของแต่ละส่วนประกอบ สามารถสร้างแผนที่ (mapping) ระบุได้ว่ามีการกระจายตัวของแต่ละธาตุอย่างไร

     

    นอกจากนี้ FESEM รุ่น Merlin compact ยังต่อเข้ากับชุดอุปกรณ์วิเคราะห์การเรียงตัวของผลึกโดยใช้สัญญาณจากการเลี้ยวเบนของอิเล็กตรอนกระเจิงกลับ (Electron Backscatter Diffraction; EBSD) ยี่ห้อ Oxford รุ่น Nordlys Max ซึ่งเป็นเทคนิคที่ใช้วิเคราะห์โครงสร้างผลึก ระดับไมโครและนาโนซึ่งสามารถระบุโครงสร้าง ชนิดของผลึก ทิศทาง การจัดเรียงตัวของผลึก รวมทั้งลักษณะและขนาดของเกรนในระดับนาโนได้

     

    ชุดอุปกรณ์นี้ถูกติดตั้งและใช้งานร่วมกับ FESEM ประกอบด้วย กล้องฟอสเฟอร์ติดตั้งเพื่อใช้รับสัญญาณจากการเลี้ยวเบนของอิเล็กตรอนกระเจิงกลับ ชุดโปรแกรมที่สามารถแสดงภาพ Electron Backscatter Pattern (EBSP) และทำการระบุการเรียงตัวของผลึก (Indexing) จากนั้นนำข้อมูล EBSP มาสร้างเป็น Pole Figure และ Inverse Pole Figure ซึ่งเป็นการวิเคราะห์การจัดเรียงผลึกแบบสามมิติ ประมวลผลและแสดงภาพแผนที่ (Mapping) หลายแบบ เช่น แผนที่การจัดเรียงตัวของผลึก แผนที่ขอบเขตของเกรน แผนที่ของเฟส วัดขนาดของเกรน คำนวณและสร้างภาพการกระจายทางสถิติของการเรียงตัวของผลึก

     

    ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.อัปสร เล่าต่อว่า นอกจากเครื่อง FESEM ที่มีให้บริการแล้ว ยังมีบริการเตรียมตัวอย่างด้วยเทคนิคต่างๆ ที่รองรับการถ่ายภาพ และวิเคราะห์ข้อมูลด้วย FESEM อาทิเช่น บริการเคลือบตัวอย่างด้วยคาร์บอน (The Cressington 108carbon/A) และ เคลือบทอง (The Cressington 108/Auto Sputter Coaters) เตรียมตัวอย่างทางชีวภาพด้วยเครื่อง Critical Point Dryer (QUORUM EMS850) ยังมีเครื่องขึ้นรูปแบบร้อน MECAPRESS เครื่องขัด MECATECH 264 สำหรับตัวอย่างทางวัสดุศาสตร์ เป็นต้น

     

    ผู้สนใจสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ฝ่ายบริการการใช้ประโยชน์เครื่องมือ ศูนย์เครื่องมือวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ โทรศัพท์ 0-7567-3225, 0 -7567-3248-50 หรือhttp://cse.wu.ac.th, facebook page : WUSEMhttps://www.facebook.com/WU-SEM-713453728780504/?ref=aymt_homepage_panel

    สมพร อิสรไกรศีล
    ส่วนประชาสัมพันธ์ เรียบเรียง

  • รองศาสตราจารย์วิทยา อานามนารถ : วิจัยทางชีววิทยาและนิเวศวิทยาสู่การควบคุมโรคพยาธิปากขอและพยาธิสตรองจิลอยดิส

    รองศาสตราจารย์วิทยา อานามนารถ : วิจัยทางชีววิทยาและนิเวศวิทยาสู่การควบคุมโรคพยาธิปากขอและพยาธิสตรองจิลอยดิส

    รองศาสตราจารย์วิทยา อานามนารถ รองคณบดีสำนักวิชาสหเวชศาสตร์และสาธารณสุขศาสตร์ ได้วิจัยทางชีววิทยาและนิเวศวิทยาสู่การควบคุมโรคพยาธิปากขอและพยาธิสตรองจิลอยดิสที่ได้ผลจริง จนได้รับรางวัลด้านสาธารณะ ในฐานะทีมวิจัย ประจำปี 2558 ซึ่งจัดโดย สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.)

    รองศาสตราจารย์วิทยา ได้เล่าให้ฟังถึงความสนใจในการทำวิจัยเกี่ยวกับพยาธิปากขอและพยาธิสตรองจิลอยดิส ในช่วงปี 2553-2555 ว่า ตามธรรมชาติพยาธิปากขอกินเลือดเป็นอาหาร จึงเป็นปัญหาต่อเด็กตั้งแต่อยู่ในท้องแม่ที่มีพยาธิปากขอ ขณะเดียวกัน เด็กในวัยเรียนอาจมีภาวะโลหิตจาง หากมีพยาธิในระดับปานกลางขึ้นไป ส่งผลต่อการเรียน ทำให้ผลการเรียนไม่ดี ดังนั้น บุคคลสำคัญของโลกจึงให้ความสำคัญและบริจาคเงินช่วยเหลือเพื่อกำจัดโรค ที่สำคัญ องค์การอนามัยโลกได้จัดโรคพยาธิปากขอเป็นปัญหาสำคัญอันดับ 3 ของโลก ซึ่งมีอัตราการตายปีละ 140,000 คน ในส่วนของพยาธิสตรองจิลอยดิส (พยาธิเส้นด้าย) เป็นพยาธิที่ก่อโรคถึงแก่ชีวิตในผู้ที่อยู่ในภาวะกดภูมิคุ้มกัน และประเทศไทยเป็นแหล่งระบาดสำคัญโดยพบการติดเชื้อพยาธินี้ ร้อยละ 24

    จากการศึกษาข้อมูลพื้นฐาน ในอดีตประเทศไทยมีความชุกชุมของพยาธิปากขอ ถึงร้อยละ 45 และเมื่อ 22 ปีที่แล้ว รัฐบาลมีนโยบายควบคุมโรคพยาธิปากขอทั่วประเทศ พบว่า ได้ผลดีในทุกภาค โดยความชุกชุมลดลงเหลือเพียงร้อยละ 2-5 ยกเว้นภาคใต้ยังคงมีความชุกชุมถึงร้อยละ 30 ในทางตรงกันข้ามความชุกชุมของพยาธิสตรองจิลอยดิสในภาคใต้มีต่ำกว่าร้อยละ 10 ในขณะที่ภาคอื่นๆ มีความชุกชุมร้อยละ 24-30

    รองศาสตราจารย์วิทยา เล่าว่า ความที่ไม่ได้เป็นคนใต้โดยกำเนิด ทำให้เห็นความแตกต่างในเรื่องของฤดูกาล ภาคใต้มีฤดูฝนนานถึง 10 เดือน แต่ภาคอื่นๆมีฤดูฝนนานแค่ 4 เดือน ประกอบกับการสังเกตจากงานวิจัยด้านการวินิจฉัยโรคพยาธิสตรองจิลอยดิส พบว่า พยาธิจะตายหมดในเวลา 12 ชั่วโมงหากมีน้ำอยู่เหนืออุจจาระแม้เพียงนิดเดียว และพยาธิจะโตไม่ได้เลยหากเจือจางอุจจาระด้วยน้ำ 160 เท่าขึ้นไป ในทางตรงกันข้ามไข่ของพยาธิปากขอสามารถทนอยู่ในภาวะขาดอากาศเหมือนในส้วมได้นานถึง 45 วัน และตัวอ่อนระยะติดต่อของพยาธิปากขอมีชีวิตอยู่ในน้ำกลั่นได้นาน 70 วัน จากความรู้ดังกล่าวจึงสรุปได้ว่าน้ำเป็นตัวควบคุมโรคพยาธิสตรองจิลอยดิสโดยธรรมชาติ ในทางตรงข้ามน้ำเป็นตัวส่งเสริมการอยู่รอดและนำพาตัวอ่อนระยะติดต่อของพยาธิปากขอให้กระจายไปทั่ว การควบคุมโรคจึงไม่ได้ผลในภาคใต้

    ในช่วงแรก รองศาสตราจารย์วิทยา ได้ทำการควบคุมพยาธิสตรองจิลอยดิสและโรคพยาธิปากขอซึ่งได้ทำโดยบังเอิญในฤดูฝน พบว่า ความชุกชุมของพยาธิสตรองจิลอยดิสในพื้นที่วิจัยลดลงจากเดิมก่อนการควบคุมโรคที่ร้อยละ 13 เหลือเพียงร้อยละ 4 เนื่องจากดื้อยา ในขณะที่การควบคุมโรคพยาธิปากขอ พบปัญหาการติดเชื้อซ้ำในเวลาเพียงแค่ 6 เดือน ถึงร้อยละ 95 ของผู้เข้ารับการรักษา จึงได้ออกแบบการทดลองควบคุมโรคใหม่ โดยควบคุมโรคพยาธิปากขอในฤดูแล้งที่ฝนไม่ตกติดต่อกันนาน 40 วันขึ้นไป พบว่าในพื้นที่ที่ไม่มีปัญหาการดื้อยา ได้ผลเต็มร้อยเปอร์เซนต์ ขณะที่พื้นที่ที่มีปัญหาการดื้อยากลับมีการติดเชื้อซ้ำเหมือนเดิม จึงได้แก้ปัญหาการดื้อยาในเบื้องต้น เนื่องจากมีความเป็นไปได้ว่าการดื้อยาของพยาธิปากขอเกิดขึ้นเฉพาะในผู้เป็นพาหะของโรคเลือดจางกรรมพันธุ์ชนิดหนึ่ง

    รองศาสตราจารย์วิทยา อานามนารถ กล่าวด้วยความภูมิใจในตอนท้ายว่า “การทำวิจัยผสมบริการวิชาการในชุมชน ทำให้รู้สึกว่าตัวเองมีคุณค่าต่อผู้อื่น การพบกับประชาชนที่ยากไร้และด้อยโอกาสพร้อมกับได้ช่วยเหลือพวกเขาในด้านอื่นๆ นำมาซึ่งสันติสุขในจิตใจ และเมื่อกลับมาทำวิจัยในห้องแลบก็เหมือนการฝึกสมาธิเนื่องจากต้องพุ่งความสนใจไปที่งาน การทำวิจัยไม่เคยทำให้เหนื่อยล้าเลยแม้สักนิด”

     

    ประวัติและผลงาน

     

    สมพร อิสรไกรศีล เรียบเรียง

  • ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. ศิวฤทธิ์ พงศกรรังศิลป์ : รางวัลผลงานวิจัยเด่นด้านนโยบาย เรื่อง “แนวทางการพัฒนาพุน้ำร้อนเค็มคลองท่อม จังหวัดกระบี่ อย่างยั่งยืน”

    ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. ศิวฤทธิ์ พงศกรรังศิลป์ : รางวัลผลงานวิจัยเด่นด้านนโยบาย เรื่อง “แนวทางการพัฒนาพุน้ำร้อนเค็มคลองท่อม จังหวัดกระบี่ อย่างยั่งยืน”

    ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ศิวฤทธิ์ พงศกรรังศิลป์ อาจารย์สำนักวิชาการจัดการ และหัวหน้าหน่วยวิจัยการบริโภคและเศรษฐกิจยั่งยืน มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ ได้รับโล่เกียรติยศจาก พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง รองนายกรัฐมนตรี จากผลงานวิจัยเด่นด้านนโยบาย ประจำปี 2558 กับผลงานวิจัยเรื่อง “แนวทางการพัฒนาพุน้ำร้อนเค็มคลองท่อม จังหวัดกระบี่ อย่างยั่งยืน” ซึ่งจัดโดย สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.)

    ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ศิวฤทธิ์ ได้เล่าให้ฟังเกี่ยวกับพุน้ำร้อนเค็มคลองท่อมว่า เป็นหนึ่งในแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่สำคัญ เนื่องจากเป็นพุน้ำร้อนเพียงไม่กี่แห่งในโลกที่มีลักษณะเฉพาะ โดยเป็นพุน้ำร้อนเค็มที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ ส่วนสาเหตุที่มีรสชาติเค็มนั้นเกิดจากการผสมกันของน้ำร้อนและน้ำทะเลในระดับลึกก่อนโพล่พ้นพื้นดิน เกิดเป็นน้ำพุร้อน ซึ่งจัดอยู่ในประเภทน้ำพุร้อนเกลือ (salt spring) ซึ่งมีปริมาณของเกลือผสมอยู่มากกว่า 9 กรัม/ลิตร ความมหัศจรรย์ของบ่อน้ำพุร้อนเค็มนั้นอยู่ที่อุณหภูมิของน้ำในบ่อไม่ร้อนมากจนเกินไป ประมาณ 40-47 องศาเซลเซียส นักท่องเที่ยวรวมทั้งคนในพื้นที่ต่างนิยมที่จะมาแช่น้ำที่นี่ เพราะมีความเชื่อว่าสามารถรักษาโรค เช่น โรคเบาหวาน โรคปวดเมื่อยตามข้อกระดูก โรคไหลเวียนโลหิต โรคผดผื่นคัน เป็นต้น ทำให้พุน้ำร้อนเค็มคลองท่อม เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่มีศักยภาพ และเป็นหนึ่งในเส้นทางท่องเที่ยวใหม่ใน โครงการวิจัย การประเมินศักยภาพของผลิตภัณฑ์และการบริการทางการท่องเที่ยวในพื้นที่ภาคใต้ที่ได้รับทุนสนับสนุนการวิจัยในปี พ.ศ. 2555

    ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ศิวฤทธิ์ เล่าต่อว่า พุน้ำร้อนเค็มคลองท่อมมีระบบนิเวศและลักษณะทางธรณีวิทยาที่เปราะบาง ง่ายต่อการเปลี่ยนแปลงหากการพัฒนาไม่ได้อยู่บนพื้นฐานวิชาการ ด้วยเหตุนี้ หน่วยวิจัยการบริโภคและเศรษฐกิจยั่งยืน จึงได้ร่วมกับ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานกระบี่ และองค์การบริหารส่วนตำบลห้วยน้ำขาว ในฐานะเจ้าของพื้นที่ พัฒนาโจทย์วิจัยเพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าว ซึ่งผลการวิจัยพบว่า จำเป็นต้องใช้การบูรณาการองค์ความรู้ด้านธรณีฟิสิกส์กับงานวิจัยทางด้านสังคมศาสตร์ เช่น การจัดการและบริหารธุรกิจ และการวางแผนพัฒนาพุน้ำร้อนเค็มให้มีความยั่งยืน โดยคำนึงถึงสิ่งแวดล้อม ประสบการณ์ของนักท่องเที่ยว และเศรษฐกิจของชุมชนท้องถิ่น

    ในการดำเนินงานวิจัยแบบบูรณาการองค์ความรู้ทางด้านวิทยาศาสตร์กับสังคมศาสตร์นั้น ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ศิวฤทธิ์ เล่าว่า ได้มีการแบ่งการทำวิจัยออกเป็นโครงการย่อย 3 โครงการ

    โครงการย่อยที่ 1 ดำเนินการสำรวจฐานทรัพยากรของพุน้ำร้อนเค็มคลองท่อม สำรวจทิศทางการไหลของธารน้ำร้อน คุณภาพน้ำและดินด้วยวิธีธรณีฟิสิกส์ รวมทั้งดำเนินการเก็บตัวอย่างน้ำและดินเพื่อวิเคราะห์คุณภาพและคุณประโยชน์ที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยว

    โครงการย่อยที่ 2 ศึกษาความต้องการและความพร้อมของชุมชนท้องถิ่นต่อการจัดการการท่องเที่ยว การพัฒนากิจกรรมการท่องเที่ยวและสิ่งอำนวยความสะดวกเพื่อรองรับความต้องการของนักท่องเที่ยว ตลอดจนความคุ้มค่าในการพัฒนา โดยใช้การเก็บรวบรวมข้อมูลด้วยแบบสอบถาม และการประชุมกลุ่มย่อยกับชุมชนตำบลห้วยน้ำขาว

    โครงการย่อยที่ 3 ศึกษาความต้องการสิ่งอำนวยความสะดวกของนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างประเทศที่เดินทางมาท่องเที่ยวในจังหวัดกระบี่ และแหล่งท่องเที่ยวพุน้ำร้อนเค็มคลองท่อม โดยใช้แบบสอบถาม รวมทั้งการประชุมกลุ่มย่อยเพื่อวางแผนด้านการพัฒนาสิ่งอำนวยความสะดวกร่วมกับผู้ที่มีส่วนได้เสียทางการท่องเที่ยวพุน้ำร้อนเค็มคลองท่อม ก่อนที่จะนำข้อมูลไปสังเคราะห์เพื่อกำหนดเขตการใช้ประโยชน์ของพื้นที่ และแนวความคิดในการพัฒนาสิ่งอำนวยความสะดวกในแหล่งท่องเที่ยว

    ผลการวิจัยพบว่า พุน้ำร้อนบริเวณนี้เกิดจากแหล่งน้ำเดียวกันทั้งหมดและมีปริมาณที่จำกัด โดยพุน้ำร้อนเค็มคลองท่อมมีต้นกำเนิดแตกต่างจากน้ำพุร้อนอื่น ๆ ในจังหวัดกระบี่ ด้วยลักษณะทางธรณีวิทยาที่มีความเปราะบาง หากมีการพัฒนาสิ่งก่อสร้างขนาดใหญ่หรือมีการขุดเจาะจะส่งผลกระทบต่อแหล่งท่องเที่ยวอย่างแน่นอน ภายใต้เงื่อนไขดังกล่าว การพัฒนาจึงควรเน้นการใช้ประโยชน์อาคารที่มีให้เต็มศักยภาพ เช่น อาคารนวดแผนโบราณ อาคารห้องน้ำบริเวณที่จอดรถ รวมไปถึงการปรับพฤติกรรมนักท่องเที่ยวโดยใช้การออกแบบภูมิทัศน์และการจัดการระบบการไหลเวียนให้สอดคล้องกับกิจกรรมและวัฒนธรรมการแช่น้ำแร่

    ส่วนสิ่งอำนวยความสะดวกที่มีความจำเป็นเร่งด่วน คือระบบการบำบัดน้ำเสีย และการปรับปรุงภูมิทัศน์ ทั้งนี้ชุมชนตำบลห้วยน้ำขาวมีความต้องการเข้าไปมีส่วนร่วมในการบริหารจัดการทั้งทางตรงและทางอ้อมอย่างมาก ซึ่งสอดคล้องกับผลการวิเคราะห์ความคุ้มทุนที่พบว่า การบริหารจัดการโดยภาครัฐที่มีชุมชนเข้าไปมีส่วนร่วมจะก่อให้เกิดผลตอบแทนต่อชุมชนมากกว่าการจัดสรรสัมปทานให้กับเอกชนเป็นผู้บริหารจัดการ

    ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ศิวฤทธิ์ ได้เล่าถึงแผนงานวิจัยนี้ว่า ได้นำเสนอแบบร่างการก่อสร้างสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ เช่น ศูนย์บริการนักท่องเที่ยว เส้นทางศึกษาธรรมชาติ ระบบสื่อความหมายทางธรรมชาติ และการจัดขอบเขตพื้นที่การใช้ประโยชน์อย่างชัดเจน จากข้อมูลดังกล่าวนั้นสามารถนำเสนอแนวทางการจัดการการท่องเที่ยวพุน้ำร้อนเค็มคลองท่อม จังหวัดกระบี่ อย่างยั่งยืน โดยการจัดตั้งคณะกรรมการบริหารจัดการพุน้ำร้อนเค็มคลองท่อม การจัดทำพื้นที่กันชน การประกาศเป็นพื้นที่พิเศษที่มีกฎหมายในการบริหารจัดการการใช้ประโยชน์ในพื้นที่ การดูแลรักษาสิ่งอำนวยความสะดวกในพื้นที่ให้อยู่ในสภาพที่สามารถใช้งานได้ตลอดเวลา พร้อมบอกถึงแนวทางการจัดการการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนว่า โดยภาพรวมจะแบ่งการจัดการเป็นสองระยะ ได้แก่ ระยะสั้น (1ปี) และระยะกลาง (2 – 5 ปี) รวมทั้งการจัดการพื้นที่ให้บริการภายใต้หลักศาสนาอิสลามเพื่อนำไปสู่การจัดการการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนต่อไป อาทิ การชำระร่างกายก่อน เป็นต้น

    จากผลงานวิจัยนี้ สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ได้ใช้เป็นข้อมูลพื้นฐานเพื่อนำไปจัดทำข้อเสนอโครงการพัฒนาเมืองสปาต้นแบบ อำเภอคลองท่อม จังหวัดกระบี่ ในคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชน (กรอ.) เพื่อเสนอขออนุมัติจากคณะรัฐมนตรี และนำไปเป็นข้อมูลในการกำหนดนโยบายพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวและการจัดสรรงบประมาณในการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยว รวมทั้งนำแผนแม่บทฯ ไปของบประมาณจากกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาอีกด้วย

    จะเห็นได้ว่า งานวิจัยเรื่อง “แนวทางการพัฒนาพุน้ำร้อนเค็มคลองท่อม จังหวัดกระบี่ อย่างยั่งยืน” นี้ มีการบูรณาการองค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ด้านธรณีฟิสิกส์กับศาสตร์ทางด้านบริหารธุรกิจ การจัดการและการท่องเที่ยว เพื่อกำหนดเป็นนโยบายและแนวทางอย่างเป็นรูปธรรมในการพัฒนาการท่องเที่ยวพุน้ำร้อนเค็มคลองท่อม จังหวัดกระบี่ อย่างยั่งยืนและสามารถกระจายรายได้จากการท่องเที่ยวสู่ท้องถิ่น มีผลทำให้ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ศิวฤทธิ์ พงศกรรังศิลป์ ได้รับรางวัลผลงานวิจัยเด่นด้านนโยบาย จากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ประจำปี 2558

    สมพร อิสรไกรศีล เรียบเรียง

  • ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ชูชาติ พันธ์สวัสดิ์ ศึกษาพยาธิกำเนิดของมาลาเรียขึ้นสมองและภาวะปอดบวมน้ำ

    ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ชูชาติ พันธ์สวัสดิ์ ศึกษาพยาธิกำเนิดของมาลาเรียขึ้นสมองและภาวะปอดบวมน้ำ

    ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ชูชาติ พันธ์สวัสดิ์ อาจารย์ประจำสำนักวิชาแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ร่วมกับรองศาสตราจารย์ ดร.พญ.พรรณเพ็ญ วิริยเวชกุล สังกัดภาควิชาพยาธิวิทยาเขตร้อน คณะเวชศาสตร์เขตร้อน มหาวิทยาลัยมหิดล ศึกษาพยาธิกำเนิดของมาลาเรียขึ้นสมองและภาวะปอดบวมน้ำในผู้ป่วยโรคมาลาเรียฟัลซิพารัมชนิดรุนแรง พบว่า พยาธิกำเนิดของมาลาเรียขึ้นสมองเกี่ยวข้องกับการกระตุ้นการทำงานของโปรตีน NF-B p65 โดยเชื้อมาลาเรียซึ่งเหนี่ยวนำให้เกิดการตายของเซลล์ในสมอง ส่วนภาวะปอดบวมน้ำในผู้ป่วยมาลาเรียมีสาเหตุจากการตายของเซลล์ในปอดแบบอะพอพโทซิสผ่านวิถีภายนอก หรือวิถีตัวรับการตาย (extrinsic pathway หรือ death receptor pathway) ซึ่งเกิดจากการจับของลิแกนด์ (death ligands) จากภายนอกเซลล์ เริ่มจากการจับกันของ Fas และ Fas ligand ส่งผลให้เกิดการกระตุ้นการทำงานของเอนไซม์ caspase-8 และ caspase-3 และมีผลให้เกิดการตายแบบอะพอพโตซิสของเซลล์และนำไปสู่ภาวะปอดบวมน้ำ

    ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ชูชาติ เล่าว่า โรคมาลาเรียเกิดจากเชื้อโปรโตซัว ซึ่งเป็นสัตว์เซลล์เดียวในจีนัส พลาสโมเดียม (Plasmodium) ซึ่งมีมากกว่า 100 ชนิด ปัจจุปันพบเพียง 5 ชนิดที่ก่อโรคในคน ได้แก่ พลาสโมเดียม ฟัลซิพารัม (Plasmodium falciparum) พลาสโมเดียม ไวแว็กซ์ (P. vivax) พลาสโมเดียม มาลาริอี่ (P. malariae) พลาสโมเดียม โอวาเล่ (P. ovale) และชนิดสุดท้ายคือ พลาสโมเดียม โนวไซ (P. knowlesi) ซึ่งเดิมเป็นเชื้อก่อโรคมาลาเรียที่พบในลิงแสมและลิงกัง โรคมาลาเรียหรือไข้จับสั่นถือเป็นปัญหาสาธารณสุขที่สำคัญของประเทศต่างๆ ในแถบแอฟริกาและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ในส่วนของประเทศไทยพบมากในแถบชายแดนที่มีป่าเขาหนาแน่น ได้แก่ บริเวณรอยต่อชายแดนไทย-พม่า ชายแดนไทย-กัมพูชา ชายแดนไทย-ลาว และทางภาคใต้ของประเทศไทย ได้แก่ จังหวัดระนอง ปัตตานี ยะลา และสงขลา โดยองค์การอนามัยโลก หรือ World Health Organization (WHO) ประเมินว่า ในปี 2556 มีผู้ป่วยจากโรคมาลาเรีย 198 ล้านคน และมีผู้เสียชีวิตจากโรคมาลาเรีย จำนวน 584,000 คน ทั่วโลก

    โรคมาลาเรียสามารถติดต่อได้โดยการถูกยุงกัด ซึ่งยุงที่เป็นพาหะนำโรคคือ ยุงก้นปล่องเพศเมีย (female Anopheles spp.) ที่เรียกอย่างนี้เนื่องจากเวลาที่ยุงก้นปล่องกัดคน มันจะเกาะโดยยกส่วนท้องขึ้นทำมุมกับผิวหนัง 45 องศา ซึ่งเชื้อที่พบในประเทศไทยส่วนใหญ่เป็นชนิด พลาสโมเดียม ฟัลซิพารัม (P. falciparum) และ พลาสโมเดียม ไวแว็กซ์ (P. ovale) โดยมาลาเรียชนิดรุนแรงเกิดจากเชื้อพลาสโมเดียม ฟัลซิพารัม (P. falciparum) มีระยะฟักตัวประมาณ 7-14 วัน และใช้เวลาในการแบ่งตัว 42-48 ชั่วโมง เมื่อเชื้อนี้เข้าสู่กระแสเลือดจะลงไปสู่ตับ จากนั้นเข้าสู่เม็ดเลือดแดง เมื่อเม็ดเลือดแดงแตกออกเชื้อจำนวนมากก็จะถูกแพร่เข้าสู่กระแสเลือดไปสู่เม็ดเลือดแดงใหม่ต่อไป ทั้งนี้เม็ดเลือดแดงที่ติดเชื้อเมื่ออยู่ในกระแสเลือดจะไปเกาะติดที่ผนังเซลล์หลอดเลือดขนาดเล็ก ก่อให้เกิดการอุดตันทำให้เลือดและออกซิเจนไม่สามารถไปเลี้ยงอวัยวะต่างๆ ได้ เกิดภาวะแทรกซ้อนต่างๆ เช่น ไตวาย ตับวาย ปอดบวมน้ำ ภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ และมาลาเรียขึ้นสมอง เป็นต้น

    ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ชูชาติ เล่าต่อว่า ปัจจุบันข้อมูลเกี่ยวกับพยาธิวิทยาของสมองและปอดของผู้ป่วยที่เสียชีวิตจากโรคมาลาเรียยังมีไม่มากนักและไม่ได้เป็นการศึกษาในเชิงลึก ทั้งยังไม่ทราบพยาธิกำเนิดที่แน่ชัดของการเกิดมาลาเรียขึ้นสมองและภาวะปอดบวมน้ำในผู้ป่วยโรคมาลาเรียฟัลซิพารัมชนิดรุนแรง ดังนั้น จึงได้ทำงานวิจัยร่วมกับรองศาสตราจารย์ ดร.พญ.พรรณเพ็ญ วิริยเวชกุล จากภาควิชาพยาธิวิทยาเขตร้อน คณะเวชศาสตร์เขตร้อน มหาวิทยาลัยมหิดล ศึกษาพยาธิกำเนิดของมาลาเรียขึ้นสมองและภาวะปอดบวมน้ำในผู้ป่วยโรคมาลาเรียฟัลซิพารัมชนิดรุนแรง โดยเป็นภาวะแทรกซ้อนที่เกิดขึ้นกับระบบประสาทและระบบหายใจ ซึ่งภาวะดังกล่าวเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ผู้ป่วยเสียชีวิต

    ผลจากการวิจัยพบว่า เซลล์ประสาท เซลล์ค้ำจุนประสาท เซลล์บุผนังหลอดเลือด และเซลล์เม็ดเลือดขาว ในเนื้อสมองของผู้ป่วยที่เสียชีวิตจากมาลาเรียขึ้นสมอง มีการกระตุ้นและการแสดงออกของโปรตีน NF-B p65 เพิ่มสูงขึ้นเมื่อเปรียบเทียบกับสมองผู้ป่วยที่ไม่ได้เสียชีวิตจากมาลาเรียขึ้นสมองและกลุ่มชิ้นเนื้อสมองปกติ นอกจากนี้ยังพบดัชนีการตายและการแสดงออกของโปรตีน NF-B p65 ในนิวเคลียสของเซลล์เม็ดเลือดขาว และเซลล์บุผนังหลอดเลือดเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ เมื่อเทียบกับสมองผู้ป่วยที่ไม่ได้เสียชีวิตจากมาลาเรียขึ้นสมองและกลุ่มชิ้นเนื้อสมองปกติ ซึ่งทำให้เข้าใจถึงสมมติฐานหนึ่งของพยาธิกำเนิดของมาลาเรียขึ้นสมองว่าสามารถเกิดจากการกระตุ้นการทำงานของโปรตีน NF-B p65 โดยเชื้อมาลาเรียซึ่งเหนี่ยวนำให้เกิดการตายของเซลล์ในสมอง จนเกิดมีอาการรุนแรงต่างๆ ตามมา

    ผลการศึกษาชิ้นเนื้อสมองของผู้ป่วยที่เสียชีวิตจากโรคมาลาเรีย ช่วยทำให้เข้าใจกลไกการเกิดโรคมาลาเรียขึ้นสมองเพิ่มมากขึ้น และทำให้ทราบว่าโปรตีน NF-B p65 เป็นโปรตีนที่ส่งสัญญาณเหนี่ยวนำให้เกิดกระบวนการตายของเซลล์บุผนังหลอดเลือด และเม็ดเลือดขาวที่อยู่ในหลอดเลือดในชิ้นเนื้อสมอง

    ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ชูชาติ กล่าวว่า จากผลงานวิจัยครั้งนี้จะมีการนำไปประยุกต์ทางด้านคลินิก เพื่อพัฒนายาที่จะช่วยยับยั้งการสร้างโปรตีน NF-B p65 โดยใช้ร่วมกับยาต้านมาลาเรียในปัจจุบัน เพื่อช่วยยับยั้งภาวะการตายของเซลล์ต่างๆ ในร่างกาย โดยคาดหวังว่าคนไข้ที่ติดเชื้อรุนแรงจะมีอาการดีขึ้น เป็นการลดอัตราการเสียชีวิตในที่สุด

    ในส่วนของภาวะปอดบวมน้ำเป็นภาวะที่มีการคั่งของสารน้ำในถุงลมของเนื้อปอด ทำให้ไม่สามารถทำหน้าที่แลกเปลี่ยนก๊าซได้ตามปกติ ซึ่งเป็นอีกภาวะแทรกซ้อนหนึ่งที่สำคัญและเป็นสาเหตุของการเสียชีวิตของผู้ป่วยโรคมาลาเรียฟัลซิพารัมชนิดรุนแรง พบอัตราการตายของผู้ป่วยมาลาเรียจากภาวะปอดบวมน้ำ ร้อยละ 85 โดยร้อยละ 20-30 ของผู้ป่วยมาลาเรียฟัลซิพารัมชนิดรุนแรงที่รักษาตัวอยู่ในห้องหออภิบาลผู้ป่วยหนักมีโอกาสพัฒนาไปสู่ภาวะหายใจล้มเหลวเฉียบพลัน ซึ่งปัจจุบันยังไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัด ดังนั้น ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ชูชาติ พร้อมด้วยทีมวิจัยจึงได้ตั้งสมมติฐานว่า การตายของเซลล์ในเนื้อเยื่อปอดน่าจะเป็นสาเหตุของการเกิดภาวะปอดบวมในผู้ป่วยโรคมาลาเรีย จึงเป็นที่มาของการศึกษากลไกส่งสัญญาณการตายของเซลล์ในปอดของผู้ป่วยโรคมาลาเรียฟัลซิพารัมชนิดรุนแรง โดยได้รับทุนสนับสนุนโครงการวิจัยประเภทเพิ่มขีดความสามารถนักวิจัย จากสถาบันวิจัยและพัฒนา มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์

    จากผลการศึกษาพยาธิสภาพของปอดในโรคมาลาเรียฟัลซิพารัมชนิดรุนแรง พบสารน้ำอยู่ในถุงลม มีเลือดคั่งในหลอดเลือดฝอย และพบเม็ดเลือดแดงที่ติดเชื้อมาลาเรียและเม็ดเลือดแดงปกติ รวมถึงพบนิวโทรฟิลและเซลล์แมคโครฟาจที่จับกิน malaria pigment ในถุงลม ทั้งยังได้ค้นพบว่า มีการแสดงออกของโปรตีน Fas และ Fas ligand เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในปอดของกลุ่มผู้ป่วยที่เสียชีวิตจากโรคมาลาเรียฟัลซิพารัมที่มีภาวะปอดบวมน้ำ เมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มผู้ป่วยที่เสียชีวิตจากโรคมาลาเรียฟัลซิพารัมที่ไม่มีภาวะปอดบวมน้ำและกลุ่มชิ้นเนื้อปอดปกติ และพบมีการแสดงออกของเอนไซม์ caspase-8 และ caspase-3 เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติในชิ้นเนื้อปอดของกลุ่มผู้ป่วยที่เสียชีวิตจากโรคมาลาเรียฟัลซิพารัมที่มีภาวะปอดบวมน้ำ เมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มผู้ป่วยที่เสียชีวิตจากโรคมาลาเรียฟัลซิพารัมที่ไม่มีภาวะปอดบวมน้ำและกลุ่มชิ้นเนื้อปอดปกติ

    จากการศึกษานี้สามารถสรุปได้ว่า กระบวนการตายของเซลล์ในปอดของผู้ป่วยโรคมาลาเรียฟัลซิพารัมชนิดรุนแรงเกิดจากการกระตุ้นผ่านการตายแบบวิถีภายนอก (Death receptor-induced extrinsic pathway) ซึ่งเกิดจากการจับกันของ Fas และ Fas ligand ส่งผลให้เกิดการกระตุ้นเอนไซม์ caspase-8 และ caspase-3 ภายในเซลล์และเหนี่ยวนำให้เกิดการตายของเซลล์ปอดซึ่งนำไปสู่การเกิดภาวะปอดบวมน้ำ ดังนั้นถ้าหากมีการคิดค้นหรือพัฒนายาที่สามารถยับยั้งการจับกันระหว่าง Fas และ Fas ligand ก็จะส่งผลให้ไม่เกิดการตายของเซลล์ในเนื้อเยื่อปอดและช่วยป้องกันการเกิดภาวะปอดบวมน้ำในผู้ป่วยโรคมาลาเรียฟัลซิพารัมชนิดรุนแรงได้

    “ปัจจุบันทางทีมวิจัยยังคงมุ่งมั่นพัฒนาการศึกษาวิจัยด้านพยาธิวิทยาและพยาธิกำเนิดของโรคมาลาเรียฟัลซิพารัมชนิดรุนแรงในเชิงลึกอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างองค์ความรู้ใหม่ๆ ที่ช่วยให้เข้าใจกลไกการเกิดภาวะแทรกซ้อนต่างๆ ในโรคมาลาเรียและนำมาประยุกต์ใช้ในทางด้านคลินิกสำหรับการเฝ้าระวัง และพัฒนาการรักษามาลาเรีย โดยเฉพาะการติดเชื้อมาลาเรียชนิดรุนแรง โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อช่วยลดอัตราการเสียชีวิตจากโรคมาลาเรียในอนาคต” ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ชูชาติ พันธ์สวัสดิ์ กล่าวในตอนท้าย พร้อมฝากข้อมูลเกี่ยวกับป้องกันและการรักษาโรคมาลาเรียไว้สำหรับดูแลตนเอง ว่า “เมื่อจะเดินทางเข้าป่า หรือเข้าไปในพื้นที่เสี่ยงต่อการติดเชื้อมาลาเรีย สิ่งสำคัญที่สุดคือต้องหลีกเลี่ยงไม่ให้ยุงกัด พยายามใส่เสื้อผ้าที่ปิดมิดชิด และนอนในมุ้งหรือในบ้านที่มีมุ้งลวดเสมอ โดยปกติยุงก้นปล่องซึ่งนำเชื้อมาลาเรียจะออกหากินตอนกลางคืน ดังนั้น ในช่วงเวลาดังกล่าวต้องเพิ่มความระมัดระวังเรื่องยุง อย่างไรก็ตามมาลาเรียเป็นโรคที่รักษาให้หายขาดได้ แต่ต้องได้รับการวินิจฉัยและรักษาตั้งแต่เนิ่นๆ ซึ่งแพทย์จะเป็นผู้พิจารณาในการให้ยารักษามาลาเรีย ตามชนิดของเชื้อ ความรุนแรงของโรค และสภาวะสุขภาพของผู้ป่วยแต่ละราย”

    เอกสารอ่านเพิ่มเติม

    สมพร อิสรไกรศีล เรียบเรียง

  • อ.ดร.อุเทน ทับทรวง : การวิจัยและการเรียนการสอนต้องคู่กันและเอื้อประโยชน์ต่อกัน

    อาจารย์ ดร.อุเทน ทับทรวง อาจารย์ประจำสำนักวิชาวิศวกรรมศาสตร์และทรัพยากร มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ เชื่อว่า งานวิจัยมีส่วนสำคัญที่เอื้อประโยชน์ต่อการเรียนการสอนและต้องทำควบคู่กัน เพราะการสอนนักศึกษานอกจากจะสอนโดยอ้างอิงจากหลักวิชาการหรือตำราแล้ว ยังต้องนำประสบการณ์ที่ได้จากการวิจัยและการทดลองมาสอน เพื่อให้นักศึกษาเกิดกระบวนการคิดและแก้ปัญหาที่เป็นระบบ

    อาจารย์ ดร.อุเทน เป็นชาวอำเภอท่ามะกา จังหวัดกาญจนบุรี จบการศึกษาวิศวกรรมศาสตรบัณฑิต สาขาวิศวกรรมเคมี จากคณะวิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยีอุตสาหกรรม มหาวิทยาลัยศิลปากร จากนั้นศึกษาต่อในระดับปริญญาเอกสาขาวิทยาศาสตร์พอลิเมอร์ (หลักสูตรนานาชาติ) ที่วิทยาลัยปิโตรเลียมและปิโตรเคมี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย หลังจากจบการศึกษาได้เข้าทำงานในตำแหน่งอาจารย์สาขาวิชาวิศวกรรมวัสดุ สำนักวิชาวิศวกรรมศาสตร์และทรัพยากร มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ เมื่อวันที่ 1 สิงหาคม 2557

    อาจารย์ ดร.อุเทน มีความสนใจพัฒนาวัสดุที่มีรูพรุนในระดับนาโนเมตร ซึ่งเป็นวัสดุที่มีพื้นที่ผิวและมีปริมาตรรูพรุนสูง สามารถควบคุมขนาดของรูพรุนได้ น้ำหนักเบา ความหนาแน่นต่ำ ทำให้สามารถนำมาใช้ประโยชน์ในด้านต่าง ๆ ได้หลากหลาย อาทิเช่น ตัวรองรับตัวเร่งปฏิกิริยา ขั้วสำหรับเซลล์เชื้อเพลิง/แบตเตอรี่/ตัวเก็บประจุยิ่งยวด ตัวดูดซับสำหรับกระบวนการบำบัดอากาศหรือน้ำเสีย ตัวตรวจวัด(Sensor) เยื่อเลือกผ่านสำหรับการะบวนการแยก ฯลฯ โดยมีแรงจูงใจจากการทำงานวิจัยขณะที่ศึกษาระดับปริญญาเอกเกี่ยวกับการสังเคราะห์และการพิสูจน์คุณลักษณะของพอลิเบนซอกซาซีน คาร์บอนที่มีรูพรุนในระดับนาโนเมตรจากพอลีเบนซอกซาซีน และซีโอไลท์ที่มีขนาดอนุภาคในระดับนาโนเมตร ทำให้มีผลงานวิจัยได้รับการตีพิมพ์ในวารสารนานาชาติที่เป็นชื่อแรก จำนวน 3 เรื่อง ได้แก่ เรื่อง Novel template confinement derived from polybenzoxazine-based carbon xerogels for synthesis of ZSM-5 nanoparticles via microwave irradiation ตีพิมพ์ในวารสาร Microporous and Mesoporous Materials ซึ่งมี Impact factor (2011) = 3.285 เรื่อง Improvement in the pore structure of polybenzoxazine-based carbon xerogels through a silica templating method ตีพิมพ์ในวารสาร Journal of Porous Materials ซึ่งมี Impact factor (2012) = 1.348 และเรื่อง Self-formation of 3D interconnected macroporous carbon xerogels derived from polybenzoxazine by selective solvent during the sol-gel process ตีพิมพ์ในวารสาร Journal of Materials Science ซึ่งมี Impact factor (2012) = 2.163 และอยู่ระหว่างขั้นตอนการตีพิมพ์อีกหนึ่งเรื่องคือ Advanced and economical ambient drying method for controlled mesopore polybenzoxazine-based carbon xerogels: Effects of non-ionic and cationic surfactant on porous structure ในวารสาร Journal of Colloid and Interface Science ซึ่งมี Impact factor (2014) = 3.368

    นอกจากนี้ อาจารย์ ดร.อุเทน ยังมีโอกาสนำเสนอผลงานวิจัยในที่ประชุมวิชาการนานาชาติทั้งแบบโปสเตอร์และแบบปากเปล่า อาทิเช่น ที่ประเทศสหรัฐอเมริกา (ปี 2010, แบบโปสเตอร์) ประเทศอิตาลี (ปี 2012, แบบปากเปล่า) ประเทศเกาหลีใต้ (ปี 2012, แบบปากเปล่า) ประเทศญี่ปุ่น (ปี 2012, แบบโปสเตอร์) และที่กรุงเทพมหานคร 2 ครั้ง ทั้งแบบปากเปล่าและโปสเตอร์ ปัจจุบันมีผลงานวิจัยที่ได้รับการตอบรับให้ตีพิมพ์ลงในวารสารวิชาการนานาชาติ เรื่อง “Highly Sensitive Room Temperature Organic Vapor Sensor based on Polybenzoxazine-derived Carbon Aerogel Thin Film Composite” ในวารสาร Materials Science and Engineering: B ซึ่งมี Impact factor (2014) 2.169

    อีกบทบาทหนึ่งของ อาจารย์ ดร.อุเทน ในฐานะที่เป็นนักวิจัยของศูนย์วิจัยความเป็นเลิศด้านวิทยาศาสตร์และวิศวกรรมไม้ จึงมีแนวคิดที่จะพัฒนาวัสดุหรือการใช้ประโยชน์จากไม้และเซลลูโลส โดยอ้างอิงบนพื้นฐานความรู้และความเชี่ยวชาญที่มี เพื่อนำไปต่อยอดการใช้ประโยชน์ โดยงานวิจัยที่สนใจคือการพัฒนาเซลลูโลสเพื่อนำมาประยุกต์ใช้ทางด้านการกักเก็บพลังงาน อาทิเช่น การกักเก็บพลังงานไฟฟ้าหรือการกักเก็บเชื้อเพลิงต่าง ๆ เช่น ไฮโดรเจน หรือมีเทน เป็นต้น รวมถึงการนำมาประยุกต์ใช้ทางด้านการบำบัดมลพิษทางอากาศและทางน้ำ เช่น การกำจัดโลหะหนักในน้ำเสีย หรือการดูดซับแก้สคาร์บอนไดออกไซด์ รวมถึงการประยุกต์ใช้เซลลูโลสสำหรับเซลล์เชื้อเพลิง ซึ่งเป็นหัวข้อที่กำลังเป็นที่สนใจในสังคมปัจจุบัน ทั้งภาวะโลกร้อนจากแก๊สเรือนกระจก มลภาวะทางน้ำ หรือแม้กระทั่งความต้องการใช้พลังงานที่เพิ่มมากขึ้นในปัจจุบัน

    ที่สำคัญพลังงานจากฟอสซิล(น้ำมัน) มีน้อยลงทุกวันและมีราคาสูงขึ้น มนุษย์จึงพยายามหาแหล่งพลังงานทางเลือกใหม่เพื่อนำมาใช้ทดแทนน้ำมัน ซึ่งเซลล์เชื้อเพลิงคือหนึ่งในพลังงานทางเลือก ที่บริษัทผลิตรถยนต์ค่ายต่าง ๆได้มีการพัฒนารถยนต์ที่ไม่ใช้น้ำมัน อาทิเช่น รถยนต์พลังงานไฮโดรเจน เป็นต้น ด้วยเหตุนี้ อาจารย์ ดร.อุเทน จึงเกิดความสนใจทางด้านการพัฒนาวัสดุที่มีขนาดอนุภาคในระดับนาโนเมตรอย่างเช่น core/shell nanoparticles เพื่อใช้เป็นตัวเร่งปฏิกิริยาสำหรับเซลล์เชื้อเพลิงที่ใช้ในรถยนต์ ซึ่งจะทำให้เซลล์เชื้อเพลิงที่ได้มีประสิทธิภาพที่ดียิ่งขึ้น พร้อมทั้งมีแนวคิดที่จะนำวัสดุที่มีรูพรุนในระดับนาโนเมตรมาประยุกต์ใช้เป็นตัวตรวจวัดแก๊ส (Gas Sensor) สำหรับอุตสาหกรรมอีกด้วย เช่น อุตสาหกรรมปิโตรเคมี เป็นต้น

    แม้ว่าไม่เคยมีประสบการณ์ทางด้านการสอนมาก่อน แต่ อ.ดร.อุเทน มองว่าครูหรืออาจารย์นั้นมีมิติที่มากกว่าคำว่าสอน เพราะคนที่เป็นครู/อาจารย์คือคนที่จะช่วยทำให้ลูกศิษย์มีพัฒนาการทั้งทางด้านวิชาการ สังคม ความรับผิดชอบต่อประเทศชาติ และคุณธรรมจริยธรรม ดังนั้น การสอนนักศึกษานอกจากจะสอนโดยอ้างอิงจากหลักวิชาการหรือตำราแล้ว การอธิบายพื้นฐานให้นักศึกษาเข้าใจก่อนที่จะเจาะลึกลงไปในรายละเอียดที่ประยุกต์มากขึ้นเป็นเรื่องจำเป็น ที่สำคัญนักศึกษาแต่ละคนมีพื้นฐานที่ต่างกัน คนเป็นครูจึงต้องรู้จักพื้นฐานนักศึกษาแต่ละคนเพื่อที่จะสอนหรืออธิบายด้วยวิธีและเทคนิคที่ต่างกันเพื่อให้นักศึกษาเข้าใจในบทเรียนนั้น ๆ

    ขณะเดียวกัน งานวิจัยก็มีส่วนสำคัญที่จะเอื้อประโยชน์ต่อการเรียนการสอน เพราะเป็นประสบการณ์ตรงที่สามารถนำมาสอนนักศึกษาได้ทั้งกระบวนการคิด สิ่งที่เกิดขึ้นจริง กระบวนการอธิบายปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นจากการทดลอง และแนวทางการแก้ปัญหา ดังนั้น อ.ดร.อุเทน จึงเชื่อมั่นว่า การวิจัยและการเรียนการสอนเป็นสิ่งที่ต้องมาคู่กันและเอื้อประโยชน์ต่อกัน นั่นหมายความว่าครู/อาจารย์ในมหาวิทยาลัยจะต้องเป็นทั้งครูและนักวิจัยเพื่อประโยชน์สูงสุดต่อนักศึกษา นอกจากนี้ ยังมีมุมมองด้านการสอนว่า เป็นการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ซึ่งกันและกัน เราถ่ายทอดสิ่งที่รู้ให้กับนักศึกษา บางครั้งนักศึกษาก็สะท้อนบางแง่มุมที่เราอาจจะคาดไม่ถึงกลับมา ทำให้เกิดการเรียนรู้ทั้งสองฝ่าย

    อ.ดร.อุเทน ทับทรวง ได้บอกถึงเป้าหมายในอนาคตในตอนท้ายว่า ต้องการเป็นครูที่ดี ถ่ายทอดความรู้ให้กับนักศึกษา เพื่อให้นักศึกษาเพียบพร้อมไปด้วยความรู้ทางด้านวิชาการและคุณธรรมจริยธรรมรวมไปถึงความรับผิดชอบต่อสังคมและประเทศชาติ ขณะเดียวกันจะมุ่งมั่นพัฒนาด้านการสอนให้ดียิ่งขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่วนการวิจัยนั้นมีเป้าหมายที่จะทำงานวิจัยที่สามารถนำไปต่อยอดและใช้ประโยชน์ได้จริงในชุมชมหรือสังคม รวมทั้งสามารถนำผลงานวิจัยไปเผยแพร่ในวารสารวิชาการระดับชาติและนานาชาติได้

    สมพร อิสรไกรศีล ส่วนประชาสัมพันธ์ เรียบเรียง