Category: Outstanding Research

  • ดร.วาริท เจาะจิตต์ สำนักวิชาสหเวชศาสตร์และสาธารณสุขศาสตร์

    ดร.วาริท เจาะจิตต์ สำนักวิชาสหเวชศาสตร์และสาธารณสุขศาสตร์

    ดร.วาริท เจาะจิตต์ อาจารย์ประจำหลักสูตรอนามัยสิ่งแวดล้อม สำนักวิชาสหเวชศาสตร์และสาธารณสุขศาสตร์ เชื่อว่า การทำวิจัยที่เหมาะสมที่สุดในบทบาทของการเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัย คือการทำวิจัยบนพื้นฐานของโจทย์วิจัยที่เป็นที่ต้องการของสังคม และสามารถนำมาบูรณาการเข้ากับการเรียนการสอน เพื่อประโยชน์สูงสุดต่อสังคมและนักศึกษา

    ดร.วาริท จบการศึกษาระดับปริญญาตรี สาขาเคมีการเกษตร และปริญญาโท สาขาวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม จากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ จากนั้นไปศึกษาต่อระดับปริญญาเอก สาขา Environmental Sciences, Wageningen University ประเทศเนเธอร์แลนด์

    ในช่วงต้นของการเริ่มทำงานวิจัย ดร. วาริท เล่าให้ฟังว่า ได้ทำวิจัยในหัวข้อเฉพาะที่ตนเองสนใจ เมื่อมีโอกาสมาทำงานกับภาคอุตสาหกรรมและหน่วยงานต่างๆ มากขึ้น จึงพบว่า อุตสาหกรรมมักจะเป็นจำเลยสำคัญในการก่อให้เกิดมลพิษต่อสิ่งแวดล้อม ผู้ประกอบการจึงมีความเคยชินกับการจัดการแก้ไขปัญหามลพิษที่เกิดขึ้นมากกว่าที่จะเน้นการป้องกันไม่ให้เกิดมลพิษ ทำให้มีค่าใช้จ่ายสูงในการจัดการมลพิษ ดังนั้น งานวิจัยที่ทำจึงเกี่ยวข้องกับนิเวศวิทยาอุตสาหกรรม (Industrial Ecology) หรือ อุตสาหกรรมสีเขียว โดยใช้เครื่องมือทางสิ่งแวดล้อมต่างๆ ในการประเมินประสิทธิภาพการดำเนินงานทางสิ่งแวดล้อม เพื่อให้อุตสาหกรรมมีกระบวนการผลิต และผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม หรือมีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมน้อยที่สุด ที่สำคัญเป็นการวิจัยการจัดการและเทคโนโลยีต่างๆ เพื่อ “ป้องกัน” ปัญหาที่ต้นเหตุ (Source reduction) หรือป้องกันมลพิษมากกว่าการศึกษาเรื่องการ “บำบัด” ของเสียหรือมลพิษที่ปลายเหตุ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในอุตสาหกรรมยาง ซึ่งถือเป็นอุตสาหกรรมหลักของภาคใต้ เช่น “การประเมินก๊าซเรือนกระจกจากอุตสาหกรรมยางของประเทศไทย” “การประเมินวัฏจักรชีวิตทางสิ่งแวดล้อมของผลิตภัณฑ์ถุงมือแพทย์ และถุงยางอนามัย” ซึ่งข้อมูลที่ได้จากการวิจัยเหล่านี้สามารถใช้เป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจในการปรับปรุงการดำเนินงานทางสิ่งแวดล้อมของผู้ประกอบการได้

    จากความมุ่งมั่นในการทำงานวิจัยบนพื้นฐานของโจทย์วิจัยที่เป็นที่ต้องการของสังคม และสามารถนำมาบูรณาการเข้ากับการเรียน การสอนได้ เพื่อให้การเรียนการสอนไม่น่าเบื่อ หรือจำเจ โดยเฉพาะการวิจัยทางสิ่งแวดล้อม ซึ่งจะมีความเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ดร. วาริท จึงได้นำการวิจัยที่ทำมาบูรณาการกับการเรียนการสอนและบริการวิชาการในฐานะอาจารย์ที่ปรึกษา เช่น “โครงการประเมินคาร์บอนฟุตพริ้นท์ของเทศบาลตำบลท่าศาลา” โดยนักศึกษาในวิชาโครงงานวิทยาศาสตร์อนามัยสิ่งแวดล้อม หรือโครงการวิจัยที่ดำเนินการในรายวิชาสหกิจศึกษาของนักศึกษา เรื่อง “การประเมินคาร์บอนฟุตพริ้นท์ของผลิตภัณฑ์ปลาทูน่ากระป๋อง” ชนะเลิศอันดับที่ 1 ในการประกวดโครงการสหกิจศึกษาของเครือข่ายอุดมศึกษาภาคใต้ ซึ่งปัจจุบัน “คาร์บอนฟุตพริ้นท์” เป็นเรื่องที่มีความสำคัญต่อสิ่งแวดล้อม และมีการศึกษากันมากถึงปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่เกิดขึ้นจากการดำเนินกิจกรรมขององค์กร หน่วยงานต่างๆ เพื่อให้ทราบว่า มีกิจกรรมใดบ้างที่ดำเนินการและมีส่วนในการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจก อันจะนำไปสู่การวางแผนลดก๊าซเรือนกระจกเหล่านั้น เพื่อพัฒนาเป็นองค์กร หรือ หน่วยงานที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

    นอกจากนี้ ในฐานะผู้มีความเชี่ยวชาญด้านสิ่งแวดล้อม ดร.วาริท เจาะจิตต์ ยังได้ผู้เป็นประสานงานโครงการ “Towards Environmentally Sustainable and Equitable Palm Oil” ในประเทศไทยอีกด้วย

    ดร.วาริท ได้พูดถึงสิ่งที่เป็นความสำเร็จและความภาคภูมิใจของการทำงานในบทบาทของนักวิจัยว่า หากภาคอุตสาหกรรม หน่วยงาน และชุมชน สามารถนำผลการวิจัยไปใช้ประโยชน์ได้จริงๆ จะมีความภูมิใจมากยิ่งกว่าการได้รับการตีพิมพ์ผลงานในวารสารต่างๆ อาทิเช่น ผลการประเมินวัฏจักรชีวิตทางสิ่งแวดล้อมของของเล่นจากไม้ยางพารา ทำให้บริษัทสามารถนำข้อมูลจากการวิจัยไปเป็นพื้นฐานในการยื่นคำขอติด “ฉลากคาร์บอน” ให้กับผลิตภัณฑ์ หรือ ผลการวิจัยคุณภาพน้ำและอากาศที่ท่าเรืออำเภอกันตัง จังหวัดตรัง นำไปสู่การปรับปรุงระบบควบคุมมลพิษทางอากาศของบริษัทที่รับผิดชอบในการขนส่ง เป็นต้น

    ในอนาคตจะดำเนินงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับชุมชนมากยิ่งขึ้น เช่น ประเด็นสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของชุมชน เพื่อประโยชน์โดยรวมของสังคมและประเทศชาติ ดร.วาริท กล่าวในตอนท้าย

  • ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ศิวฤทธิ์ พงศกรรังศิลป์ สำนักวิชาการจัดการ

    ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ศิวฤทธิ์ พงศกรรังศิลป์ สำนักวิชาการจัดการ

    ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ศิวฤทธิ์ พงศกรรังศิลป์ อาจารย์ประจำสำนักวิชาการจัดการ มุ่งมั่นพัฒนางานวิจัยทางด้านการตลาดสมัยใหม่ และการบริโภคอย่างยั่งยืนที่มุ่งเป้าหมายการพัฒนางานวิจัยและงานวิชาการที่ได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติ

    ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ศิวฤทธิ์ พงศกรรังศิลป์ เป็นชาวราชบุรี จบการศึกษาระดับมัธยมศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนปลายจากโรงเรียนวัดบวรนิเวศ กรุงเทพมหานคร จบการศึกษาระดับปริญญาตรี สาขาการตลาด (เกียรตินิยมอันดับ 2) และปริญญาโท สาขาบริหารธุรกิจ จากมหาวิทยาลัยแม่โจ้ จังหวัดเชียงใหม่ ปฏิบัติงานตำแหน่งอาจารย์สำนักวิชาการจัดการ ณ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2543 จนได้รับตำแหน่งทางวิชาการเป็นผู้ช่วยศาสตราจารย์ จากนั้นได้รับทุนพัฒนาอาจารย์สาขาขาดแคลนจากสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาข้าราชการพลเรือน หรือ (ก.พ.) ไปศึกษาต่อในระดับปริญญาเอก สาขาการตลาด ที่ University of Exeter ประเทศสหราชอาณาจักร

    ด้วยความมุ่งมั่นและสนใจงานด้านการบริหารธุรกิจและการตลาดตามที่ได้ศึกษาตั้งแต่ระดับปริญญาตรี ประกอบกับแนวคิดในการทำงานของผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ศิวฤทธิ์ คือ การตั้งใจทำหน้าที่ของตนเองให้ดีที่สุด และไม่มีอะไรที่ทำไม่ได้หากเราตั้งใจและเริ่มต้นลงมือทำ ดังนั้น ในฐานะอาจารย์และนักวิชาการ จึงมีความมุ่งมั่นที่จะสร้างผลงานวิจัยทางด้านบริหารธุรกิจ โดยเฉพาะด้านการตลาดและการบริโภคให้อยู่ในระดับแนวหน้าของประเทศด้วยการพัฒนาองค์ความรู้ใหม่ทางการตลาด ได้จัดตั้งกลุ่มวิจัยการบริโภคและเศรษฐกิจยั่งยืนและได้ยกระดับเป็นหน่วยวิจัยภายในระยะเวลา 1 ปี ซึ่งภายใต้ภารกิจการเป็นหัวหน้าหน่วยวิจัยการบริโภคและเศรษฐกิจยั่งยืน หรือ Consumption and Sustainable Economy Research Unit (CSE) ได้มุ่งเน้นสร้างความเข้มแข็งทางด้านบริหารธุรกิจและการจัดการให้กับภาครัฐ เอกชนและชุมชนท้องถิ่นในภาคใต้ โดยผลิตผลงานทางวิชาการทั้งงานวิจัย บทความวิจัย บทความวิชาการและตำรา รวมทั้งการให้บริการวิชาการกับประชาชนและหน่วยงานภายนอกอย่างต่อเนื่อง โดยมีคณะนักวิจัยและนักวิชาการจากหลากหลายสหสาขาวิชาด้านบริหารธุรกิจ อาทิ การเงิน การตลาด การบัญชี การท่องเที่ยว การจัดการ การจัดการทรัพยากรมนุษย์ ฯลฯ เป็นสมาชิกของหน่วยฯ ที่มีเป้าหมายในการร่วมสร้างโอกาสตามนโยบาย “สร้างเสริมสังคมเข้มแข็ง” ซึ่งเป็น 1 ใน 4 แนวทาง ที่จะนำมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ไปสู่การเป็นอุทยานการศึกษาแห่งการสร้างโอกาส ซึ่งในปีที่ผ่านมา ทางหน่วยฯ ได้รับทุนสนับสนุนการวิจัยจากหน่วยงานภายนอกกว่า 4 ล้านบาท

    ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ศิวฤทธิ์ พงศกรรังศิลป์ ได้ดำเนินการพัฒนางานวิจัยอย่างต่อเนื่อง ทั้งในด้านธุรกิจชุมชน พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ การท่องเที่ยว เศรษฐกิจพอเพียง และการสร้างตราสินค้า ซึ่งเป็นสาขาที่มีความเชี่ยวชาญ โดยได้รับทุนสนับสนุนการวิจัยจากสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) และสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ทุนงบประมาณแผ่นดิน และทุนพัฒนาขีดความสามารถนักวิจัย สถาบันวิจัยและพัฒนา มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ มีผลงานวิจัยที่โดดเด่น ได้แก่ การตีพิมพ์แนวคิดใหม่ทางการตลาดในหัวข้อ Value Co-Creation ซึ่งเป็นกระบวนทัศน์ใหม่ทางการตลาด ในวารสาร Marketing Theory การนำเสนอการสร้างตราสินค้าด้วยแนวคิดจิตวิญญาณ (Spiritual Branding) ในวารสาร European Advances in Consumer Research และการมุ่งเน้นการตลาดเชิงพุทธที่บูรณาการองค์ความรู้ทางด้านการตลาด เศรษฐกิจพอเพียง และแนวคิดเชิงพุทธในการสร้างแนวคิดการบริโภคแบบมีจิตสำนึกที่จะนำไปสู่การบริโภคที่คำนึงถึงตนเอง สังคม ชุมชน และสิ่งแวดล้อม ในวารสาร Advances in Consumer Research รวมทั้งการนำเสนอผลงานวิจัยในเวทีประชุมทางวิชาการระดับชั้นนำในระดับนานาชาติทางด้านการตลาด และได้รับเชิญให้เป็นผู้ทรงคุณวุฒิพิจารณาตีพิมพ์บทความวิจัยทางด้านการตลาดและการบริโภคระดับนานาชาติที่อยู่ในฐานข้อมูล ISI หลายฉบับด้วยกัน

    นอกจากนี้ ยังเป็นที่ปรึกษาให้กับธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมหลายแห่ง อาทิ การดำเนินงานภายใต้โครงการ IBEG สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ในการให้คำปรึกษาทางด้านการตลาดและตราสินค้าแก่ขนมกะหรี่ปั๊บ บ้านครูยุ รวมทั้งการดำเนินงานร่วมกับโครงการ NIA สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ให้คำปรึกษาทางด้านการตลาดและตราสินค้าแก่ผู้ประกอบการแผ่นพื้นรองเท้าเพื่อสุขภาพ “Smile Feet” เป็นต้น

    ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ศิวฤทธิ์ พงศกรรังศิลป์ กล่าวในตอนท้ายถึงความภาคภูมิใจของการเป็นนักวิจัยและครู คือ การได้นำความรู้จากการวิจัยถ่ายทอดไปยังลูกศิษย์ เพื่อเสริมสร้างประสบการณ์การเรียนรู้ใหม่ๆ ในแวดวงการธุรกิจและการตลาดให้กับลูกศิษย์ รวมทั้งสนับสนุนภาคปฏิบัติโดยส่งเสริมให้เข้าร่วมกิจกรรมการตลาดและการประกวดที่หน่วยงานต่างๆ จัดขึ้น ซึ่งผลพลอยได้ที่เป็นกำลังใจให้กับการทุ่มเททางด้านการสอนทั้งระดับปริญญาตรีและบัณฑิตศึกษา คือ การเห็นลูกศิษย์เหล่านั้นสามารถนำความรู้ที่ได้รับไปทำงานในองค์กรที่มีชื่อเสียงระดับประเทศได้ทัดเทียมกับสถาบันการศึกษาชั้นนำในประเทศไทย

  • ดร. สุรัสวดี กุลบุญ ก่อเกื้อ สำนักวิชาวิศวกรรมศาสตร์และทรัพยากร

    ดร. สุรัสวดี กุลบุญ ก่อเกื้อ สำนักวิชาวิศวกรรมศาสตร์และทรัพยากร

    ดร. สุรัสวดี กุลบุญ ก่อเกื้อ อาจารย์ประจำสำนักวิชาวิศวกรรมศาสตร์และทรัพยากร มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ ได้รับทุนช่วยเหลือทางด้านวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ของมูลนิธิโทเรเพื่อการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ ประเทศไทย ประจำปี 2555 ในหัวข้อ ระบบตรวจสอบและบริหารการใช้พลังงานอัจฉริยะภายในครัวเรือน ซึ่งเป็นเรื่องที่ให้ความสนใจตั้งแต่ศึกษาระดับปริญญาเอก ณ ประเทศสหรัฐอเมริกา

    ดร.สุรัสวดี เป็นคนจังหวัดตรังโดยกำเนิด จบการศึกษาระดับมัธยมศึกษาที่โรงเรียนจุฬาภรณราชวิทยาลัย ตรัง โดยสอบเทียบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 และเข้าศึกษาต่อระดับปริญญาตรีในคณะวิศวกรรมศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง ในปี พ.ศ.2540 จากนั้น ได้เข้าศึกษาต่อระดับปริญญาโท ทางด้านวิศวกรรมอิเล็กทรอนิกส์กำลัง ที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยมี ผศ.ดร. สมบูรณ์ แสงวงค์วาณิชย์ เป็นอาจารย์ที่ปรึกษา ระหว่างศึกษาต่อระดับปริญญาโทในปี 2545 ดร.สุรัสวดี ได้รับทุนพัฒนาอาจารย์ ของมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ และได้กลับมาทำงานชดใช้ทุนภายหลังสำเร็จการศึกษา โดยสังกัดสาขาวิศวกรรมไฟฟ้า สำนักวิชาวิศวกรรมศาสตร์และทรัพยากร

    ต่อมาในปี 2550 ดร. สุรัสวดี ได้รับทุน กพ. (กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี) ด้านวิศวกรรมศาสตร์ เน้นเทคโนโลยีพลังงาน ไปศึกษาต่อระดับปริญญาเอกที่ The University of Texas at Arlington ประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งมีชื่อเสียงทางด้านวิศวกรรมศาสตร์ โดยศึกษาในหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับพลังงานลม “Wireless Health Monitoring and Improvement System for Wind Turbines” โดยมี Professor Dr. Wei-Jen Lee ผู้เชี่ยวชาญด้านวิศวกรรมไฟฟ้า และดำรงตำแหน่ง IEEE Fellow ของ Institute of Electrical and Electronics Engineers (IEEE society) เป็นอาจารย์ที่ปรึกษา และได้กลับมาทำงานชดใช้ทุนภายหลังสำเร็จการศึกษา ในเดือนมกราคม ปี 2555

    ขณะที่ศึกษาต่อระดับปริญญาเอกในสหรัฐอเมริกา ดร. สุรัสวดี ได้มีโอกาสร่วมทำวิจัยกับบริษัทเอกชนในตำแหน่ง ผู้ช่วยวิจัย Graduate Research Associate (GRA) เช่น โครงการวิจัย Analysis of NYPA Dynamic Thermal Circuit Rating for Smart Grid (Phase II) ร่วมกับหน่วยงาน New York Power Authority , โครงการวิจัย A Novel Wireless Sensor Network with Advanced Prognostic Algorithms for Condition Based Maintenance of Critical Power Plant Components (Phase II) ร่วมกับบริษัท Signal Processing, Inc. , โครงการวิจัย The feasibility and potential for renewable energy co-generation in West Texas ร่วมกับบริษัท NextEra Energy Resources ,LLC ทั้งยังได้รับรางวัลชนะเลิศอันดับหนึ่ง ประเภททีม ด้านการออกแบบระบบพลังงานไฟฟ้าผสมผสานแสงอาทิตย์และลม จากศูนย์ Center for the Commercialization of Electric Technologies (CCET) โดยได้รับเงินรางวัล $ 2,000.00 พร้อมโล่เกียรติยศ

    ความสนใจศึกษาเรื่องเทคโนโลยีพลังงานของ ดร. สุรัสวดี เริ่มต้นจากประสบการณ์โดยตรงที่ได้รับจากนวัตกรรมใกล้ตัว ระหว่างการศึกษาอยู่ในสหรัฐอเมริกา คือ เครือข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ เช่น ในเมืองดัลลัส ชิคาโก หรือ นิวยอร์ก แม้ว่า อาคาร บ้านเรือน และประชากรจะมีความหนาแน่นมาก จนแทบจะไม่สามารถสร้างอาคารใหม่ได้ แต่อาคารที่มีอยู่เดิมนั้น ได้รับการปรับปรุงให้มีฟังก์ชั่นการผลิตพลังงานไฟฟ้าและใช้นวัตกรรมการประหยัดพลังงานใหม่ๆ อยู่เสมอ เริ่มตั้งแต่ต้นสายการผลิตไฟฟ้า การเชื่อมต่อระหว่างผู้ให้บริการและผู้ใช้ ไปจนถึงการส่งจ่ายพลังงานที่ผู้ใช้สามารถตรวจสอบได้ เช่น ผลการทดลองบางพื้นที่ในเมืองชิคาโก้ ได้ถูกประมวลไว้เป็นภาพกราฟิกซึ่งแทนการใช้พลังงานด้วยสีแดง (ใช้มาก) สีส้ม (ปานกลาง) ไปจนถึงสีเขียว (ประหยัดพลังงานได้มากที่สุด)

    ในส่วนของประเทศไทยยังคงมีระบบส่งจ่ายไฟฟ้าแบบล้าหลัง ใช้เทคโนโลยีดั้งเดิมนับตั้งแต่มีการส่งจ่ายกำลังไฟฟ้าครั้งแรกเมื่อประมาณ 125 ปีก่อน ซึ่งเป็นรูปแบบการส่งจ่ายกำลังไฟฟ้าแบบสื่อสารทางเดียว คือ จากระบบผลิตกำลังไฟฟ้า จ่ายกำลังไฟฟ้าไปยังครัวเรือน ทำให้เกิดความสูญเสียขึ้นในระบบไฟฟ้าเป็นอย่างมาก ขาดระบบการบริหารการจัดการระหว่างปริมาณการผลิตไฟฟ้าที่เหมาะสมทั้งจากด้านผู้ผลิต (Supply side) และปริมาณความต้องการไฟฟ้าด้านผู้ใช้ไฟ (Demand side) ขาดระบบรองรับการจัดเก็บพลังงานในอุตสาหกรรมการผลิตไฟ จึงไม่สามารถจัดสรรพลังงานทดแทนเข้ามาใช้ในระบบในช่วงเวลาที่มีความต้องการใช้ไฟฟ้าสูง ตลอดจนการจัดเก็บค่าไฟฟ้ายังคงอาศัยพนักงานออกไปทำหน้าที่จัดเก็บ ฯลฯ

    ดังนั้น ในปีแรกหลังสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาเอก ดร. สุรัสวดี ได้เริ่มต้นงานวิจัยชิ้นแรกจากสิ่งใกล้ตัวคือกลุ่มผู้ใช้ไฟฟ้าครัวเรือน ซึ่งในประเทศไทยผู้ใช้ไฟมิได้คำนึงถึงความจำเป็น แต่คำนึงถึงความสะดวกสบายเป็นหลัก โดยอุปกรณ์ไฟฟ้าต่างๆ ในบ้าน อาจจะใช้พลังงานสูงโดยที่ผู้ใช้ไม่รู้ตัว ตลอดจนระบบการชำระค่าไฟฟ้าเป็นแบบใช้ไฟก่อนแล้วจึงชำระค่าไฟฟ้าภายหลัง ซึ่งผู้ใช้ไฟไม่สามารถตรวจสอบยอดค่าใช้ไฟฟ้าระหว่างเดือนได้ จึงสนใจศึกษาการออกแบบประยุกต์ใช้ฟังก์ชันการทำงานของมิเตอร์อัจฉริยะ(Smart Meter) ที่เหมาะสมและสอดคล้องกับบริบทของโครงข่ายไฟฟ้าที่มีอยู่ในประเทศไทย เทคโนโลยีจอแสดงข้อมูลการใช้พลังงานในบ้านด้วยระบบไร้สาย (Wireless In-home Display Unit : IHD) ตลอดจนออกแบบระบบบริหารการใช้พลังงานอย่างชาญฉลาดแบบอัติโนมัติ

    หากการศึกษาและดำเนินการสำเร็จดังที่ ดร.สุรัสวดี กุลบุญ ก่อเกื้อ ได้วางแผนไว้ คาดว่า ภายใน 10 ปี มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์จะเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้และวิจัยเทคโนโลยีพลังงานไฟฟ้าอัจฉริยะ ที่มีระบบการเชื่อมต่อโครงข่ายภายในแบบอัจฉริยะ มีระบบตรวจสอบและบริหารการใช้พลังงานอย่างชาญฉลาด อีกทั้งสามารถรองรับการผลิตพลังงานทดแทนตามที่มหาวิทยาลัยมีศักยภาพ เช่น แสงแดด ชีวมวล ลม ถึงตอนนั้นเราอาจจะได้เห็น WU Near-Zero Energy University ก็เป็นได้

  • รองศาสตราจารย์ ดร. วาริน อินทนา สำนักวิชาเทคโนโลยีการเกษตร

    รองศาสตราจารย์ ดร. วาริน อินทนา สำนักวิชาเทคโนโลยีการเกษตร

    รองศาสตราจารย์ ดร. วาริน อินทนา อาจารย์ประจำสำนักวิชาเทคโนโลยีการเกษตร และหัวหน้าหน่วยวิจัยไม้ผลเขตร้อน มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ นักวิจัยที่มีความมุ่งมั่นตั้งใจในการพัฒนาศักยภาพการผลิตพืชของประเทศไทย โดยมุ่งเน้น “การผลิตพืชด้วยต้นทุนต่ำและมีความปลอดภัยต่อผู้บริโภค” เพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขันด้านการส่งออกสินค้าเกษตรที่มีคุณภาพของประเทศ

    รองศาสตราจารย์ ดร.วาริน เป็นคนจังหวัดอุบลราชธานี จบการศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนต้น จากโรงเรียนนาส่วงวิทยา มัธยมศึกษาตอนปลาย จากโรงเรียนวิจิตราพิทยา จังหวัดอุบลราชธานี ด้วยความที่เป็นลูกชาวนาจึงตั้งใจแน่วแน่ว่า จะศึกษาทางด้านเกษตร โดยมีความเชื่อมั่นเสมอว่า “ในทุกๆวันมนุษย์ทุกคนจะดำรงชีวิตอยู่ได้ต้องพึ่งพาอาหารและปัจจัย 4 อื่นๆ ที่เป็นผลิตผลจากการเกษตรทั้งสิ้น” จึงได้เข้าศึกษาในคณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ทั้งระดับปริญญาตรี โทและเอก โดยได้รับทุนโครงการปริญญาเอกกาญจนาภิเษก (คปก.) และทุนวิจัยองค์ความรู้ใหม่ในการสร้างนักวิจัยระดับปริญญาเอก (วปก.) จากสำนักงานกองทุนสนับสนุนงานวิจัย (สกว.)

    เมื่อจบการศึกษาได้ทำงานเป็นอาจารย์ประจำสำนักวิชาเทคโนโลยีการเกษตร มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ สอนวิชาทางด้านโรคพืชทั้งระดับปริญญาตรีและบัณฑิตศึกษาตามอุดมการณ์ที่ตั้งไว้ พร้อมทั้งมุ่งมั่นทำงานวิจัยทางด้านการเกษตรที่เกี่ยวข้องกับโรคพืชตามสาขาวิชาที่จบการศึกษาและมีความเชี่ยวชาญ โดยได้ยึดตามคำสอนของ รองศาสตราจารย์ ดร.จิระเดช แจ่มสว่าง อาจารย์ที่ปรึกษาที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ที่พูดเสมอว่า “ความสุขและภูมิใจที่สุดของชีวิตการทำงานของเรา ไม่ใช่การได้รับตำแหน่งสูงแล้วหลบหลีกงานเพื่อให้ตนเองได้อยู่อย่างสบายไปวันๆ แต่เป็นการทุ่มเททำงานจนเกิดประโยชน์สูงสุดแก่หน่วยงานและสังคมต่างหาก”

    รองศาสตราจารย์ ดร.วาริน จึงได้ทุ่มเทเวลาให้กับงานสอนและงานวิจัย ทั้งในฐานะอาจารย์ทางด้านโรคพืชและหัวหน้าหน่วยวิจัยไม้ผลเขตร้อน โดยมีงานวิจัยกว่า 18 โครงการ ที่ดำเนินการทั้งที่เป็นหัวหน้าโครงการวิจัยและผู้ร่วมโครงการ ซึ่งเป็นงานวิจัยที่ได้รับงบประมาณสนับสนุนเป็นเงินทุนกว่า 14 ล้านบาท จากหน่วยงานต่างๆ อาทิเช่น สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ศูนย์ชีวินทรีย์แห่งชาติ เป็นต้น ทำให้มีผลงานวิจัยที่ได้รับการเผยแพร่ทั้งระดับชาติและนานาชาติกว่า 25 เรื่อง อย่างเช่น การวิจัย ประสิทธิภาพของเชื้อจุลินทรีย์และสารสกัดในการส่งเสริมการเจริญเติบโตของข้าวอินทรีย์, รวบรวม คัดเลือกและพัฒนารูปแบบเชื้อจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ในท้องถิ่นเพื่อใช้ในการผลิตพืชในระบบเกษตรอินทรีย์, การควบคุมโรครากและโคนเน่าของส้มโอที่เกิดจากเชื้อรา Phytophthora spp. โดยชีววิธี และการคัดเลือก จำแนกและพัฒนาเชื้อจุลินทรีย์ท้องถิ่นเพื่อควบคุมโรคกาบใบเน่า การจัดการก่อนและหลังการเก็บเกี่ยวและการขนส่งเงาะทางเรือเพื่อการส่งออก เป็นต้น

    อย่างไรก็ตาม เป้าหมายการเป็นนักวิจัยของ รองศาสตราจารย์ ดร. วาริน ไม่ได้จำกัดเฉพาะการทำวิจัยและสร้างสรรค์ผลงานวิจัยเท่านั้น ยังมุ่งเน้นการสร้างประโยชน์โดยตรงต่อเกษตรกรซึ่งเป็นกำลังผลิตทางด้านการเกษตรที่สำคัญของประเทศ โดยได้ลงพื้นที่เพื่อเข้าถึงเกษตรกร เฉพาะอย่างยิ่งพื้นที่การเกษตรจังหวัดนครศรีธรรมราชและจังหวัดใกล้เคียง โดยจัดอบรมเชิงปฏิบัติการเพื่อถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตพืชต้นทุนต่ำและมีความปลอดภัยแก่เกษตรกรและผู้สนใจกว่า 30 ครั้ง มีเกษตรกรเข้าร่วมกว่า 1,000 คน เช่น การถ่ายทอดเทคโนโลยีที่ประหยัดและสะดวกในการขยายเชื้อราไตรโคเดอร์มาสายพันธุ์ที่มีประสิทธิภาพสูงเพื่อใช้ควบคุมโรครากเน่าโคนเน่าของทุเรียน การถ่ายทอดเทคโนโลยีที่สะดวกและประหยัดในการขยายเชื้อรา Trichoderma harzianum สายพันธุ์ที่มีประสิทธิภาพสูงเพื่อใช้ควบคุมโรคพืช ทั้งยังเผยแพร่วิธีการฟื้นฟูต้นยางพาราหลังน้ำท่วมใหญ่ในภาคใต้ช่วงเดือนมีนาคม 2554 ซึ่งทำให้เกิดความเสียหายต่อยางพาราซึ่งเป็นไม้เศรษฐกิจของภาคใต้ทางสื่อสิ่งพิมพ์อีกด้วย

    รองศาสตราจารย์ ดร. วาริน เล่าในตอนท้ายว่า สิ่งที่สร้างความภาคภูมิใจแก่ตนเอง คือ การได้เข้าเฝ้ากราบบังคมทูลถวายรายงานการวิจัยแด่สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี และการค้นพบเชื้อรา Trichoderma harzianum สายพันธุ์ท้องถิ่นภาคใต้ที่มีประสิทธิภาพในการควบคุมโรคพืช ได้ดีไม่ด้อยกว่าสายพันธุ์การค้าในปัจจุบัน รวมถึงการได้มีโอกาสร่วมแก้ปัญหาการเกษตรกับเกษตรกรในพื้นที่ต่างๆ เพราะตระหนักอยู่เสมอว่า “งานวิจัยที่ทำนั้นนอกจากจะสามารถสร้างสรรค์ผลงานในระดับชาติหรือนานาชาติแล้ว ยังต้องสามารถนำมาใช้ประโยชน์อย่างแท้จริงต่อเกษตรกรไทยและผู้ที่สนใจได้”

  • ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.หมุดตอเล็บ หนิสอ สำนักวิชาวิทยาศาสตร์

    ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.หมุดตอเล็บ หนิสอ สำนักวิชาวิทยาศาสตร์

    ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.หมุดตอเล็บ หนิสอ คณบดีและอาจารย์ประจำสำนักวิชาวิทยาศาสตร์ ประสบความสำเร็จในการพัฒนาเทคโนโลยีไมโครเวฟในเชิงฟิสิกส์และวิศวกรรม ทำให้สามารถควบคุมการทำงานของแมกนีตรอนเพื่อใช้ในการอบแห้งและการให้ความร้อนกับวัสดุได้เป็นกลุ่มแรกของประเทศไทย ผลงานวิจัยดังกล่าวได้รับการยอมรับทั้งจากภาคเอกชนและนักวิชาการจากมหาวิทยาลัยต่างๆ ได้รับอนุสิทธิบัตร “เครื่องให้ความร้อนเมลามีนด้วยคลื่นไมโครเวฟ” และได้ยื่นจดสิทธิบัตร 1 เรื่อง อนุสิทธิบัตร 2 เรื่อง

    จากผลงานวิจัยทางด้านเทคโนโลยีไมโครเวฟของผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.หมุดตอเล็บ ได้นำไปสู่การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตของธุรกิจ SMEs ไทย โดยมีผู้ประกอบการหลายแห่งได้นำเครื่องอบไมโครเวฟไปเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิตและสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันโดยลดการพึ่งพาเครื่องจักรจากต่างประเทศ เช่น เครื่องอบแห้งข้าวพองของกลุ่มแม่บ้านข้าวพองแม่บุญจิต และเครื่องอบแห้งสมุนไพรเพื่อผลิตผงนัวส์ จังหวัดนครศรีธรรมราช ขนมกะหรี่ปั๊บนมสดบ้านครูยุ จังหวัดราชบุรี เป็นต้น

    ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.หมุดตอเล็บ หนิสอ เป็นนักเรียนทุนโครงการพัฒนาและส่งเสริมผู้มีความสามารถพิเศษทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (โครงการ พสวท.) จบการศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนปลายจากโรงเรียนมหาวชิราวุธ จังหวัดสงขลา จบการศึกษาระดับปริญญาตรี สาขาวิชาฟิสิกส์ เกียรตินิยมอันดับสอง จากมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ จากนั้น ได้รับทุน Monbusho ของรัฐบาลญี่ปุ่น และทุนโครงการ พสวท. ไปศึกษาต่อที่มหาวิทยาลัยนาโงยา ประเทศญี่ปุ่น จนจบปริญญาโทและปริญญาเอกด้านพลาสมาฟิสิกส์

    ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.หมุดตอเล็บ ทำหน้าที่สอนรายวิชาต่างๆ ด้านฟิสิกส์ในระดับปริญญาตรี รวมทั้งเป็นประธานกรรมการหลักสูตรบัณฑิตศึกษาสาขาวิชาฟิสิกส์ สอนและควบคุมวิทยานิพนธ์ของนักศึกษาบัณฑิตศึกษา นอกจากนี้ยังได้ปฏิบัติงานด้านบริการวิชาการ เช่น การสอนนักเรียนฟิสิกส์โอลิมปิก เป็นนักวิทยาศาสตร์พี่เลี้ยงของนักเรียนในโครงการพัฒนาอัจฉริยภาพทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีสำหรับเด็กและเยาวชน (JSTP) การถ่ายทอดเทคโนโลยีทางด้านคลื่นวิทยุ คลื่นไมโครเวฟ และพลาสมาให้กับนักวิจัยในสถาบันต่างๆ ชุมชน และภาคเอกชน เป็นต้น

    ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.หมุดตอเล็บ ได้เริ่มงานวิจัยโดยได้รับทุนสนับสนุนการวิจัยจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว) เพื่อสร้างเทคโนโลยีไอออนบีมสำหรับการผลิตโซลาร์เซลล์ประสิทธิภาพสูง จากการดำเนินการวิจัยและพัฒนาผลงานทางวิชาการอย่างต่อเนื่อง จึงได้รับทุนสนับสนุนจาก Thailand Center of Excellence in Physics (ThEP) หรือศูนย์ความเป็นเลิศด้านฟิสิกส์และสถาบันวิจัยพัฒนา มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ จัดตั้งหน่วยวิจัยความเป็นเลิศพลาสมาประยุกต์เพื่อการกสิกรรมขึ้นในปี 2551 เพื่อทำวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีพลาสมา และเทคโนโลยีคลื่นไมโครเวฟ สำหรับประยุกต์ใช้ด้านการเกษตรที่จะยกระดับมาตรฐานและประสิทธิภาพการผลิตของอุตสาหกรรมการเกษตรของไทยเพื่อการแข่งขันในระดับนานาชาติ

    นอกจากนี้ ยังได้รับทุนวิจัยจากหน่วยงานต่าง ๆ เช่น สำนักงานคณะกรรมการอุดมศึกษา (สกอ.) มูลนิธิโทเร กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (พพ.) กระทรวงพลังงาน ศูนย์ปฏิบัติการวิจัยเครื่องกำเนิดแสงซินโครตรอนแห่งชาติ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) สภาวิจัยแห่งชาติ (วช.) บริษัทแพลนคลีเอชั่น บริษัทแฮนด์ฮาร์เวสต์ บริษัทสงขลาแคนนิ่ง และบริษัทไทรอัมพ์เอ็นจิเนียริ่ง จำกัด ทำให้สามารถประยุกต์ใช้ความรู้ทางพลาสมาฟิสิกส์ศึกษาวิจัยในเรื่องต่างๆ เช่น การพัฒนาเครื่องกำเนิดโอโซนความเข้มสูงโดยใช้เทคโนโลยีพลาสมาสำหรับการยืดอายุการเก็บรักษาเงาะ ทุเรียนและพืชผักและการบำบัดน้ำเสีย การพัฒนาแบบจำลองทางคณิตศาสตร์เพื่ออธิบายการดูดกลืนคลื่นวิทยุของตัวอ่อนแมลงในผลเงาะ การพัฒนาเทคโนโลยีไมโครเวฟเพื่อการอบแห้งผลผลิตทางการเกษตร การพัฒนาเทคโนโลยีคลื่นวิทยุกำลังสูงเพื่อการกำเนิดแสงซินโครตรอน การพัฒนาไอออนบีมความหนาแน่นและความคมสูงของอะตอมธาตุชนิดต่างๆ และการกำเนิดพลาสมาเย็นที่ความดันบรรยากาศเพื่อการประยุกต์ทางการเกษตรและทางการแพทย์ในการทำความสอาดแบบไม่ทำลาย เป็นต้น

    ตลอดระยะเวลา 10 ปี ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.หมุดตอเล็บ ได้ตีพิมพ์บทความวิจัยทั้งระดับนานาชาติและระดับชาติรวม 18 บทความ ได้นำเสนอผลงานวิจัยในที่ประชุมวิชาการทั้งในและต่างประเทศจำนวน 62 บทความ ที่สำคัญได้พัฒนาเทคโนโลยีไมโครเวฟในเชิงฟิสิกส์และวิศวกรรม ทำให้สามารถควบคุมการทำงานของแมกนีตรอนเพื่อใช้ในการอบแห้งและการให้ความร้อนกับวัสดุได้เป็นกลุ่มแรกของประเทศไทย โดยได้รับอนุสิทธิบัตร “เครื่องให้ความร้อนเมลามีนด้วยคลื่นไมโครเวฟ” ยื่นจดอนุสิทธิบัตร 2 เรื่อง คือ “เครื่องให้ความร้อนวัสดุผสมยางก่อนขึ้นรูปด้วยคลื่นไมโครเวฟ” และ “เครื่องอบแห่งลูกเดือยสำหรับแปรรูปด้วยคลื่นไมโครเวฟ” และยื่นจดสิทธิบัตร “เครื่องอบรังนกแอ่นด้วยคลื่นไมโครเวฟที่ความดันต่ำ” รวมทั้งได้ถ่ายทอดเทคโนโลยีเพื่อการผลิตในเชิงพาณิชย์ให้กับบริษัทเอกชนอีกด้วย จึงได้รับการประกาศเกียรติคุณรางวัลอาจารย์ดีเด่นด้านการวิจัย ประจำปีการศึกษา 2550 เข้ารับพระราชทานโล่จากสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี ในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรแก่ผู้สำเร็จการศึกษา ประจำปีการศึกษา 2550

    ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.หมุดตอเล็บ ยังคงมุ่งมั่นที่จะพัฒนาเทคโนโลยีไมโครเวฟให้ได้มาตรฐานในระดับนานาชาติ เพื่อนำมาใช้ประดิษฐ์เครื่องมือที่มีต้นทุนต่ำ สำหรับพัฒนาผลผลิตทางการเกษตรแทนการพึ่งพาเทคโนโลยีจากต่างประเทศแต่เพียงอย่างเดียว

  • ดร.วัณณสาส์น นุ่นสุข สำนักวิชาศิลปศาสตร์

    ดร.วัณณสาส์น นุ่นสุข สำนักวิชาศิลปศาสตร์

    ดร.วัณณสาส์น นุ่นสุข อาจารย์ใหม่สำนักวิชาศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ จบการศึกษาระดับปริญญาเอกด้านโบราณคดี จาก Cornell University ผู้มีความมุ่งมั่นศึกษาเรียนรู้และวิจัยเกี่ยวกับมรดกทางโบราณคดีของคาบสมุทรสยาม โดยในขั้นต้นเน้นศึกษาเรื่อง “รัฐตามพรลิงค์” ภายใต้โครงการโบราณคดีคาบสมุทรสยาม (The Archaeology of Peninsular Siam Project) และได้เป็นหนึ่งในคณะทำงานของจังหวัดเพื่อขึ้นทะเบียนพระบรมธาตุเจดีย์นครศรีธรรมราชเป็นมรดกโลก

    ดร.วัณณสาส์น เป็นคนจังหวัดนครศรีธรรมราชโดยกำเนิด คลุกคลีอยู่กับแหล่งโบราณคดีต่างๆ ในพื้นที่ภาคใต้ตั้งแต่เด็ก ด้วยเหตุที่คุณพ่อ รองศาสตราจารย์ ดร. ปรีชา นุ่นสุข เป็นผู้เชี่ยวชาญทางด้านประวัติศาสตร์โบราณคดี จึงได้นำบุตรชายท่องเที่ยวไปยังแหล่งโบราณคดีที่ท่านค้นคว้าวิจัย ทำให้เด็กชายวัณณสาส์นซึมซับและให้ความสนใจกับการศึกษาโบราณคดีของภาคใต้โดยไม่รู้ตัว ในระหว่างที่ศึกษาอยู่ที่โรงเรียนกัลยาณีศรีธรรมราช ได้สอบเทียบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 และเข้าศึกษาต่อระดับปริญญาตรีในคณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร สำเร็จการศึกษาด้วยเกียรตินิยม อันดับ 1 จากนั้น ได้รับพระราชทานทุนอานันทมหิดล แผนกอักษรศาสตร์ ไปศึกษาต่อทางด้านมานุษยวิทยาและโบราณคดีในระดับปริญญาโท ที่ University of Hawaii และในระดับปริญญาเอกที่ Cornell University ประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งมีชื่อเสียงทางด้าน Southeast Asian Studies โดยมี Professor Stanley J. O’Connor ผู้เชี่ยวชาญด้านประวัติศาสตร์ศิลปะและโบราณคดีในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเฉพาะในภาคใต้ของไทย เป็นที่ปรึกษา

    ความสนใจที่จะศึกษาเรื่องราวของอาณาจักรตามพรลิงค์และนครศรีธรรมราชก่อนพุทธศตวรรษที่ 18 เริ่มตั้งแต่ปี 2552 ในช่วงที่กลับมาทำงานภาคสนามอย่างเข้มข้นในนครศรีธรรมราช ซึ่งเป็นตัวจุดประกายความคิด เนื่องจากการศึกษาค้นคว้าทางด้านนี้มีน้อยมาก และยังไม่มีใครทำ แต่ปรากฏหลักฐานทางโบราณคดีมากมายในคาบสมุทรสยาม ซึ่งหมายถึงภาคใต้ของไทยที่มีลักษณะเฉพาะเพราะเป็นประตูสู่มหาสมุทรทั้งสองด้าน ถือเป็นเส้นทางออกสู่สังคมภายนอก ทำให้เป็นศูนย์กลางทางการค้าขายและการเดินทางของกลุ่มคนต่างๆ รวมทั้งพระสงฆ์และพราหมณ์ ดินแดนแห่งนี้จึงมีการผสมผสานทางด้านสังคมและวัฒนธรรม ร่องรอยมรดกวัฒนธรรมในอดีตจึงมีให้เห็นอยู่มากมาย ที่สำคัญภาคใต้มีรัฐโบราณที่ชื่อ “ตามพรลิงค์” ซึ่งเป็นรัฐที่มีความโดดเด่นที่สุดแห่งหนึ่ง ได้รับการอ้างอิงในเอกสารของจีน อินเดียและลังกา ว่า เป็นรัฐที่รุ่งเรืองทางด้านการค้ามาก แต่ที่อ้างถึงเป็นช่วงพุทธศตวรรษที่ 18 เป็นต้นไป ซึ่งเป็นรัฐเดียวในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ไปมีเมืองขึ้นในเอเชียใต้ได้ จึงมีความสนใจที่จะค้นหาความเป็นมาของรัฐนี้ตั้งแต่ก่อนพุทธศตวรรษที่ 18 เนื่องจากมีหลักฐานทางโบราณคดีจำนวนมาก เช่น แหล่งโบราณคดีและศาสนสถาน และโบราณวัตถุชิ้นสำคัญ เช่น กลองมโหระทึก ซึ่งในคาบสมุทรนี้พบมากที่สุดในจังหวัดนครศรีธรรมราช

    ดังนั้น เมื่อกลับไปเขียนวิทยานิพนธ์ต่อที่ Cornell University จึงคิดเรื่องนี้อย่างจริงจังและจัดทำเป็นโครงการระยะยาวเพื่อศึกษาด้านโบราณคดีในคาบสมุทรสยาม ทำให้เกิดเป็นโครงการคาบสมุทรสยาม (The Archaeology of Peninsular Siam Project) โดยในเบื้องต้นเป็นความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ ผ่านสำนักวิชาศิลปศาตร์ ซึ่งเป็นหน่วยงานหลักของโครงการนี้ ร่วมกับโปรแกรมเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และโปรแกรมโบราณคดีของมหาวิทยาลัยคอร์แนล (Southeast Asia and Archaeology Programs of Cornell University) ศูนย์นาลันทา-ศรีวิชัยของสถาบันเอเชียศึกษาประเทศสิงคโปร์ (The Nalanda-Sriwijaya Centre) และสำนักฝรั่งเศสแห่งปลายบูรพทิศ (L’Ecole Francaise Extreme Orient) ซึ่งในอนาคตจะขยายเครือข่ายไปสู่อีกหลายสถาบัน โครงการนี้มีภารกิจหลักสี่ด้าน ประกอบด้วยการวิจัยทางโบราณคดีในภาคใต้ของประเทศไทย การส่งเสริมการตีพิมพ์หนังสือและบทความทางวิชาการที่เกี่ยวข้อง การส่งเสริมการเรียนการสอนทางโบราณคดี และการส่งเสริมการอนุรักษ์มรดกทางโบราณคดี

    ทั้งนี้ องค์กรในต่างประเทศจะให้ความร่วมมือทางด้านการพัฒนาองค์ความรู้ และการแลกเปลี่ยนผู้เชี่ยวชาญและนักศึกษาเพื่อการเรียนรู้ระหว่างกัน ในส่วนของมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ ดร.วัณณสาส์น ในฐานะผู้อำนวยการโครงการ จะทำหน้าเป็นนักวิจัยหลักและหาเงินทุนเพื่อนำมาสนับสนุนกิจกรรมด้านต่างๆ ของโครงการจากหน่วยงานต่างๆ ในประเทศไทย อาทิเช่น สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) และ สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) รวมทั้งงบสนับสนุนการวิจัยจากมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ ในอนาคตหากงานวิจัยประสบผลสำเร็จเป็นอย่างดีอาจจะของบสนับสนุนจากองค์กรในต่างประเทศด้วยก็เป็นได้

    ขณะเดียวกัน โครงการโบราณคดีคาบสมุทรสยาม ยังมีเป้าหมายที่จะเป็นรากฐานให้อุทยานการศึกษาโบราณคดี ของมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ เพื่อดำเนินการด้านงานวิจัยและการศึกษาทางโบราณคดี หรืออาจจะนำไปสู่การก่อตั้งพิพิธภัณฑ์ของมหาวิทยาลัย (University Museum) โดยรวบรวมโบราณวัตถุที่ได้มาจากการทำงานภาคสนามของโครงการ หนังสือ และจัดทำฐานข้อมูลแหล่งโบราณคดีภาคใต้ เพื่อการศึกษาทางด้านนี้ ซึ่งในขณะนี้ ดร.วัณณสาส์น ได้ดำเนินการขอทำข้อตกลงความร่วมมือระยะยาวกับกรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม เพื่อช่วยกันพัฒนาการวิจัยทางโบราณคดีในภาคใต้ของไทย

    หากการดำเนินการเป็นไปตามเป้าหมายที่ ดร.วัณณสาส์น นุ่นสุข ได้วางไว้ คาดว่า ภายใน 10 ปี มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์จะเป็น “ศูนย์กลางการเรียนรู้และวิจัยทางโบราณคดีของคาบสมุทรสยาม” แห่งเดียวที่มีข้อมูลทางด้านโบราณคดีของภาคใต้ที่สมบูรณ์มากที่สุด

  • รองศาสตราจารย์ ดร.จิตรบรรจง ตั้งปอง สำนักวิชาสหเวชศาสตร์และสาธารณสุขศาสตร์

    รองศาสตราจารย์ ดร.จิตรบรรจง ตั้งปอง สำนักวิชาสหเวชศาสตร์และสาธารณสุขศาสตร์

    รองศาสตราจารย์ ดร.จิตรบรรจง ตั้งปอง สำนักวิชาสหเวชศาสตร์และสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ อาจารย์และนักวิจัยผู้มุ่งมั่นผลิตผลงานวิจัยที่มีคุณภาพ โดยมีผลงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับอนุมูลอิสระที่มีผลต่อการทำลายและการตายของเซลล์ระบบประสาทสมองเสื่อมที่มีผลกระทบจากการใช้เคมีบำบัดในการรักษาโรคมะเร็ง พิษจากการได้รับสารตะกั่วและโรคเบาหวานซึ่งเป็นโรคที่เป็นปัญหาสุขภาพสำคัญของประชากรไทยในปัจจุบัน ดังจะเห็นได้จากอุบัติการณ์ของโรคประสาทสมองเสื่อม โรคอัลไซเมอร์ ที่พบสูงขึ้นในผู้สูงอายุและส่งผลกระทบถึงปัญหาทางด้านสุขภาพ สังคมและเศรษฐกิจของประเทศ

    รองศาสตราจารย์ ดร.จิตรบรรจง ตั้งปอง เป็นคนจังหวัดนครราชสีมา จบการศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย จากโรงเรียนสุนารีวิทยา ปริญญาตรีสาขาเทคนิคการแพทย์ จากมหาวิทยาลัยขอนแก่น ปริญญาโทสาขาชีวเคมี จากคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล และปริญญาเอกสาขาชีวเวชศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ โดยได้มีโอกาสในการศึกษาวิจัยวิทยานิพนธ์ระดับปริญญาเอก ณ มหาวิทยาลัย Kentucky ประเทศสหรัฐอเมริกา และได้รับทุนโครงการแลกเปลี่ยนนักศึกษาและบุคลากรของสถาบันอุดมศึกษาในภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก (UMAP) เพื่อศึกษาวิจัย ณ ประเทศญี่ปุ่น

    จากความมุ่งมั่นในการผลิตผลงานวิจัยที่มีคุณภาพ ทำให้ประสบความสำเร็จด้านการวิจัยและการนำเสนอผลงานวิจัยทั้งในที่ประชุมวิชาการระดับชาติและนานาชาติ จนมีบทความตีพิมพ์ในวารสารระดับนานาชาติตามฐานข้อมูลระดับสากล ISI จำนวน Citation สูงสุดถึง 48 ครั้ง ในระหว่างปี 2551 – 2555 เรื่อง A Neuronal Model of Alzheimer’s Disease : An Insight into the Mechanisms of Oxidative Stress-Mediated Mitochondrial Injury จาก Neuroscience และมีผลงานวิจัยที่ได้รางวัล อาทิเช่น รางวัล Travel award for young investigator เรื่อง “Xanthone Prevents Doxorubicin-Induced Oxidative Damage and Central Nervous System Injury” จาก University of Kentucky ประเทศสหรัฐอเมริกา รางวัล The best poster presentation award “Anti-oxidant activities of the Thunbergia laurifolia Linn. extract against lead-induced neurotoxicity” จากการประชุมนานาชาติ Cadmium in food and human health & technology for environmental restoration and rehabilitation รางวัล SFRBM’s Travel Award จากการประชุมประจำปี ของ Society Free Radical Biology and Medicine ครั้งที่ 11 ประเทศสหรัฐอเมริกา เป็นต้น

    นอกจากการทำงานด้านการวิจัย รองศาสตราจารย์ ดร.จิตรบรรจง ตั้งปอง ยังเป็นผู้ที่มีความทุ่มเท พัฒนาหลักสูตรและการเรียนการสอน โดยการถ่ายทอดความรู้ ประสบการณ์ตรงจากการทำงานทางด้านวิชาชีพเทคนิคการแพทย์และด้านสุขภาพแก่ศิษย์อย่างเต็มกำลังความสามารถ จึงได้รับการประกาศเกียรติคุณรางวัลอาจารย์ดีเด่นด้านความเป็นครู ประจำปีการศึกษา 2552 เข้ารับพระราชทานโล่จากสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี ในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรแก่ผู้สำเร็จการศึกษา ประจำปีการศึกษา 2552 รวมทั้งได้นำความรู้และประสบการณ์ในฐานะนักเทคนิคการแพทย์มาเขียนเป็นหนังสือ “หลักการและเทคนิคทางห้องปฏิบัติการคลินิก” สำหรับนักศึกษาเทคนิคการแพทย์ นักศึกษาด้านวิทยาศาสตร์สุขภาพ นักเทคนิคการแพทย์ พยาบาล ได้เป็นแหล่งศึกษาเรียนรู้อีกด้วย

    รองศาสตราจารย์ ดร.จิตรบรรจง ตั้งปอง ยังพัฒนางานวิจัยอย่างต่อเนื่องโดยได้รับทุนวิจัยจากสำนักงานสนับสนุนการวิจัย (สกว.) และสภาวิจัยแห่งชาติ รวมทั้งการพัฒนาบัณฑิตศึกษาภายใต้โครงการปริญญาเอกกาญจนาภิเษก สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) โดยมีเป้าหมายหลัก คือการศึกษาวิจัยเพื่อนำองค์ความรู้ที่ได้ไปใช้ในการแก้ปัญหาด้านสุขภาพของประชาชน

  • รองศาสตราจารย์ ดร. ชิตณรงค์ ศิริสถิตย์กุล สำนักวิชาวิทยาศาสตร์

    รองศาสตราจารย์ ดร. ชิตณรงค์ ศิริสถิตย์กุล สำนักวิชาวิทยาศาสตร์

    รองศาสตราจารย์ ดร.ชิตณรงค์ ศิริสถิตย์กุล อาจารย์มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ เป็นนักวิจัย ผู้มีความมุ่งมั่นตั้งใจในการผลิตผลงานวิจัยทางด้านอนุภาคแม่เหล็กนาโน ฟิล์มบางแม่เหล็ก และวัสดุคอมโพสิตแม่เหล็ก ให้มีมาตรฐานเผยแพร่ในระดับนานาชาติ เพื่อเพิ่มดัชนีความสามารถในการแข่งขันของประเทศ และตั้งเป้าหมายให้จำนวนบทความวิจัยต่อจำนวนอาจารย์มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์อยู่ในระดับสากล

    รองศาสตราจารย์ ดร.ชิตณรงค์ เป็นคนจังหวัดสงขลา จบการศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนต้น จากโรงเรียนมหาวชิราวุธ มัธยมศึกษาตอนปลาย จากโรงเรียนหาดใหญ่วิทยาลัย ปริญญาตรีจากมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตหาดใหญ่ และปริญญาเอก จากมหาวิทยาลัยอ๊อกซ์ฟอร์ด ประเทศสหราชอาณาจักร โดยได้รับทุนโครงการพัฒนาและส่งเสริมผู้มีความสามารถพิเศษทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (พสวท.) ตั้งแต่ชันมัธยมศึกษาปีที่ 4 ถึงระดับปริญญาเอก

    จากความตั้งใจที่จะเป็นนักวิทยาศาสตร์ตั้งแต่เรียนอยู่ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 จึงสนใจที่จะศึกษาทางด้านวิทยาศาสตร์โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในสาขาฟิสิกส์ และจบการศึกษาทางด้านนี้ตั้งแต่ระดับปริญญาตรีถึงปริญญาเอก โดยผลงานวิจัยกว่า 30 เรื่อง ได้รับแรงบันดาลใจและแนวคิดจากการอ่านบทความวิจัยในวารสารวิชาการที่หลากหลาย ทำให้มีความรู้และมุมมองทางวิชาการที่ใหม่อยู่เสมอ ขณะเดียวกันก็ดูตัวอย่างจากบุคคลทุกอาชีพที่รักษาหน้าที่ ทำงานด้วยความมุ่งมั่น รวมทั้งจากภาพยนตร์ แล้วปรับมาใช้กับตนเองในฐานะของอาจารย์มหาวิทยาลัยที่ต้องทำวิจัยควบคู่ไปกับการสอนนักศึกษาด้วย

    แนวทางในการทำงานด้านการวิจัย/การเรียนการสอน รองศาสตราจารย์ ดร.ชิตณรงค์ เล่าให้ฟังว่า เป็นคนใช้ชีวิตให้เรียบง่าย แต่ใช้ความคิดให้ซับซ้อน ทำงานด้วยความมุ่งมั่นและความรับผิดชอบสูง โดยใช้ทรัพยากรและงบประมาณให้น้อย แสวงหาผลประโยชน์แค่เพียงพอ แต่ไม่หยุดแสวงหาทางแก้ปัญหาและพัฒนางาน ซึ่งนับตั้งแต่เริ่มทำงานในฐานะอาจารย์มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ ตั้งแต่ปี 2543 จนถึงปัจจุบัน ได้สอนวิชาฟิสิกส์พื้นฐานให้กับนักศึกษา ควบคู่ไปกับการทำวิจัยเรื่องแม่เหล็ก โดยมีบทความวิจัยที่ได้รับการเผยแพร่ในวารสารระดับนานาชาติ ที่มีค่า ISI Impact Factor จำนวน 30 เรื่อง ใน 25 วารสาร จาก 15 ประเทศ เช่น สหรัฐอเมริกา สหราชอาณาจักร สวิตเซอร์แลนด์ เนเธอร์แลนด์ จีน และ ญี่ปุ่น เป็นต้น

    รองศาสตราจารย์ ดร.ชิตณรงค์ เล่าว่า ได้รับรางวัลแห่งความภาคภูมิใจในฐานะครูดีเด่น มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ ประจำปีการศึกษา 2548 รางวัลทุนช่วยเหลือการวิจัย จากมูลนิธิโทเรเพื่อการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ ประเทศไทย ประจำปี 2545 และ ปี 2554 โดยได้รับมอบจาก พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรี และพลเอกสุรยุทธ์ จุลานนท์ องคมนตรี ตามลำดับ รวมทั้งทุนวิจัยจากหน่วยงานภายนอกมหาวิทยาลัยจำนวน 10 ทุน อีกด้วย

    หากประเทศไทยมีอาจารย์และนักวิจัยที่มีคุณภาพและความมุ่งมั่นในงานสอนและถ่ายทอดความรู้ ควบคู่ไปกับการทำงานวิจัยที่มีคุณภาพที่ได้รับการยอมรับและเผยแพร่ในระดับนานาชาติอย่าง รองศาสตราจารย์ ดร.ชิตณรงค์ ศิริสถิตย์กุล แล้ว เชื่อมั่นว่า ประเทศไทยจะก้าวหน้าทางด้านวิทยาศาสตร์ไม่แพ้ชาติใดๆ