Category: Outstanding Research

  • Vision

    Main Purposes:
    1. To become a leading research university, where new knowledge is created, among the top research universities in the world.
    2. To become a research university, solving problems and responding to the needs of local communities in upper Southern Region.

    Vision “3 L”:
    Institute of Research and Innovation at Walailak University will be the “location” for producing research, be the “local developer” for sustainable development of our local communities and become one of the world’s “leading” research-intensive universities.

    Mission:
    Support and promote researches which will help solving problems of our local communities.  The institute will also support researches that create new knowledge and promote researches as our learning process.

    University Research Policy :
    Walailak University supports the researches with “NAB (National Area-Based) Policy”, which means the university supports researches that focus on the Southern Region of Thailand. The purpose is to develop useful knowledge to apply for Thai society and to create new knowledge for world academic society.  University has external funding sources to support both basic and applied researches. These will help to reach our goal of academic excellence.

    Institute of Research and Innovation Policy:
    To support area-based researches in order to respond to the needs of our upper Southern Region local communities, to develop researches with new knowledge to become one of the leading research universities in the world, and to promote researches as the learning process. Therefore, research management is usually involved with academic service. There will be the balance between basic and applied researches which can solve problems or can support development of the communities.

  • ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.สุจิตรา สมุหเสนีโต : องค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์เป็นพื้นฐานการพัฒนางานวิจัย

    ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.สุจิตรา สมุหเสนีโต : องค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์เป็นพื้นฐานการพัฒนางานวิจัย

    ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.สุจิตรา สมุหเสนีโต อาจารย์ประจำสำนักวิชาแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ สนใจศึกษาเกี่ยวกับการแสดงออกของโปรตีน Sphingosine kinase 1 (SphK1) และ Sphingosine 1 phosphate receptor 4 (S1PR4) ในผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่ โดยเชื่อว่า องค์ความรู้ด้านกลไกการเจริญของเซลล์มะเร็งเป็นพื้นฐานในการพัฒนายารักษาโรคมะเร็งที่มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

    ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.สุจิตรา สำเร็จการศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนปลายจากโรงเรียนสตรีพัทลุง จ.พัทลุง และได้รับทุนการศึกษาในโครงการพัฒนาและส่งเสริมผู้มีความสามารถพิเศษทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (พสวท.) จากสถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) ศึกษาต่อในระดับปริญญาตรี ปริญญาโท และปริญญาเอก

    ระหว่างที่ศึกษาในระดับปริญญาตรี สาขาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.สุจิตรา ได้ทำโครงงานวิจัย (Research Project) เกี่ยวกับฤทธิ์ของสารสกัดจากต้นบอระเพ็ดต่อการทำงานของหัวใจในหนูแร็ท ซึ่งจากการทำโครงงานวิจัยนี้ ทำให้ค้นพบตนเองว่า มีความชอบในสาขาวิชาสรีรวิทยา ซึ่งเป็นศาสตร์ที่ศึกษาเกี่ยวกับหน้าที่และการทำงานของระบบต่างๆ ในร่างกาย ดังนั้น เมื่อสำเร็จการศึกษาวิทยาศาสตรบัณฑิต (เกียรตินิยมอันดับหนึ่ง) จึงได้เข้าศึกษาต่อระดับปริญญาโทและเอก สาขาสรีรวิทยา คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จากนั้น ได้มาเป็นอาจารย์ ที่สำนักวิชาแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์

    ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.สุจิตรา ให้ความสำคัญในกระบวนการเรียนการสอนแบบ active learning ในสาขาสรีรวิทยาเป็นอย่างมาก เนื่องจากเป็นกระบวนการเรียนรู้เพื่อช่วยให้ผู้เรียนสามารถเชื่อมโยงความรู้ หรือสร้างความรู้ให้เกิดขึ้นในตนเอง ด้วยการลงมือปฏิบัติจริง การวิเคราะห์ สังเคราะห์ และการประเมินจากสิ่งที่ได้รับจากกิจกรรมการเรียนรู้ ทำให้นักศึกษาแพทย์เข้าใจและสามารถนำความรู้ทางด้านสรีรวิทยาไปเชื่อมโยงในระดับชั้นคลินิกได้

    นอกจากด้านการสอนแล้ว ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.สุจิตรา ยังให้ความสนใจในงานด้านการวิจัย โดยมีความเชี่ยวชาญด้านสรีรวิทยาระบบทางเดินอาหารและตับ สารบ่งชี้ (tumor markers) ในมะเร็งลำไส้ใหญ่ ฤทธิ์ของสมุนไพรต่อการทำงานของตับ และการย่อยแล็กโทสบกพร่อง (lactose maldigestion) ทั้งนี้ ได้ศึกษาการแสดงออกของโปรตีนบางชนิดในผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่ ซึ่งมะเร็งลำไส้ใหญ่เป็นมะเร็งที่พบได้บ่อยและเป็นสาเหตุการเสียชีวิตในลำดับ 3 ของผู้ป่วยมะเร็งในเพศชาย และเป็นอันดับ 5 ของผู้ป่วยมะเร็งในเพศหญิงในประเทศไทย

    มะเร็งลำไส้ใหญ่ในระยะแรกจะไม่มีอาการ ผู้ป่วยที่มาพบแพทย์และได้รับการวินิจฉัยส่วนใหญ่พบการเจริญของมะเร็งอยู่ในระยะที่ 2 และ 3 หรือในระยะสุดท้าย ซึ่งทำให้อัตราการรอดชีพ (survival rate) ลดลง การศึกษาโปรตีนและยีนเพื่อใช้เป็นเครื่องหมายพยากรณ์โรค (prognostic markers) รวมทั้งศึกษากลไกการเจริญของมะเร็งในแต่ระยะจึงมีความสำคัญ โปรตีนที่ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.สุจิตรา สนใจศึกษา คือ Sphingosine kinase 1 (SphK1) และ Sphingosine 1 phosphate receptor 4 (S1PR4) เนื่องจากเป็นโปรตีนเกี่ยวข้องกับการเพิ่มจำนวนและแพร่กระจายของเซลล์มะเร็งแต่ยังมีข้อมูลการศึกษาน้อยในมะเร็งลำไส้ใหญ่ ผลจากการวิจัยพบว่า ชิ้นเนื้อของผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่จำนวน 32 คน มีการแสดงออกของโปรตีน SphK1 และ S1PR4 เพิ่มขึ้นเมื่อเปรียบเทียบกับชิ้นเนื้อปกติ โดยพบในบริเวณไซโตพลาสซึมของเซลล์มะเร็ง การค้นพบการแสดงออกของโปรตีน S1PR4 ในผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่ สามารถนำไปพัฒนาต่อยอดงานวิจัยยารักษาโรคมะเร็งที่ออกฤทธิ์ยับยั้งการแสดงออกของโปรตีน S1PR4 ได้ โดยผลงานวิจัย Sphingosine 1-Phosphate Receptor 4 Expression in Colorectal Cancer Patients ได้รับการตีพิมพ์เผยแพร่ในวารสาร Walailak Journal Science & Technology ในปี 2017 รวมทั้งมีผลงานวิชาการที่ได้รับการตีพิมพ์เผยแพร่ในวารสารต่างๆ อีก 10 เรื่อง

    ในอนาคต ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.สุจิตรา อยากเห็นองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์เป็นพื้นฐานที่สำคัญในการพัฒนางานวิจัย โดยเชื่อว่า องค์ความรู้ด้านกลไกการเจริญของเซลล์มะเร็งจะยังคงไม่หยุดนิ่ง เพื่อพัฒนายารักษาโรคมะเร็งที่มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

    การบูรณาการความรู้ด้านวิจัย สู่การเรียนการสอน และบริการวิชาการสู่ชุมชน นับเป็นบทบาทที่ท้าทายและมีความสำคัญในฐานะอาจารย์มหาวิทยาลัย ของ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.สุจิตรา สมุหเสนีโต

    ประวัติและผลงาน 

    สมพร อิสรไกรศีล ส่วนสื่อสารองค์กร เรียบเรียง

    • หน่วยงานผู้ส่งข่าว – ส่วนสื่อสารองค์กร
  • ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. อรอนงค์ เฉียบแหลม : สนใจวิจัยเชิงพื้นที่ด้านการจัดการทรัพยากรการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนและพัฒนารูปแบบการเรียนการสอน

    ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. อรอนงค์ เฉียบแหลม : สนใจวิจัยเชิงพื้นที่ด้านการจัดการทรัพยากรการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนและพัฒนารูปแบบการเรียนการสอน


    ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. อรอนงค์ เฉียบแหลม อาจารย์ประจำสาขาอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวและการบริการ สำนักวิชาการจัดการ สนใจศึกษาเกี่ยวกับการจัดการทรัพยากรด้านท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน ซึ่งเป็นการทำงานร่วมกับชุมชน และชุมชนเป็นผู้รับผลการวิจัยไปใช้ประโยชน์ได้อย่างแท้จริง รวมทั้งพัฒนารูปแบบการเรียนการสอนที่นักศึกษาเป็นศูนย์กลางของการเรียนรู้

    ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. อรอนงค์ สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี คณะวนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ด้วยพื้นฐานการเรียนรู้ และการปลูกฝังเกี่ยวกับทรัพยากรที่นับวันจะถูกทำลายทั้งทางธรรมชาติและมนุษย์ จึงได้ศึกษาต่อระดับปริญญาโท สาขาอุทยานและนันทนาการ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ จากนั้น ในปี พ.ศ. 2548 จึงได้มาปฏิบัติงานเป็นอาจารย์ประจำสาขาอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวและการบริการ สำนักวิชาการจัดการ โดยเน้นทางด้านการจัดการทรัพยากรการท่องเที่ยว และในปี พ.ศ. 2552 ได้ลาศึกษาต่อระดับปริญญาเอกในสาขา Natural Resources Management ที่ Asian Institute of Technology (AIT) โดยมีความสนใจทำวิจัยเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (climate change) ที่ส่งผลกระทบต่อทรัพยากรทางธรรมชาติ โดยเฉพาะผลกระทบต่อทรัพยากรการท่องเที่ยวทางทะเลเช่น การเกิดปะการังฟอกขาว และผลกระทบต่อนักท่องเที่ยว ซึ่งถือว่า เป็นประเด็นสำคัญที่ประเทศไทยและทั่วโลก กำลังได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศดังกล่าว

    ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. อรอนงค์ ได้เห็นความสำคัญของการจัดการเรียนการสอนแบบเชิงรุก (Active Learning) หลังจากสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาเอก จึงได้กลับมาพัฒนารูปแบบการเรียนการสอนร่วมกับสาขาวิชาฯ ในรูปแบบการเรียนรู้จากการทำงาน (Work-based Learning) โดยให้นักศึกษาได้เรียนรู้จากสถานประกอบการ และหน่วยงานภาครัฐในพื้นที่อำเภอเกาะสมุย จังหวัดสุราษฎร์ธานี นอกจากนี้ในวิชาที่รับผิดชอบยังจัดการเรียนการสอนโดยการเรียนรู้ด้วยโครงการ (Project-based Learning) ให้แก่นักศึกษา และได้ทำการศึกษาวิจัยรูปแบบการเรียนการสอนดังกล่าว จนผลงานได้รับการตีพิมพ์ใน วารสารวิจัยทางการศึกษา มหาวิทยาลัยศรีนครินวิโรฒ เรื่อง การเรียนรู้การวางแผนและพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวด้วยโครงการและการมีส่วนร่วมของชุมชน ซึ่งผลจากการศึกษาชี้ให้เห็นว่า ลักษณะการเรียนการสอน การวางแผนและพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวดังกล่าว เป็นการเรียนเชิงรุกที่เน้นให้นักศึกษาได้ทำโครงการร่วมกับชุมชน ซึ่งการเรียนรู้โดยโครงการ (Project-Based Learning) เป็นการเรียนรู้ที่สัมฤทธิ์ผล ซึ่งครอบคลุมกระบวนการเรียนรู้ ที่เป็นการตรวจสอบปัญหา และเรียนรู้ให้ตรงกับปัญหาได้อย่างแท้จริง ทำให้นักศึกษามีแรงจูงใจและพึงพอใจในการเรียนร่วมกับการทำโครงการ ที่สำคัญนักศึกษาสามารถทำงานร่วมกับชุมชนได้ ทั้งนี้ในการเรียนรู้ดังกล่าวถ้ามีเทคโนโลยีเข้ามาร่วมจะช่วยให้การเรียนการสอนมีประสิทธิภาพ

    ด้านการทำวิจัย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. อรอนงค์ มุ่งเน้นการทำวิจัยเพื่อนำไปใช้ประโยชน์และแก้ปัญหาด้านการใช้ทรัพยากรร่วมกับชุมชน โดยสนใจทำวิจัยเชิงพื้นที่ด้านการจัดการทรัพยากรการท่องเที่ยว ซึ่งทำงานร่วมกับชุมชน และชุมชนเป็นผู้รับผลการวิจัยไปใช้ประโยชน์ได้อย่างแท้จริง อย่างเช่น การศึกษาวิจัยในพื้นที่อำเภอปากพนัง ที่ได้รับทุนสนับสนุนจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) เชิงพื้นที่ เรื่อง ผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงภูมิทัศน์ต่อทรัพยากรการท่องเที่ยวในอำเภอปากพนัง จังหวัดนครศรีธรรมราช งานวิจัยเกี่ยวกับการศึกษาช่องทางการกระจายสินค้าข้าวพันธุ์พื้นเมืองในพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนัง รวมทั้งงานวิจัยเรื่อง การพัฒนาเส้นทางท่องเที่ยวเชิงนิเวศในตำบลขนาบนาก อำเภอปากพนัง จังหวัดนครศรีธรรมราช ซึ่งผลจากการศึกษาวิจัยสามารถนำไปพัฒนาชุมชนและทรัพยากรในพื้นที่ให้เกิดความยั่งยืนต่อไป

    ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. อรอนงค์ มีผลงานวิจัยและบทความวิชาการที่ได้รับการตีพิมพ์เผยแพร่ในวารสารทั้งระดับนานาชาติและระดับชาติ เช่น Climate Change Trends and Its Impact on Tourism Resources in Mu Ko Surin Marine National Park, Thailand ตีพิมพ์ใน Asia Pacific Journal of Tourism Research และ Does Coral Bleaching Impact Tourists’ Revisitation? A case of Mu Ko Surin Marine National Park, Thailand ตีพิมพ์ใน Journal of Food, Agriculture & Environment และ Coastal Change and Tourism Resources: Problems and Consequences ตีพิมพ์ใน Journal of Environmental Management เป็นต้น

    ด้านการบริการวิชาการ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. อรอนงค์ ได้มีส่วนร่วมในการส่งเสริมศักยภาพการท่องเที่ยวชุมชนภาคใต้ตอนบน รวมทั้งการพัฒนาศักยภาพการดำเนินงานกลุ่มวิสาหกิจชุมชนท่องเที่ยว ส่งผลให้กลุ่มวิสาหกิจชุมชนท่องเที่ยวมีศักยภาพในการดำเนินงานและมีการประกอบอาชีพที่ดีขึ้น นอกจากนี้ เพื่อเป็นการส่งเสริมศักยภาพและยกระดับกลุ่มวิสาหกิจชุมชน ยังได้ทำการศึกษาวิจัยต่อเนื่องในเรื่อง การยกระดับผลิตภัณฑ์ชุมชนเพื่อเพิ่มคุณค่าสินค้าบริการและการท่องเที่ยว : วิสาหกิจชุมชน จังหวัดนครศรีธรรมราช โดยได้เน้นด้านศักยภาพของทรัพยากร กระบวนการผลิตของผลิตภัณฑ์และสินค้าบริการด้านการท่องเที่ยว ทำให้เชื่อมั่นว่า การบริการวิชาการและผลการวิจัยจะสามารถส่งเสริมและยกระดับผลิตภัณฑ์ชุมชน และเพิ่มคุณค่าสินค้าบริการและการท่องเที่ยวได้

    ด้วยความมุ่งมั่นตั้งใจผลิตบัณฑิตที่มีคุณภาพ สำเร็จการศึกษาแล้วมีงานทำ โดยเฉพาะอย่างยิ่งงานที่ตรงกับหลักสูตรที่เรียน ซึ่งจากผลสำรวจบัณฑิตที่ได้งานทำหลังจากสำเร็จการศึกษาในปี พ.ศ. 2558 พบว่า บัณฑิตของสาขาอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวและการบริการ ที่ได้งานทำหลังจากสำเร็จการศึกษานั้น คิดเป็นร้อยละ 100 โดยบางส่วนของบัณฑิตได้งานทำตั้งแต่ปฏิบัติงานสหกิจ ครั้งที่ 3 ในขณะที่กำลังศึกษาอยู่ ถือเป็นความภาคภูมิใจในการทำงานด้านอาชีพการเป็นครู ของผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. อรอนงค์ เฉียบแหลม

    ประวัติและผลงาน
    สมพร อิสรไกรศีล ส่วนสื่อสารองค์กร เรียบเรียง

  • ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.วิยดา กวานเหียน : เน้นวิจัยเชิงพื้นที่ ตามวิสัยทัศน์ที่ว่า “เป็นหลักในถิ่น เป็นเลิศสู่สากล”

    ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.วิยดา กวานเหียน : เน้นวิจัยเชิงพื้นที่ ตามวิสัยทัศน์ที่ว่า “เป็นหลักในถิ่น เป็นเลิศสู่สากล”

    ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.วิยดา กวานเหียน เน้นวิจัยเชิงพื้นที่ ตามวิสัยทัศน์ที่ว่า “เป็นหลักในถิ่น เป็นเลิศสู่สากล” โดยใช้งานวิจัยเป็นเครื่องมือเพื่อให้มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์สามารถเป็นหลักในถิ่น และเผยแพร่งานวิจัยไปสู่ระดับนานาชาติ

    ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.วิยดา เป็นอาจารย์ประจำหลักสูตรเทคนิคการแพทย์ และหลักสูตรชีวเวชศาสตร์ สำนักวิชาสหเวชศาสตร์ และหัวหน้าคลินิกเทคนิคการแพทย์ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีเทคนิคการแพทย์ ปริญญาโท วทม.(จุลชีววิทยาทางการแพทย์) จากมหาวิทยาลัยขอนแก่น โดยได้ทำงานเป็นนักเทคนิคการแพทย์โรงพยาบาลเกษมราษฎร์ รัตนาธิเบศ จังหวัดนนทบุรี ต่อมาได้รับราชการเป็นนักเทคนิคการแพทย์ ประจำโรงพยาบาลตรัง จังหวัดตรัง จากนั้น ได้มาเป็นอาจารย์หลักสูตรเทคนิคการแพทย์ สำนักวิชาสหเวชศาสตร์และสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ ในปี 2547 (ขณะนั้นยังไม่แยกเป็นสำนักวิชาสหเวชศาสตร์ และสำนักวิชาสาธารณสุขศาสตร์) ด้วยความมุ่งมั่นตั้งใจในการเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างนักเทคนิคการแพทย์ ที่สำคัญมีความภาคภูมิใจที่ได้ทำงานในสถาบันการศึกษาแห่งแรกในภาคใต้ที่เปิดสอนวิชาชีพเทคนิคการแพทย์

    ต่อมาใน ปี 2550 ได้รับทุนการศึกษาต่อระดับปริญญาเอกจากสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) แบบ Sandwich Program ศึกษาต่อด้านจุลชีววิทยาทางการแพทย์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น และได้มีโอกาสไปทำการศึกษาวิจัยที่ Saarland University เมือง Homburg รัฐ Saarland ประเทศเยอรมันในระหว่างการศึกษา

    เมื่อ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.วิยดา สำเร็จการศึกษากลับมาปฏิบัติงานที่สำนักวิชาสหเวชศาสตร์ ได้เป็นแกนนำในการผลักดันให้มีการจัดตั้งคลินิกเทคนิคการแพทย์มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ จนปัจจุบัน คลินิกเทคนิคการแพทย์มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ มีสถานะเทียบเท่ากับสาขาวิชา ของสำนักวิชาสหเวชศาสตร์ และได้ปฏิบัติหน้าที่เป็นหัวหน้าคลินิกเทคนิคการแพทย์ฯ

    ทั้งนี้ ภารกิจหลักของคลินิกฯ เน้นการบริการวิชาการ โดยการตรวจทางห้องปฏิบัติการ เพื่อมุ่งหารายได้ในลักษณะโครงการวิสาหกิจ ให้บริการร่วมกับโรงพยาบาลศูนย์การแพทย์ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ ซึ่งมีแผนเพื่อขอรับรองมาตรฐานห้องปฏิบัติการต่อไป เพื่อยกระดับการบริการให้เป็นที่ยอมรับมากขึ้น

    ด้านการวิจัย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.วิยดา เน้นการวิจัยเพื่อพัฒนาเชิงพื้นที่ ที่มีแนวคิดมาจากวิสัยทัศน์ของมหาวิทยาลัยที่ว่า “เป็นหลักในถิ่น เป็นเลิศสู่สากล” โดยใช้งานวิจัยเชิงพื้นที่เป็นเครื่องมือสนับสนุนเพื่อให้มหาวิทยาลัยสามารถเป็นหลักในถิ่น และเผยแพร่งานวิจัย หรือยกระดับผลิตภัณฑ์ที่ได้จากการวิจัยหรือการบริการในพื้นที่ให้เป็นที่รู้จัก และยอมรับในระดับสากลได้ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.วิยดา ได้ทำวิจัยเพื่อศึกษาฤทธิ์ต่อสุขภาพด้านต่างๆ ของน้ำส้มจาก ผลิตภัณฑ์ชุมชนของ ต.ขนาบนาก อ.ปากพนัง จ.นครศรีธรรมราช ที่ผลิตโดยการหมักน้ำหวานของต้นจาก เพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้มีคุณภาพ และนำน้ำส้มจากแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์อื่นๆ เพิ่มมูลค่าต่อไป ซึ่งงานวิจัยนี้จะช่วยให้เกิดการอนุรักษ์ป่าจาก ตามแนวพระราชดำริของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา สยามบรมราชกุมารี และการส่งเสริมอาชีพ ทำให้เกษตรกรมีรายได้ และมีความมั่นคงทางเศรษฐกิจได้

    นอกจากนี้ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.วิยดา ซึ่งมีความเชี่ยวชาญด้านการวินิจฉัยโรคติดเชื้อด้วยเทคนิคทางห้องปฏิบัติการ ด้านระบบภูมิคุ้มกันในมนุษย์ ยังได้เน้นการทำวิจัยเรื่องโรคเมลิออยโดสิส ซึ่งเป็นโรคติดเชื้อร้ายแรง ติดต่อได้จากดินและน้ำ ทำให้คนและสัตว์ถึงแก่ชีวิตได้ แต่ข้อมูลเรื่องโรคนี้ในภาคใต้ของประเทศไทยยังมีไม่มากนัก จึงได้ร่วมมือกับนักวิจัยในสำนักวิชาสหเวชศาสตร์ จัดตั้งศูนย์การเป็นเลิศการวิจัยโรคเมลิออยโดสิส (Center of Excellence Research for Melioidosis; CERM) เพื่อวิจัยโรคเมลิออยโดสิสในภาคใต้ร่วมกับเครือข่ายทั้งในและต่างประเทศ ได้แก่ University of Florida ประเทศสหรัฐอเมริกา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ และเครือข่ายโรงพยาบาลหลายแห่งในภาคใต้ โดยได้บูรณาการงานวิจัยเข้ากับการเรียนการสอนและการพัฒนาระดับบัณฑิตศึกษา งานสอนโดยเฉพาะในวิชาชีพเทคนิคการแพทย์เป็นสิ่งที่ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.วิยดา มีความภูมิใจ เพราะได้มีส่วนในป้องกันและรักษาโรคให้แก่เพื่อนมนุษย์ จึงมีความมุ่งมั่นถ่ายทอดไม่เฉพาะความรู้ แต่ถ่ายทอดประสบการณ์ด้านการทำงานในวิชาชีพให้แก่นักศึกษา โดยการปลูกฝังจรรยาบรรณวิชาชีพ เพราะวิชาชีพนี้ต้องทำงานเกี่ยวข้องกับชีวิตมุนษย์ ดังนั้นการทำงานในทุกขั้นตอนต้องอาศัยทั้งความรู้ และจรรยาบรรณ ที่จะต้องปลูกฝังนักศึกษาทุกคนให้เป็นนักเทคนิคการแพทย์ที่ดี มีคุณภาพ สามารถเรียนรู้และพัฒนาตนเองได้ตลอดชีวิต

    งานบริการวิชาการที่มุ่งเน้นการใช้วิชาชีพเทคนิคการแพทย์ และร่วมผลักดันจนเกิด “คลินิกเทคนิคการแพทย์มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ (WU-MeT) เป็นความตั้งใจอีกอย่างหนึ่งของ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.วิยดา ที่ต้องการพัฒนาหลักสูตรเทคนิคการแพทย์ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ ให้เป็นที่ยอมรับ เป็นแหล่งเรียนรู้และฝึกงานของนักศึกษาและบุคลากรทางการแพทย์ เพื่อพัฒนาความเข้มแข็งด้านการบริการวิชาการด้านวิชาชีพด้วย โดยมีเป้าหมายในการพัฒนาคุณภาพของคลินิกเทคนิคการแพทย์ ให้ได้รับการรับรองมาตรฐานห้องปฏิบัติการจากสภาเทคนิคการแพทย์ (Laboratory accreditation; LA) และ ISO ต่อไป พร้อมทั้งประชาสัมพันธ์และขยายกลุ่มลูกค้าของคลินิกให้เพิ่มมากขึ้น

    ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.วิยดา เล่าถึงแรงจูงในการทำงานว่า เป็นความต้องการที่อยู่ภายในของตนเอง ที่ชอบการทำงาน ชอบพัฒนางาน และชอบเห็นการเปลี่ยนแปลงทุกอย่างทางบวก เพื่อช่วยพัฒนางานใน 3 ภารกิจหลัก คือ งานสอน งานวิจัย และบริการวิชาการ ที่สำคัญในการทำหน้าที่ทั้งหมดถือเป็นความรับผิดชอบทั้งในฐานะครู นักวิจัย และนักเทคนิคการแพทย์ รวมกันผลักดันให้ตัวเองทำงานนี้อย่างมุ่งมั่น

    จากเป้าหมายที่ว่า “จะเป็นครูที่สอนทั้งวิชาการ จริยธรรม และจรรยาบรรณให้แก่นักศึกษา พร้อมทั้งเป็นนักวิจัยที่สร้างผลงานวิจัยที่สามารถนำไปใช้ประโยชน์เชิงพื้นที่ และเป็นที่ยอมรับในระดับสากล” นับได้ว่า ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.วิยดา กวานเหียน เป็นอาจารย์ที่มีคุณภาพคนหนึ่งของมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์

    ประวัติและผลงาน

    สมพร อิสรไกรศีล ส่วนสื่อสารองค์กร เรียบเรียง

  • ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. ดุษฎี ชินนาพันธ์ : ศึกษาเกี่ยวกับกลไกการป้องกันต้นยางพาราต่อเชื้อรา Phytophthora palmivora

    ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. ดุษฎี ชินนาพันธ์ : ศึกษาเกี่ยวกับกลไกการป้องกันต้นยางพาราต่อเชื้อรา Phytophthora palmivora

    ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. ดุษฎี ชินนาพันธ์ อาจารย์ประจำสำนักวิชาแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ สนใจศึกษาเกี่ยวกับกลไกการป้องกันต้นยางพาราต่อเชื้อรา Phytophthora palmivora นำไปต่อยอดพัฒนาเป็นการผลิตสารจากเชื้อราสำหรับการป้องกันการติดเชื้อของต้นยางพาราได้

     

    ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. ดุษฎี สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี สาขาเทคโนโลยีชีวภาพ เกียรตินิยมอันดับสอง จากคณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์   จากนั้นได้รับทุนโครงการปริญญาเอกกาญจนาภิเษก ศึกษาต่อระดับปริญญาโทควบเอก สาขาวิชาชีวเคมี คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ระหว่างที่ศึกษาอยู่ในระดับปริญญาโทควบเอก ได้ทำการศึกษาวิจัยเรื่อง “Diverse Functions of  Polypeptide Effectors from Phytophthora palmivora, a Pathogen of Hevea brasiliensis” หลังสำเร็จการศึกษาในปี พ.ศ. 2552  ได้มาเป็นอาจารย์สำนักวิชาแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์

     

    นอกจากการสอนที่เน้นให้นักศึกษาเข้าใจในเนื้อหาที่สอนตั้งแต่ในห้องเรียน โดยพัฒนาการเรียนรู้ของนักศึกษาผ่านกระบวนการเรียนแบบ Active Learning แล้ว ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. ดุษฎี  ยังสนใจศึกษาเกี่ยวกับกลไกการป้องกันของต้นยางพาราต่อเชื้อรา P. palmivora ซึ่งเป็นเชื้อราที่ก่อให้เกิดโรคใบร่วงและเส้นดำในยางพารา จากการวิจัยพบว่า เอฟเฟคเตอร์ต่างๆ ที่ผลิตออกมาจากเชื้อรา สามารถนำมาใช้ประโยชน์ในการเหนี่ยวนำให้ต้นยางพาราเกิดระบบป้องกันตนเองได้ โดยเอฟเฟคเตอร์ที่เป็นอิลิซิเตอร์ชนิดโพลีเปปไทด์ในน้ำเลี้ยงเชื้อ P. palmivora ขนาด 10 กิโลดาลตัน และอิลิซิเตอร์ชนิดใหม่ขนาด 75 กิโลดาลตัน สามารถกระตุ้นการสร้างสารฟีนอลิก o-dianisidine เปอร์ออกซิเดส และเหนี่ยวนำการต้านทานต่อเชื้อ P. palmivora ในต้นอ่อนยางพาราได้ นอกจากนี้ได้ศึกษากลไกการทำลายต้นยางพาราของเชื้อรา พบว่า P. palmivora ผลิต PpEPI10 ซึ่งเป็น serine protease inhibitor ที่สามารถจับและยับยั้ง protease ขนาด 95 kDa ในใบยางพาราได้ ซึ่งเป็นกลไกหนึ่งในการบุกทำลายต้นยางพารา ประโยชน์จากงานวิจัยสามารถนำไปต่อยอดในการพัฒนาเป็นการผลิตสารจากเชื้อราสำหรับการป้องกันการติดเชื้อของต้นยางพาราได้

     

    สำหรับการสร้าง serine protease inhibitor ในใบยางพารา พบว่าใบยางพาราผลิต serine protease inhibitor ที่สามารถยับยั้งเอนไซม์ไคโมทริปซิน และซับทิลิซิน เอ แต่ไม่สามารถยับยั้งทริปซิน และพบว่า serine protease inhibitor ในใบยางพารา สามารถยับยั้งการเจริญเติบโตของ Trichophyton rubrum ซึ่งเป็นเชื้อราที่ก่อให้เกิดโรคกลากที่เท้าหรือฮ่องกงฟุต (Tinea pedis)

     

    ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. ดุษฎี มีผลงานวิจัยและบทความวิชาการที่ได้รับการตีพิมพ์เผยแพร่ในวารสารทั้งระดับนานาชาติและระดับชาติ เช่น ผลงานวิจัยเรื่อง Isolation, expression, and characterization of the serine protease inhibitor gene (600Hbpi) from Hevea brasiliensis leaves, RRIM600 cultivar  และ Cloning and characterization of a putative gene encoding serine protease inhibitor (251Hbpi) with antifungal activity against Trichophyton rubrum from Hevea brasiliensis leaves ตีพิมพ์ในวารสาร Plant Omics Journal และบทความวิชาการเรื่อง Virulence Factors Involved in Pathogenicity of Dermatophytes ตีพิมพ์เผยแพร่ในวารสาร  Walailak Journal of Science and Technology เป็นต้น

     

    นอกจากนี้  ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. ดุษฎี ให้ความสนใจศึกษาปัจจัยที่มีผลต่อภาวะไม่ทนต่อน้ำตาลแล็กโทส เพื่อให้ผู้ที่มีภาวะนี้ยังคงสามารถดื่มนมได้ โดยได้จัดทำโครงการบริการวิชาการ “การประเมินภาวะพร่องเอนไซม์แล็กเทสเบื้องต้นในเด็กชั้นประถมศึกษา จังหวัดนครศรีธรรมราช” โดยเล่าว่า คนไทยมีการดื่มนมและบริโภคผลิตภัณฑ์จากนมจำนวนมากขึ้นในปัจจุบัน  เพราะนมเป็นอาหารที่อุดมไปด้วยโปรตีนและแคลเซียม อย่างไรก็ตาม มีประชากรบางส่วนไม่สามารถดื่มนมวัวหรือผลิตภัณฑ์จากนมวัวได้   เนื่องจากมีภาวะไม่ทนต่อน้ำตาลแล็กโทสที่อยู่ในนมวัวหรือผลิตภัณฑ์นมวัว ซึ่งสาเหตุส่วนใหญ่ของการมีภาวะไม่ทนต่อน้ำตาลแล็กโทส คือ การมีปริมาณเอนไซม์แล็กเทสในปริมาณต่ำเมื่อมีอายุมากขึ้น ดังนั้น  การบริโภคนมหรือผลิตภัณฑ์จากนมซึ่งมีน้ำตาลแล็กโทสเป็นองค์ประกอบ ทำให้ผู้ที่มีภาวะนี้มีอาการอย่างน้อย 1 อย่างต่อไปนี้  ได้แก่ ปวดท้อง ท้องเสีย อาเจียน ท้องอืดท้องเฟ้อ เสียงลมในท้อง ทำให้ประชากรกลุ่มนี้มีข้อจำกัดในการดื่มนม ส่งผลให้เกิดปัญหาเกี่ยวกับกระดูกพรุนตามมา หากไม่ได้รับแคลเซียมที่เพียงพอ

     

    ภาวะพร่องเอนไซม์แล็กเทส (เอนไซม์ย่อยน้ำตาลแล็กโทสในนม) พบได้ตั้งแต่เด็ก โดยเฉพาะตั้งแต่อายุ 5-6 ขวบขึ้นไป เพราะการสร้างเอนไซม์เริ่มลดลง จึงมีเด็กจำนวนไม่น้อยที่ดื่มนมไม่ได้ หรือดื่มแล้วมีอาการปวดท้อง ท้องเสีย ซึ่งอาจส่งผลต่อภาวะโภชนาการของเด็ก  ทำให้เด็กเจริญเติบโตไม่เต็มที่ โดย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. ดุษฎี  ได้ทำการสำรวจภาวะดังกล่าวในเด็กนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2-4 โรงเรียนวัดโคกเหล็ก และโรงเรียนอนุบาลนครศรีธรรมราช “ณ นครอุทิศ” จากการประเมินโดยการวัดปริมาณแก๊สไฮโดรเจนในลมหายใจหลังจากอดอาหารเป็นเวลา 12 ชั่วโมง ร่วมกับการทำแบบสอบถาม พบว่า ปัจจัยสำคัญที่ทำให้นักเรียนในโรงเรียนที่สำรวจมีภาวะพร่องเอนไซม์แล็กเทสจำนวนน้อย เนื่องจากการดื่มนมอย่างต่อเนื่อง เพราะทั้ง 2 โรงเรียนสนับสนุนให้เด็กนักเรียนได้ดื่มนม โดยการแจกนมให้นักเรียนได้ดื่มทุกวัน ส่งผลให้การทำงานของเอนไซม์แล็กเทสยังคงอยู่

     

    ขณะเดียวกัน ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. ดุษฎี  ได้จัดกิจกรรมให้ความรู้เกี่ยวกับภาวะพร่องเอนไซม์แล็กเทสให้แก่นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2-4 ของทั้งสองโรงเรียนอีกด้วย เพื่อให้นักเรียนได้เข้าใจเกี่ยวกับภาวะนี้และสามารถนำความรู้ที่ได้ไปปฏิบัติ  เพื่อป้องกันการเกิดภาวะพร่องเอนไซม์แล็กเทสในอนาคต ในส่วนของนักเรียนที่มีภาวะพร่องเอนไซม์แล็กเทสอยู่แล้ว  ได้ให้คำแนะนำในการปฏิบัติตนเพื่อให้สามารถกลับมาดื่มนมได้อีก  ในอนาคตจะทำการศึกษาเพื่อดูแนวโน้มความชุกของภาวะพร่องเอนไซม์แล็กเทสเบื้องต้นในทุกช่วงวัย ในจังหวัดนครศรีธรรมราช และศึกษาปัจจัยที่มีผลต่อภาวะไม่ทนต่อน้ำตาลแล็กโทส

    “การนำองค์ความรู้ที่ได้จากการบริการวิชาการและวิจัยมาใช้ในการสอนแก่นักศึกษา  รวมทั้งการให้ความรู้และคำปรึกษาในลักษณะการบริการวิชาการแก่ประชาชนในชุมชน” เป็นความมุ่งมั่นและความตั้งใจของ  ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. ดุษฎี ชินนาพันธ์ ในการทำหน้าที่ของตนเองให้ดีที่สุดทั้งในฐานะอาจารย์และนักวิจัย

    ข่าวโดย ส่วนสื่อสารองค์กร

  • อาจารย์ ดร.มานิตย์ นุ้ยนุ่น : ศึกษาพาหะของธาลัสซีเมียและผู้ป่วยธาลัสซีเมียเน้นประชากรภาคใต้

    อาจารย์ ดร.มานิตย์ นุ้ยนุ่น : ศึกษาพาหะของธาลัสซีเมียและผู้ป่วยธาลัสซีเมียเน้นประชากรภาคใต้

    อาจารย์ ดร.มานิตย์ นุ้ยนุ่น อาจารย์ประจำหลักสูตรเทคนิคการแพทย์ และหลักสูตรบัณฑิตศึกษา สาขาชีวเวชศาสตร์ สำนักวิชาสหเวชศาสตร์ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ ศึกษาพาหะของธาลัสซีเมียและผู้ป่วยโรคธาลัสซีเมีย เน้นศึกษาในประชากรภาคใต้ เพื่อที่จะได้ข้อมูลที่เป็นตัวแทนของภาคใต้ โดยเฉพาะภาคใต้ตอนบน เพราะข้อมูลชนิดการกลายพันธุ์ที่พบบ่อยของภาคใต้จะแตกต่างจากภาคอื่นๆ ของประเทศไทย

    อาจารย์ ดร.มานิตย์ นุ้ยนุ่น เป็นคนอำเภอป่าพะยอม จังหวัดพัทลุง ศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนปลายที่โรงเรียนพัทลุง สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีหลักสูตรเทคนิคการแพทย์ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ (รุ่นที่ 3) ด้วยเกียรตินิยมอันดับสอง ได้รับทุนโครงการพัฒนาอาจารย์สาขาขาดแคลนจากสำนักงานคณะกรรมการอุดมศึกษาแห่งชาติ (สกอ.) ศึกษาต่อระดับปริญญาโทควบเอกสาขาวิชาชีวเคมี คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล หลังสำเร็จการศึกษาได้มาเป็นอาจารย์สำนักวิชาสหเวชศาสตร์ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ ในปี พ.ศ. 2553

    วิทยานิพนธ์ของ อาจารย์ ดร.มานิตย์ เรื่อง “A genome-wide association identified the common genetic variants influence disease severity in 0-thalassemia/hemoglobin E” ได้รับรางวัลจากสภาวิจัยแห่งชาติ รางวัลระดับดีเด่น สาขาวิทยาศาสตร์การแพทย์ ซึ่งได้รับการตีพิมพ์เผยแพร่ในวารสาร Human Genetics (2016 IF: 4.637) และได้รับการอ้างอิงจากวารสารที่มีชื่อเสียงหลายวารสาร เช่น Sciences (2016 IF = 37.205), Nature Genetics (2016 IF = 27.959), Blood (2015 IF = 11.841) เป็นต้น มีผลงานที่อ้างอิงจากบทความนี้จำนวน 132 บทความ (Google Scholar) และจำนวน 83 บทความ (Web of Science)

    อาจารย์ ดร.มานิตย์ เล่าถึงความสนใจศึกษาเกี่ยวกับโรคธาลัสซีเมียว่า จากการที่ตนเองศึกษาทางด้านเทคนิคการแพทย์ ซึ่งเกี่ยวข้องกับการตรวจวิเคราะห์เพื่อวินิจฉัย ติดตามการรักษา และการตรวจเพื่อประเมินภาวะสุขภาพต่างๆ ทำให้เกิดความสงสัยว่า ทำไมพาหะของธาลัสซีเมียถึงพบได้บ่อยในคนไทยทุกภูมิภาค หากผู้ที่เป็นพาหะของธาลัสซีเมียมาแต่งงาน และมีลูกด้วยกัน โอกาสเสี่ยงที่จะมีลูกเป็นโรคธาลัสซีเมียชนิดรุนแรงจะเกิดขึ้นได้

    จากข้อมูลของกรมการแพทย์ พบว่า แต่ละปีมีเด็กเกิดใหม่ป่วยเป็นโรคธาลัสซีเมียสูงถึง 12,000 ราย และจากรายงานของกระทรวงสาธารณสุข พบว่า คนไทยเป็นโรคธาลัสซีเมีย กว่า 6 แสนคน ซึ่งผู้ป่วยโรคธาลัสซีเมียชนิดรุนแรงในประเทศไทยปัจจุบันมีอยู่ 3 โรคคือ ฮีโมโกลบินบาร์ทไฮดรอพส์ ฟิทัลสลิส ซึ่งจะเสียชีวิตทุกราย โรคโฮโมไซกัสเบต้าธาลัสซีเมีย และโรคเบต้าธาลัสซีเมีย/ฮีโมโกลบินอี ทั้งนี้ กระทรวงสาธารณสุขได้ให้ความสำคัญอย่างมากในการควบคุมและป้องกันโรคธาลัสซีเมียในประเทศไทย โดยมีหลักการคือ ลดการเกิดใหม่ของผู้ป่วยโรคธาลัสซีเมียชนิดรุนแรงในประเทศไทย และดูแลผู้ป่วยโรคธาลัสซีเมียให้ดีที่สุด

    อาจารย์ ดร.มานิตย์ ซึ่งศึกษาทางด้านเทคนิคการแพทย์และชีวเคมีโดยตรง จึงให้ความสนใจศึกษาวิจัยโรคธาลัสซีเมีย ทั้งในพาหะของธาลัสซีเมียและในผู้ป่วยโรคธาลัสซีเมีย โดยเน้นการศึกษาในประชากรภาคใต้ เพื่อที่จะได้ข้อมูลที่เป็นตัวแทนของภาคใต้ โดยเฉพาะภาคใต้ตอนบนเพราะข้อมูลชนิดการกลายพันธุ์ที่พบบ่อยของภาคใต้จะแตกต่างจากภาคอื่นๆ ของประเทศ พร้อมทั้งวางแผนพัฒนาฐานข้อมูลทางพันธุกรรมของประชากรภาคใต้ที่สำคัญ ที่มีความสัมพันธ์กับโรคต่างๆ รวมถึงโรคพันธุกรรม โดยการศึกษาชนิดของการกลายพันธุ์ของธาลัสซีเมียและฮีโมโกลบินผิดปกติ โดยจะเป็นฐานข้อมูลที่สำคัญในการนำไปใช้ประโยชน์ในการออกแบบวิธีการตรวจวิเคราะห์ที่สอดคล้องกับพันธุกรรมของประชากรภาคใต้ รวมถึงการพัฒนาห้องปฏิบัติการทางมนุษยพันธุศาสตร์ (Human Genetics Laboratory) สำหรับตรวจวิเคราะห์การกลายพันธุ์และความหลากหลายทางพันธุกรรมที่ก่อให้เกิดโรคต่างๆ หรือโรคพันธุกรรม เพื่อรองรับงานวิจัยและการบริการวิชาการในอนาคต

    ในด้านการสอน อาจารย์ ดร.มานิตย์ เล่าว่า โดยนิสัยส่วนตัวเป็นคนชอบติวให้เพื่อนๆ โดยมีหลักคิดอยู่ว่า “การที่เราจะสามารถติวผู้อื่นได้นั้น ตัวเราเองจะต้องมีความรู้และความเข้าใจอย่างดี รวมถึงได้มีการวิเคราะห์เนื้อหาที่มีอยู่จำนวนมาก และนำเนื้อหามาสรุปรวบยอดแบบง่าย สังเคราะห์เนื้อหาให้อยู่ในรูปแบบที่เพื่อนสามารถเข้าใจได้เร็วและดูง่ายขึ้น ที่สำคัญการได้มาติวหรือแลกเปลี่ยนกับเพื่อนๆ ทำให้เราได้ทบทวนบทเรียน รวมถึงการได้ตรวจสอบความถูกต้อง ความเข้าใจในเนื้อหาให้มากขึ้น” ดังนั้น การสอนจึงเป็นงานทำแล้วมีความสุข โดยเน้นการทำสิ่งยากให้เป็นสิ่งที่ง่าย และพยายามสอนให้นักศึกษายึดหลักในการเรียนคือ ต้องเรียนแบบเข้าใจและสามารถนำไปใช้ประโยชน์หรือบูรณาการกับองค์ความรู้ที่เกี่ยวข้องได้

    เนื่องจากมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ตั้งอยู่ในพื้นที่ที่ล้อมรอบด้วยชุมชน การได้สร้างประโยชน์ให้กับชุมชนในรูปแบบต่างๆ อาจารย์ ดร.มานิตย์ ถือว่า เป็นความสุขของคนทำงานอีกรูปแบบหนึ่ง โดยร่วมมือกับคณาจารย์และนักศึกษาของหลักสูตรเทคนิคการแพทย์ จัดทำโครงการเทคนิคการแพทย์วลัยลักษณ์เพื่อชุมชน ซึ่งโครงการนี้มีมาตั้งแต่ปีการศึกษา 2554 และได้ดำเนินการต่อเนื่องมาจนถึงปีปัจจุบัน รวม 6 ปี และโครงการ 29 มิถุนายน วันเทคนิคการแพทย์ไทย ซึ่งจะมีการตรวจประเมินภาวะสุขภาพเบื้องต้น การจัดนิทรรศการความรู้เกี่ยวกับโรคต่างๆ การประชาสัมพันธ์หลักสูตร

    นอกจากการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับธาลัสซีเมียและฮีโมโกลบินผิดปกติในประชากรภาคใต้แล้ว อาจารย์ ดร.มานิตย์ ยังให้ความสนใจศึกษาปัจจัยทางพันธุกรรมที่ส่งผลต่อระดับความรุนแรงของโรคเบต้าธาลัสซีเมีย การพัฒนาชุดการตรวจคัดกรองฮีโมโกลบินอีแบบพกพา และการพัฒนาชุดการตรวจคัดกรองฮีโมโกลบินอีด้วยเครื่องวิเคราะห์อัตโนมัติ การตรวจการกลายพันธุ์ของธาลัสซีเมียและฮีโมโกลบินผิดปกติจากสิ่งส่งตรวจชนิด cell-free DNA

    อาจารย์ ดร.มานิตย์ เล่าต่อในตอนท้ายว่า ในฐานะที่ได้สอนทั้งการบรรยายและปฏิบัติการ รวมถึงการวิจัยเกี่ยวกับธาลัสซีเมียและฮีโมโกลบินผิดปกติ ทำให้สามารถนำองค์ความรู้ที่ได้จากการวิจัยมาเป็นตัวอย่างที่ใช้ในการสอนจริง ตลอดจนการศึกษาวิจัยในประชาชนในชุมชน การให้ความรู้และคำปรึกษาในลักษณะการบริการวิชาการ จึงเป็นการบูรณาการการเรียนการสอน การวิจัย และการบริการวิชาการเข้าด้วยกันได้เป็นอย่างดี

    อาจารย์ ดร.มานิตย์ นุ้ยนุ่น ถือเป็นอีกหนึ่งความภาคภูมิใจของมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ ในฐานะศิษย์เก่าที่มีศักยภาพได้รับทุนจากรัฐบาลศึกษาต่อถึงระดับปริญญาเอก และกลับมาเป็นอาจารย์ให้ความรู้แก่รุ่นน้อง สร้างงานวิจัยที่เป็นประโยชน์ต่อวงการแพทย์และเผยแพร่ความรู้สู่ชุมชนอีกด้วย

    ประวัติและผลงาน

    สมพร อิสรไกรศีล ส่วนสื่อสารองค์กร เรียบเรียง

  • อาจารย์ ดร. อุเทน ทับทรวง : วิจัยคาร์บอนรูพรุนและการประยุกต์ใช้งาน

    อาจารย์ ดร. อุเทน ทับทรวง : วิจัยคาร์บอนรูพรุนและการประยุกต์ใช้งาน

    อาจารย์ ดร. อุเทน ทับทรวง อาจารย์ประจำสาขาวิชาวิศวกรรมวัสดุ สำนักวิชาวิศวกรรมศาสตร์และทรัพยากร มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ ได้ศึกษาวิจัยคาร์บอนรูพรุนจากพอลิเบนซอกซาซีนผ่านกระบวนการโซล-เจลและการไพโรไลซิส เพื่อนำไปประยุกต์ใช้ในงานด้านต่าง ๆ เช่น การตรวจวัดแก๊ส (gas sensor) ตัวเร่งปฏิกิริยา (catalyst) และตัวเก็บประจุไฟฟ้ายิ่งยวด (supercapacitor) เป็นต้น

    อาจารย์ ดร. อุเทน เป็นชาวจังหวัดกาญจนบุรี สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี สาขาวิศวกรรมเคมี จากคณะวิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยีอุตสาหกรรม มหาวิทยาลัยศิลปากร จากนั้นได้ศึกษาต่อระดับปริญญาเอกสาขาวิทยาศาสตร์พอลิเมอร์ (หลักสูตรนานาชาติ) จากวิทยาลัยปิโตรเลียมและปิโตรเคมี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยระหว่างที่ศึกษาอยู่ในระดับปริญญาเอก ได้ทำการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับวัสดุที่มีรูพรุนจำพวกพอลิเมอร์/คาร์บอนและวัสดุนาโนจำพวกซีโอไลต์ โดยเน้นถึงการศึกษาวิธีการสังเคราะห์และการพิสูจน์คุณลักษณะของวัสดุที่สังเคราะห์ได้

    หลังจากสำเร็จการศึกษา อาจารย์ ดร. อุเทน ได้มาเป็นอาจารย์ที่สำนักวิชาวิศวกรรมศาสตร์และทรัพยากร มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ โดยยังคงให้ความสนใจงานวิจัยที่เกี่ยวกับคาร์บอนรูพรุนต่อเนื่องจากการศึกษาวิจัยในระดับปริญญาเอก

    อาจารย์ ดร. อุเทน เล่าว่า คาร์บอนรูพรุนเป็นวัสดุที่มีคุณสมบัติโดดเด่นหลายประการ อาทิ น้ำหนักเบา พื้นที่ผิวและปริมาตรรูพรุนสูง ทนทานต่อความร้อนในสภาวะไร้ออกซิเจน ทนทานต่อสารเคมี รูพรุนเชื่อมต่อถึงกันแบบสามมิติ และสภาพการนำไฟฟ้าดี เป็นต้น จากคุณสมบัติเด่นดังกล่าว จึงมีการประยุกต์ใช้คาร์บอนรูพรุนในงานด้านต่าง ๆ เช่น การใช้งานทางด้านการตรวจวัดแก๊ส (gas sensor) ตัวเร่งปฏิกิริยา (catalyst) ตัวดูดซับ (adsorbent) ฉนวนความร้อน (thermal insulator) หรือตัวเก็บประจุยิ่งยวด (supercapacitor) เป็นต้น

    ในส่วนงานวิจัยที่ อาจารย์ ดร. อุเทน ทำอยู่นั้น เป็นการพัฒนาวิธีการสังเคราะห์คาร์บอนรูพรุนจากพอลิเบนซอกซาซีน ผ่านกระบวนการโซล-เจลและการไพโรไลซิส ซึ่งพอลิเบนซอกซาซีนเป็นพอลิเมอร์ที่สามารถสังเคราะห์ได้ง่ายและเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางเคมีของสารตั้งต้นได้หลากหลาย ทำให้ได้คาร์บอนที่มีโครงสร้างรูพรุนที่แตกต่าง เหมาะสำหรับงานแต่ละชนิดที่แตกต่างกันออกไปตามคุณสมบัติที่ได้ นอกจากนี้การปรับเปลี่ยนสภาวะการสังเคราะห์ในระหว่างกระบวนการโซล-เจลและการปรับปรุงคาร์บอนหลังการสังเคราะห์ (post-modification) ยังทำให้ได้คาร์บอนรูพรุนที่มีคุณลักษณะต่างกันไปอีกด้วย โดยได้นำคาร์บอนดังกล่าวไปประยุกต์ใช้ในงานด้านการตรวจวัดแก๊ส (gas sensor) ตัวเร่งปฏิกิริยา (catalyst) และตัวเก็บประจุไฟฟ้ายิ่งยวด (supercapacitor)

    ทั้งนี้ ตัวเก็บประจุไฟฟ้ายิ่งยวด (supercapacitor) เป็นงานวิจัยหนึ่งที่ อาจารย์ ดร. อุเทน ให้ความสนใจเป็นอย่างมากในการพัฒนาคาร์บอนรูพรุนจากพอลิเบนซอกซาซีนเพื่อนำมาประยุกต์ใช้เป็นอิเล็กโทรดสำหรับตัวเก็บประจุยิ่งยวด โดยเล่าให้ฟังว่า อย่างที่เราทราบกันดีอยู่แล้วว่า เชื้อเพลิงจากฟอสซิลเริ่มมีปริมาณลดน้อยลง ขณะเดียวกันประเทศไทยต้องนำเข้าเชื้อเพลิงจากฟอสซิลในปริมาณที่มากขึ้น ทำให้สูญเสียเงินตราออกนอกประเทศจำนวนมาก ขณะเดียวกันกระแสสังคมได้ให้ความสนใจเรื่องของยานยนต์พลังงานไฟฟ้า (Electrical Vehicle, EV) เนื่องจากเป็นพลังงานที่สะอาดและไม่ปล่อยมลพิษ ซึ่งหัวใจหลักของยานยนต์ไฟฟ้า คือ แหล่งกักเก็บและจ่ายพลังงานไฟฟ้า นอกจากในเรื่องของยานยนต์ไฟฟ้าแล้ว ยังพบว่าในชีวิตประจำวันของเรา มีการใช้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่หลากหลาย เช่น โทรศัพท์มือถือ นาฬิกาอัจฉริยะ แท็บเลต เป็นต้น ซึ่งแต่ละอุปกรณ์ล้วนแล้วแต่จะต้องใช้แหล่งจ่ายพลังงานไฟฟ้าทั้งสิ้น ตัวเก็บประจุยิ่งยวด (supercapacitor) เป็นตัวกักเก็บพลังงานไฟฟ้าที่มีความโดดเด่นหลายประการ เช่น สามารถประจุและคายประจุไฟฟ้าได้อย่างรวดเร็ว อายุการใช้งานยาวนาน ไม่มีปฏิกิริยาเคมีเกิดขึ้น และทนต่ออุณหภูมิสูง เป็นต้น องค์ประกอบสำคัญสำหรับตัวเก็บประจุยิ่งยวด คือ ขั้วอิเล็กโทรด ซึ่งขั้วอิเล็กโทรดที่ดีจะต้องมี 1) พื้นที่ผิวสูง 2) ขนาดรูพรุนที่เหมาะสมสำหรับอิเล็กโทรไลต์ 3) รูพรุนเชื่อมต่อถึงกัน 4) สภาพพื้นผิวที่มีขั้ว และ 5) สภาพการนำไฟฟ้าที่ดี พบว่าคาร์บอนรูพรุนจากพอลิเบนซอกซาซีนสามารถตอบสนองความต้องการพื้นฐานที่กล่าวทั้งหมดได้เป็นอย่างดี

    นอกจากพอลิเบนซอกซาซีนแล้ว อาจารย์ ดร. อุเทน ยังมีความสนใจที่จะนำขี้เลื่อย/เศษไม้ยางพารามาเป็นวัตถุดิบสำหรับการสังเคราะห์คาร์บอนรูพรุน และนำไปประยุกต์ใช้เป็นอิเล็กโทรดสำหรับตัวเก็บประจุยิ่งยวดอีกด้วย เนื่องจากยางพาราเป็นพืชเศรษฐกิจในพื้นที่ภาคใต้ จึงทำให้ขี้เลื่อย/เศษไม้ยางพาราสามารถหาได้ง่ายและเป็นการเพิ่มมูลค่าให้กับเศษเหลือทางการเกษตร

    อาจารย์ ดร. อุเทน ทับทรวง ได้รับเงินสนับสนุนทุนวิจัยจากกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน กระทรวงพลังงาน สำนักงานพัฒนาเศรษฐกิจจากฐานชีวภาพ และมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ โดยมีผลงานวิจัยที่ได้รับการตีพิมพ์เกี่ยวกับการสังเคราะห์คาร์บอนรูพรุน และการประยุกต์ใช้งานคาร์บอนรูพรุนในด้านตัวตรวจวัดแก๊ส (gas sensor) และตัวเก็บประจุยิ่งยวด (supercapacitor) จำนวน 6 ฉบับ (ฐานข้อมูล ISI) เช่น Journal of Materials Science, Journal of Colloid and Interface Science, Materials Science and Engineering B, Microporous and Mesoporous Materials เป็นต้น มีผลงานเขียน Book Chapter 1 บท เรื่อง Polybenzoxazine for Hierarchical Nanoporous Materials ที่อยู่ในหนังสือ Advanced and Emerging Polybenzoxazine Science and Technology ซึ่งตีพิมพ์โดยสำนักพิมพ์ Elsevier มีผลงานวิจัยที่นำเสนอในที่ประชุมวิชาการทั้งภาคบรรยายและโปสเตอร์ เช่น ที่ประชุม The 251st ACS National Meeting & Exposition Conference 2016, San Diego, California ประเทศสหรัฐอเมริกา ที่ประชุม The 2nd International Conference on Energy Materials and Applications ประเทศญี่ปุ่น ที่ประชุม The International Polymer Conference of Thailand 2017 (PCT-7) กรุงเทพมหานคร โดยสมาคมพอลิเมอร์แห่งประเทศไทย เป็นต้น รวมทั้งทำหน้าที่เป็นผู้ประเมินบทความในวารสารตามฐานข้อมูล ISI อีกด้วย เช่น Journal of Materials Science เป็นต้น

    อาจารย์ ดร. อุเทน ทับทรวง กล่าวในตอนท้ายว่า ตนเองมีความมุ่งมั่นที่จะพัฒนาคุณลักษณะของคาร์บอนรูพรุนให้ดีมากขึ้น เพื่อตอบสนองต่อการประยุกต์ใช้งานในด้านต่าง ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การพัฒนาตัวกักเก็บพลังงานไฟฟ้าประสิทธิภาพสูง เพื่อตอบสนองต่อความต้องการตัวกักเก็บพลังงานที่เพิ่มมากขึ้นในปัจจุบัน ทั้งยังเป็นการพัฒนาเทคโนโลยีใช้เองภายในประเทศ ที่สำคัญองค์ความรู้ที่ได้จากการวิจัยนี้ ยังสามารถผนวกเข้ากับการเรียนการสอน เพื่อให้นักศึกษาสามารถเข้าใจและมองเห็นภาพการเรียนทฤษฎีในห้องเรียนกับการลงมือปฏิบัติจริง พร้อมทั้งช่วยพัฒนาความรู้ของทั้งอาจารย์ผู้สอน/วิจัยและผู้เรียนให้ก้าวทันต่อการเปลี่ยนแปลงของโลก

    ประวัติและผลงาน

    สมพร อิสรไกรศีล ส่วนสื่อสารองค์กร เรียบเรียง


    • หน่วยงานผู้ส่งข่าวส่วนสื่อสารองค์กร
  • ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. อมรศักดิ์ สวัสดี : การวิจัยตอบโจทย์การฟื้นฟูทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ตามแนวทาง sustainable development goals

    ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. อมรศักดิ์ สวัสดี : การวิจัยตอบโจทย์การฟื้นฟูทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ตามแนวทาง sustainable development goals

    ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.อมรศักดิ์ สวัสดี อาจารย์ประจำสำนักวิชาวิศวกรรมศาสตร์และทรัพยากร มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ นักวิชาการที่เป็นที่ยอมรับและเป็นที่รู้จักในฐานะนักวิทยาศาสตร์ทางทะเลรุ่นใหม่ของประเทศไทยที่มีผลงานวิจัยทางด้านทรัพยากรทางทะเลที่โดดเด่น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ทรัพยากรปูม้า ซึ่งเป็นความภาคภูมิใจของมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์

    ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.อมรศักดิ์ สวัสดี เป็นศิษย์เก่า รุ่นที่ 1 ของมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ สำเร็จการศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนต้นและตอนปลายจากโรงเรียนทุ่งสง จังหวัดนครศรีธรรมราช จากนั้นได้เข้าศึกษาระดับปริญญาตรีหลักสูตรเทคโนโลยีการจัดการทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง สำนักวิชาวิศวกรรมศาสตร์และทรัพยากร ได้รับทุนพัฒนาอาจารย์สาขาขาดแคลน จากมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ ศึกษาต่อในระดับปริญญาโท สาขาวิชาการจัดการประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ หลังสำเร็จการศึกษาได้กลับมาเป็นอาจารย์ประจำสำนักวิชาวิศวกรรมศาสตร์และทรัพยากร มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ และได้รับตำแหน่งทางวิชาการเป็นผู้ช่วยศาสตรจารย์ทางด้านชีววิทยาประมง หลังจากที่ทำหน้าที่เป็นอาจารย์ได้ 5 ปี ก่อนจะได้รับทุนรัฐบาล (กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี) ประเภทพัฒนาบุคลากรของรัฐ ตามความต้องการของมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ ไปศึกษาต่อระดับปริญญาเอกทางด้านวิทยาศาสตร์ทางทะเล (ocean and earth science) ที่มหาวิทยาลัย Southampton ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยอันดับหนึ่งด้านวิทยาศาสตร์ทางทะเลในกลุ่มประเทศสหราชอาณาจักร

    ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.อมรศักดิ์ เล่าว่า ในช่วงที่ศึกษาต่อระดับปริญญาเอก ได้ทำงานวิจัยเพื่อฟื้นฟูทรัพยากรหอยนางรมชนิดพันธุ์พื้นเมืองของยุโรป (Ostrea edulis) ที่กำลังจะสูญพันธุ์ โดยได้รับทุนสนับสนุนการวิจัยจาก Natural England จากผลการศึกษาพบว่า หอยนางรมที่อาศัยอยู่บน artificial reefs มีสุขภาพที่ดีขึ้นเมื่อเทียบกับหอยนางรมที่อาศัยอยู่บริเวณพื้นที่ทะเล ทั้งในเชิง Physiological and immune performance ที่สำคัญพบหลักฐานการเกาะของลูกหอยนางรมขนาดเล็กในบริเวณแนวหอยเทียม อันเป็นดัชนีชี้ถึงความสำเร็จในการฟื้นฟูหอยนางรมสายพันธุ์ยุโรป พร้อมทั้งเสนอแนะแนวทางการฟื้นฟูทรัพยากรหอยนางรม โดยการฟื้นฟูแหล่งที่อยู่อาศัย (habitat restoration) ด้วยวิธีการสร้างแนวหอยเทียมแบบยกระดับจากพื้นท้องทะเล (elevated artificial oyster reefs) ซึ่งสามารถเพิ่มโอกาสในกระบวนการสืบพันธุ์เพื่อเพิ่มประชากร ทำให้ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.อมรศักดิ์ ได้รับโล่รางวัลผลงานทางวิชาการด้านสิ่งแวดล้อมดีเยี่ยม (annual award for academic excellence 2015 : environment) สำหรับนักศึกษาปริญญาเอกในประเทศสหราชอาณาจักร จากสมาคม Anglo-Thai Society และสถานฑูตไทยในประเทศสหราชอาณาจักร

    หลังจากสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาเอก และมีความเชี่ยวชาญทางด้านการศึกษาชีววิทยาประมง พลวัตประชากรสัตว์น้ำ การฟื้นฟูทรัพยากรทะเลและชายฝั่ง โดยเฉพาะทรัพยากรประมง และการจัดการทรัพยากรประมง ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.อมรศักดิ์ ได้นำความรู้ต่างๆ มาประยุกต์เพื่อใช้แก้ปัญหาและฟื้นฟูทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ซึ่งถือว่าเป็นอู่ข้าวอู่น้ำของคนในประเทศ รวมทั้งเป็นทรัพยากรที่สำคัญสำหรับการส่งออกเพื่อนำรายได้เข้าประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการฟื้นฟูปูม้า ซึ่งถือเป็นทรัพยากรที่มีคุณค่าต่อประเทศไทย เนื่องจากประเทศไทยเคยเป็นผู้ส่งออกรายใหญ่เป็นอันดับ 4 ของโลก แต่ปัจจุบันนี้ปูม้าและสัตว์น้ำอื่นๆ ในธรรมชาติลดลงเป็นอย่างมาก โดยได้รับทุนสนับสนุนการวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการฟื้นฟูปูม้า จำนวน 3 โครงการ ซึ่งเน้นการวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการฟื้นฟูทรัพยากรปูม้า เพื่อตอบโจทย์แผนแม่บทการบริหารจัดการปูม้าของประเทศไทยตามแนวทางการจัดการปูม้าที่ได้รับมาตรฐานของสากลประเทศ เพื่อลดการกีดกันทางการค้าและเพิ่มผลผลิตปูม้าในธรรมชาติ รวมถึงการวางแผนการฟื้นฟูทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม ฟื้นฟูระบบนิเวศที่เกี่ยวข้องกับตัวทรัพยากรสัตว์น้ำ รวมเป็นเงินวิจัยมากกว่า 6,000,000 บาท จากหน่วยงานภาครัฐ ได้แก่ สำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) และสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) และผู้ประกอบการเอกชน ได้แก่ สมาคมอาหารแช่เยือกแข็งไทย องค์การกองทุนสัตว์ป่าโลกสากล และมูลนิธิสายใยแผ่นดิน แสดงให้เห็นถึงการมีเครือข่ายการวิจัยที่เข้มแข็งทั้งทางภาครัฐ และผู้ประกอบการเอกชน

    ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.อมรศักดิ์ ยังได้เชื่อมโยงงานวิจัยสู่การบริการวิชาการ เพื่อให้สอดรับกับวิสัยทัศน์ของมหาวิทยาลัยที่ว่า “เป็นหลักในถิ่น” เนื่องจากชุมชนรายรอบมหาวิทยาลัยมีระดับการพึ่งพิงและใช้ประโยชน์จากทรัพยากรในท้องถิ่นในระดับสูง การที่มหาวิทยาลัยเข้าไปช่วยแก้ปัญหาและให้ความรู้ความเข้าใจทางด้านทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมกับชุมชน จึงเป็นการสนองตอบต่อวิสัยทัศน์และตอบโจทย์การพัฒนาของประเทศ เช่น“โครงการธนาคารปูม้า” ในบริเวณบ้านในถุ้ง อำเภอท่าศาลา เพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้และเพิ่มศักยภาพในการฟื้นฟูปูม้าให้กับชุมชน ซึ่งได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากชุมชน สามารถสร้างความตระหนักและการมีส่วนร่วมของชุมชนในการจัดการปัญหาการประมงบริเวณบ้านตนเอง ซึ่งได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวาง ทำให้กลุ่มอนุรักษ์ประมงพื้นบ้านอำเภอท่าศาลา เป็นพื้นที่ต้นแบบที่ได้รับความสนใจจากสถานีโทรทัศน์มาถ่ายทำรายการ รวมทั้งชุมชนอื่นๆ ได้เข้ามาศึกษาดูงานอีกด้วย ซึ่งนับเป็นความสำเร็จของมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ในการเป็น “หลักในถิ่น” ให้กับชุมชนรายรอบมหาวิทยาลัย

    ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.อมรศักดิ์ มีผลงานวิชาการที่หลากหลาย โดยเป็นเอกสารตีพิมพ์ในวารสารวิชาการและประชุมวิชาการนานาชาติ จำนวน 8 เรื่อง ระดับชาติ 9 เรื่อง รวมทั้งหนังสือ ตำรา บทความวิชาการอีกด้วย ได้รับการคัดเลือกและแต่งตั้งจากอธิบดีกรมประมงเป็นคณะกรรมการด้านวิทยาศาสตร์และวิชาการพิจารณาพื้นที่หลบภัยสัตว์น้ำเพื่อการประมงที่ยั่งยืนของประเทศไทย (Fishery refugia in the South China Sea and Gulf of Thailand) ทั้งยังได้รับเชิญเป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในการประชุมเพื่อระดมความคิดเห็นที่มีผลต่อการกำหนดนโยบายในการจัดการทรัพยากรทะเลและชายฝั่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เพื่อแก้ปัญหาการประมงของประเทศ ซึ่งโครงการวิจัยบางส่วนของอาจารย์ที่ทำอยู่มีเป้าหมายเพื่อแก้ปัญหาการทำการประมง และการลดลงของทรัพยากรประมง อันจะส่งผลกระทบต่อเนื่องสู่ภาคอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง โครงการฟื้นฟูปูม้าอ่าวบ้านดอนเป็นโครงการหนึ่งที่จะช่วยประเทศไทยในการตอบคำถามต่างประเทศ ในส่วนของการพัฒนาทางการประมง (Fishery improvement programme) เพื่อลดการกีดกันทางการค้าผลิตภัณฑ์ประมง นอกจากนี้ยังเป็นผู้อ่าน (Reviewer) พิจารณาบทความเพื่อตีพิมพ์ในวารสารตีพิมพ์นานาชาติ (ISI) อาทิ Crustaceana, Journal of the Marine Biological Association of the UK, Asian Fisheries Society และมีประสบการณ์ในการอ่านพิจารณาบทความตีพิมพ์ในระดับชาติ (TCI, Scopus) เช่น Walailak Journal of Science and Technology, Kasetsart Journal of Natural Science, Kasetsart University Fisheries Research Bulletin, วารสารวิจัยเพื่อพัฒนาพื้นที่ของ สกว., วารสารเกษตร มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และวารสารวิจัยมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย เป็นต้น ทั้งนี้ ในโอกาสครบรอบ 25 ปี แห่งการสถาปนามหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.อมรศักดิ์ สวัสดี ได้รับโล่รางวัลศิษย์เก่าดีเด่น ด้านผลงานทางวิชาการและนวัตกรรม

    ในฐานะศิษย์เก่าและอาจารย์ประจำหลักสูตรเทคโนโลยีการจัดการทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.อมรศักดิ์ ได้เล่าถึงการเรียนการสอนในหลักสูตรเทคโนโลยีการจัดการทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ว่า มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ตั้งอยู่ในภูมิประเทศที่มีความหลากหลายทางชีวภาพสูง ด้านหลังติดกับเทือกเขาหลวง ด้านหน้าติดกับทะเลฝั่งอ่าวไทย ทั้งยังอยู่ในพื้นที่ใกล้เคียงกับอุทยานแห่งชาติต่างๆ ดังนั้นบรรยากาศรายรอบมหาวิทยาลัยจึงเหมาะแก่การเรียนการสอนทางด้านนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งทางด้านวิทยาศาสตร์ทางทะเล เน้นเทคโนโลยีการจัดการทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ซึ่งเป็นหลักสูตรที่เปิดการเรียนการสอนเพียงแห่งเดียวในประเทศไทย มีการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัยมาประกอบการเรียนการสอน เช่น ระบบสารสนเทศทางภูมิศาสตร์ (GIS) เทคนิคการแปลภาพถ่ายทางอากาศ การใช้อากาศยานไร้คนขับ (Drone) เพื่อจัดการทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม การใช้เทคโนโลยีในการสำรวจทางทะเลและทักษะการดำน้ำแบบ Scuba เป็นต้น ตรงกับยุคสมัยที่ต้องนำเทคโนโลยีมาเป็นส่วนประกอบช่วยเหลือให้การจัดการทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมทันต่อเหตุการณ์และมีประสิทธิภาพมากขึ้น ทั้งยังเน้นการปฏิบัติเพื่อเพิ่มทักษะ รวมทั้งการศึกษาภาคสนามในพื้นที่จริง จึงทำให้หลักสูตรเทคโนโลยีการจัดการทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งเป็นหลักสูตรหนึ่งที่นักเรียนในยุค Thailand 4.0 น่าจะให้ความสนใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการใช้เทคโนโลยีเพื่อการจัดการทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม

    จากความผูกพันและความชอบทางด้านทรัพยากรทางทะเลตั้งแต่เป็นนักศึกษารุ่นแรกจนถึงปัจจุบันเป็นอาจารย์ประจำหลักสูตรเทคโนโลยีการจัดการทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง สำนักวิชาวิศวกรรมศาสตร์และทรัพยากร มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ ทำให้ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.อมรศักดิ์ สวัสดี ตั้งเป้าหมายที่สำคัญของชีวิตการทำงาน คือ การผลิตบัณฑิตหรือนักวิทยาศาสตร์ทางทะเลที่มีคุณภาพให้กับประเทศ การบริการวิชาการให้กับชุมชนเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ เผยแพร่องค์ความรู้จากการวิจัยในวารสารต่างประเทศที่มีชื่อเสียง และย่อยผลลัพธ์จากการวิจัยพัฒนาต่อยอดสู่การบริการวิชาการ และนำงานวิจัยไปใช้ประโยชน์จริงในพื้นที่ ดังนั้น งานวิจัยที่สนใจในอนาคตจึงยังคงเป็นเรื่องการฟื้นฟูทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม เนื่องจากทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมคือพื้นฐานของการพัฒนาทุกมิติของประเทศ และแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 12 รวมทั้ง Sustainable development goals และ Thailand 4.0 ต่างให้ความสำคัญของการฟื้นฟูและจัดการทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมให้มีใช้อย่างยั่งยืน

    ในตอนท้าย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.อมรศักดิ์ สวัสดี ยังได้ฝากถึงนักเรียนที่สนใจเรียนด้านวิทยาศาสตร์ทางทะเล ว่า ขอให้มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์เป็นทางเลือกหนึ่งของการเรียนทางด้านนี้ เพราะนักศึกษาทุกคนจะมีโอกาสที่ดีที่จะได้เรียนรู้ทั้งด้านวิชาการและการวิจัยจากอาจารย์ที่มีคุณภาพและประสบการณ์ตรง ทำให้มั่นใจได้ว่า จะสามารถสำเร็จการศึกษาเป็นนักวิชาการทางทะเลที่มีคุณภาพของประเทศไทย

    ประวัติและผลงาน

    ประมวลภาพ

    สมพร อิสรไกรศีล ส่วนสื่อสารองค์กร เรียบเรียง

  • ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.สุธัญญา ด้วงอินทร์ : บูรณาการงานวิจัยและการเรียนการสอนแบบ Active Learning

    ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.สุธัญญา ด้วงอินทร์ อาจารย์ประจำสาขาการจัดการสารสนเทศ หลักสูตรการจัดการสารสนเทศดิจิทัล สำนักวิชาสารสนเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ มีความสนใจเกี่ยวกับการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศกับงานสารสนเทศต่างๆ รวมทั้งมรดกทางวัฒนธรรม เช่น ห้องสมุดดิจิทัล (digital libraries) พิพิธภัณฑ์ดิจิทัล (digital museums) คลังสารสนเทศสถาบัน (institutional repositories) และจดหมายเหตุดิจิทัล (digital archives) โดยมุ่งเน้นการออกแบบส่วนติดต่อกับผู้ใช้ (user interface design) เพื่อตอบสนองต่อความต้องการของผู้ใช้ให้มากที่สุด

    ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.สุธัญญา สำเร็จการศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนปลายจากโรงเรียนสุราษฎร์ธานี จังหวัดสุราษฎร์ธานี ศึกษาระดับปริญญาตรีสาขาคอมพิวเตอร์ธุรกิจ จากมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ และศึกษาระดับปริญญาโทสาขาเทคโนโลยีสารสนเทศ จากสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง หลังสำเร็จการศึกษาได้มาเป็นอาจารย์สำนักวิชาสารสนเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ จากนั้น ได้รับทุนรัฐบาล (กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี) ประเภทพัฒนาบุคลากรของรัฐ ตามความต้องการของมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ ไปศึกษาต่อระดับปริญญาเอก ที่ประเทศสหราชอาณาจักร

    ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.สุธัญญา เล่าให้ฟังว่า ช่วงที่กำลังศึกษาต่อในระดับปริญญาเอก ที่คณะ Computer and Information Sciences, University of Strathclyde ประเทศสหราชอาณาจักร อาจารย์ได้ทำวิจัยเกี่ยวกับห้องสมุดดิจิทัล โดยจัดเก็บทรัพยากรทางด้านประวัติศาสตร์ของประเทศสหราชอาณาจักร ในยุคพระนางวิคตอเรีย (Victoria Era) โดยมี Prof. Ian Ruthven ซึ่งเป็นผู้ที่มีชื่อเสียงทางด้าน Information seeking retrieval เป็นอาจารย์ที่ปรึกษา Prof. Ian เป็นอาจารย์ที่เป็นแบบอย่างที่ดีทั้งในด้านการบริหารจัดการเวลาและการทำงานอย่างเป็นระบบ อาจารย์จะเปิดโอกาสให้นักศึกษาคิดและกล้าแสดงออกได้อย่างเป็นอิสระ อีกทั้งยังฝึกให้นักศึกษาเรียนรู้และแก้ปัญหาด้วยตนเอง โดยอาจารย์จะทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยง ที่คอยช่วยสนับสนุนในการทำวิจัยและแนะแนวทางให้ในกรณีที่นักศึกษาติดขัดและไม่สามารถแก้ปัญหานั้นได้จริงๆ

    ด้วยความที่ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.สุธัญญา ชอบศึกษาหาความรู้ใหม่ๆ ตลอดเวลา จึงได้เข้าอบรมในหลักสูตรต่างๆ ของมหาวิทยาลัยมากกว่า 10 หลักสูตร และได้เข้าเรียนในชั้นเรียนในรายวิชาที่สอนโดยอาจารย์ที่มีชื่อเสียง เช่น Prof. Ian Ruthven อาจารย์ที่ปรึกษา และ Prof. Gobinda Chowdhury ซึ่งเป็นผู้ที่มีชื่อเสียงทางด้านห้องสมุดดิจิทัล เป็นต้น ทำให้อาจารย์ได้เรียนรู้กระบวนการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง โดยมีทั้งการอภิปรายกลุ่ม การเล่นเกม การทำกิจกรรมกลุ่มต่างๆ และการนำเสนอในชั้นเรียน ทำให้ผู้เรียนได้กระตุ้นการเรียนรู้ มีความตื่นตัวตลอดเวลา ได้ฝึกกระบวนการคิดวิเคราะห์ และสนุกสนานไปกับการเรียน

    เมื่อสำเร็จการศึกษากลับมา ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.สุธัญญา ได้มีโอกาสเข้าร่วมในโครงการอบรม Master Trainer (รุ่นสุดท้าย) อย่างเข้มข้นจำนวน 5 วัน ของมูลนิธิแพธทูเฮลท์ (Path2health) โดยการแนะนำของอาจารย์ ดร.พุทธิพร ธนธรรมเมธี อาจารย์ประจำสำนักวิชาสารสนเทศศาสตร์ และ รองศาสตราจารย์ ดร.สายฝน เอกวรางกูร สำนักวิชาพยาบาลศาสตร์ ซึ่งจากการเข้าร่วมทำกิจกรรมและแลกเปลี่ยนประสบการณ์กับบุคลากรที่ทำงานกับเด็กและเยาวชนที่มาจากหน่วยงานต่างๆ ทำให้อาจารย์ได้เปลี่ยนมุมมอง ทัศนคติและได้เปิดโลกทัศน์ให้กว้างมากขึ้น

    จากจุดนี้เองที่เป็นแรงบันดาลใจสำคัญที่ทำให้ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.สุธัญญา อยากจะพัฒนาการเรียนการสอนที่เป็น Active learning ในรายวิชาต่างๆ ในเวลาต่อมา เช่น Experiential Learning (EL), Problem-Based Learning (RBL) และ Research-Based Learning (RBL) เป็นต้น ทั้งนี้ ในส่วนของ RBL นอกจากจะให้นักศึกษาศึกษาจากงานวิจัยต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับเนื้อหาสาระที่เรียนแล้ว นักศึกษายังได้มีส่วนร่วมในกระบวนการวิจัยในงานวิจัยของอาจารย์ เช่น เป็นผู้ทำการทดลอง (participant) ในการประเมินส่วนติดต่อกับผู้ใช้ของเว็บไซต์พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ นครศรีธรรมราช และประเมินส่วนติดต่อกับผู้ใช้ของดิจิทัลคอลเลกชันสารสนเทศ หอจดหมายเหตุนายกรัฐมนตรี พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ จังหวัดนครศรีธรรมราช ซึ่งนักศึกษาได้รับความรู้จากประสบการณ์จริง เพื่อนำไปประยุกต์ใช้ในการทำโครงการวิจัยในอนาคต

    นอกจากการพัฒนาการสอนให้มีความน่าสนใจและกระตุ้นการเรียนรู้ของนักศึกษาแล้ว ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.สุธัญญา ยังมีบทความวิจัย ที่ตีพิมพ์ในวารสารวิชาการและนำเสนอในที่ประชุมวิชาการทั้งระดับชาติและนานาชาติ โดยผลงานวิจัย เรื่อง“The usability testing on initial user interface design of Nakhon Si Thammarat National Museum Website” ได้นำเสนอแบบปากเปล่าในที่ประชุมวิชาการนานาชาติ International Conference on Cultural Technology (ICCT 2017) ระหว่างวันที่ 12-14 มกราคม 2560 ณ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ โดยบทความนี้ได้รับรางวัล The excellent paper award จากที่ประชุมนี้ และได้รับการคัดเลือกเป็น Selected Paper กำลังรอตีพิมพ์ใน Information Journal (SCOPUS Index) อีกด้วย

    จากรางวัลดังกล่าว ถือเป็นกำลังใจอย่างดียิ่ง ที่ทำให้ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.สุธัญญา อยากที่จะพัฒนาผลงานวิชาการให้มากยิ่งขึ้น พร้อมๆ ไปกับการศึกษาหาความรู้ใหม่ๆ การคิดหาวิธีการเรียนการสอนที่เพิ่มสัมฤทธิ์ผลทางการเรียนในศาสตร์สาขาวิชาการจัดการสารสนเทศ และพัฒนาทักษะการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 ของนักศึกษา เพื่อมุ่งหวังที่จะผลิตบัณฑิตให้เป็นทั้งคนดีและคนเก่งและสามารถเป็นผู้ที่สามารถเรียนรู้ตลอดชีวิตได้

    ประวัติและผลงาน

    สมพร อิสรไกรศีล เรียบเรียง