Category: ข่าวกิจกรรมวิจัยและการเผยแพร่ผลงานวิจัย

ข่าวกิจกรรมงานวิจัยและงานวิจัยเผลแพร่ต่างๆที่เกี่ยวข้องกับสถาบันวิจัยและนวัตกรรม

  • ผลงานวิจัยอาจารย์ ม.วลัยลักษณ์ ได้รับเชิญร่วมงานมหกรรมการวิจัยแห่งชาติ 2559

    ผลงานวิจัยอาจารย์ ม.วลัยลักษณ์ ได้รับเชิญร่วมงานมหกรรมการวิจัยแห่งชาติ 2559

    สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ได้คัดเลือกผลงานวิจัยอาจารย์จาก มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ ร่วมงานมหกรรมการวิจัยแห่งชาติ 2559 ซึ่งจัดขึ้นเมื่อวันที่ 17-21 สิงหาคม 2559 ที่ผ่านมา ณ ศูนย์ประชุมบางกอกคอนเวนชั่นเซ็นเตอร์ เซ็นทรัลเวิด์ล ราชประสงค์ กรุงเทพ

    ผลงาน “โคมไฟหนังตะลุง” โดย ผู้ช่วยศาสตราจารย์เรวัต สุขสิกาญจน์ อาจารย์ประจำสาขาการออกแบบอุตสาหกรรม สำนักวิชาสถาปัตยกรรมศาสตร์และการออกแบบ และ โครงการวิจัยการถ่ายทอดเทคโนโลยี “ลานสกาโมเดล” โมเดลระบบเฝ้าระวังดัชนีลูกน้ำยุงลายเพื่อแก้ปัญหาโรคไข้เลือดออกอย่างยั่งยืนจากระดับครัวเรือนถึงอำเภอ โดย รองศาสตราจารย์ ดร.จรวย สุวรรณบำรุง อาจารย์ประจำสำนักวิชาสหเวชศาสตร์และสาธารณสุขศาสตร์ ได้รับความสนใจจากผู้เข้าร่วมงานจากนักวิชาการ นักวิจัย นักเรียน นักศึกษา ภาคธุรกิจ และผู้สนใจจากทั่วประเทศ 

  • มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ ร่วมงาน มหกรรมวิจัยแห่งชาติ 2559

    มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ ร่วมงาน มหกรรมวิจัยแห่งชาติ 2559

    20160817_10510720160818_160711

     

     

     

    20160818_093448

    มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ เข้าร่วมแสดงผลงาน ในงาน Thailand Research Expo 2016 ระหว่างวันที่ 17 – 21 สิงหาคม 2559 ณ ศูนย์ประชุมบางกอกคอนเวนชั่นเซ็นเตอร์ เซ็นทรัลเวิด์ล ราชประสงค์ กทม. จัดโดยสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ซึ่งในปีนี้มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ได้นำทัพบุคลากรสายสนับสนุนที่มีศักยภาพในการพัฒนางานประจำสู่นวัตกรรม หรืองานวิจัย โดยผลงานที่เข้าร่วมแสดงผลงาน ประกอบด้วย 1. เครื่องอบแห้งข้าวเปลือกด้วยคลื่นไมโครเวฟแบบต่อเนื่อง ผสมลมร้อน โดย คุณไพรวัลย์ เกิดทองมี นักวิทยาศาสตร์ศูนย์เครื่องมือวืทยาศาสตร์และเทคโนโลยี 2. เครื่องอัดถ่านพลังงาน โดย นายฮาเล็ม ดอเลาะ นายวีรชาติ รานวล นส.ธินาพร สุทธิวิริยะ นักวิทยาศาสตร์ศูนย์เครื่องมือวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี 3.วิธีการย่อยโฟม โดยนายวีรชาติ รานวล และนายฮาเล็ม ดอเลาะ นักวิทยาศาสตร์ศูนย์เครื่องมือวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี 4.ประสิทธิภาพการใช้หลอด LED ในการเพิ่มแสงสว่างและลดการใช้พลังงานภายในศูนย์บรรณสารและสื่อการศึกษา โดยนายธวัชชัย ประดู่ และนายเมษา สินทบทอง นายช่างเทคนิคศูนย์บรรณสารและสื่อการศึกษา 5.เครื่องตรวจจับก๊าซ LPG โดย นายธีระ พรหมมาศ นักวิทยาศาสตร์ศูนย์เครื่องมือวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และ 6.ระบบ E-services ของศูนย์คอมพิวเตอร์

    20160819_13241220160819_10223820160818_094514

  • ผศ.ดร.ปัทมวรรณ จิมากร ซิลลิ ปาฐกถาพิเศษ “Active Learning : Challenges and Innovations” ในงานประชุมวิชาการการเรียนรู้เชิงรุก

    ผศ.ดร.ปัทมวรรณ จิมากร ซิลลิ ปาฐกถาพิเศษ “Active Learning : Challenges and Innovations” ในงานประชุมวิชาการการเรียนรู้เชิงรุก

    DSC_7537_28Large29

    ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ปัทมวรรณ จิมากร ซิลลิ อาจารย์ภาควิชาภาษาอังกฤษ คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ปาฐกถาพิเศษ “Active Learning : Challenges and Innovations” ในงานประชุมวิชาการการเรียนรู้เชิงรุก “Active Learning : Challenges and Innovations” เมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2559 ณ ห้องอรพินธ์ โรงแรมทวินโลตัส

    ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ปัทมวรรณ กล่าวว่า ข้อจำกัดในการทำห้องเรียน Active Learning ด้วยนวัตกรรม เริ่มจาก ความท้าทายที่ 1 Education in peril ระบบการศึกษาของไทยไม่ดี ถึงจุดต่ำสุด ไม่ว่าจะเป็นการประเมินระดับโลกหรือระดับภูมิภาค ประเทศไทยมีการลงทุนจากต่างชาติจำนวนมาก แต่ทำไมภาษาอังกฤษของเราก็ยังอยู่ในระดับที่ต่ำมาก เราเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้การศึกษาแย่ เราได้ทำใหการศึกษาไทยดีขึ้นรึเปล่า หากเราดูเกี่ยวกับการเรียนรู้ของคน ถ้าเรียนด้วยการอ่าน ได้ยิน และดู จะจำได้ 10%, 20% และ 30% ตามลำดับ แต่ถ้าได้ไปชมนิทรรศการ ไปพิพิธภัณฑ์ หรือชมการสาธิต ความจำจะเพิ่มเป็น 50% ถ้าเป็นการฝึกและมีส่วนในการเรียนรู้ร่วมกัน จะเพิ่มเป็น 70% จะให้ดีที่สุด คือ การทำโมเดล การเรียนรู้จากประสบการณ์โดยตรง โดยยกตัวอย่างการเรียนภาษาอังกฤษในประเทศบราซิล จะช่วยให้จำได้ถึง 90% ซึ่ง 70-90% นี้ เป็นการเรียนรู้โดยการวิเคราะห์ คำจำกัดความ การสร้างสรรค์ และการประเมิน ซึ่งต้องใช้การเรียนแบบ Active Learning แต่ในความเป็นจริง การออกข้อสอบของเราจะเป็นการเลือกคำตอบที่มีคำตอบที่ถูกต้องเพียงข้อเดียว ใช้การท่องจำและการเรียนในโรงเรียนกวดวิชา ความรู้เป็น fact ที่เราต้องหาใส่ตัว ขณะที่ทักษะทางปัญญาเป็นการต่อยอดความรู้ เช่น การใช้ความรู้ทางฟิสิกส์มาเรียนรู้เกี่ยวกับน้ำตก การศึกษาของประเทศฟินแลนด์และเยอรมัน เป็นตัวอย่างที่ดีของเรื่องนี้

    ความท้าทายที่ 2 We can’t do like them เราทำไม่ได้เหมือนพวกเขา ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ปัทมวรรณ กล่าวว่า ถ้าเราตามไม่ทันก็ให้วิ่งไปดักข้างหน้า โดยใช้วิธีนำของแปลกมาใช้ ทำอย่างไรให้เด็กได้วิเคราะห์ คำจำกัดความ คิดรูปแบบการเรียน และประเมินความรู้ของเพื่อนและของเรา Active Learning จึงเป็นการเรียนรู้ที่ทำให้ผู้เรียนอยากมีปฏิสัมพันธ์ทางปัญญา คิดเชื่อมโยงกับการเรียนรู้และการนำไปใช้ในอนาคต ต้องมีคำถาม who, what, why, when, where และ how ถ้าตอบไม่ได้ เราต้องย้อนกลับมาดูว่า ทำไมผู้เรียนถึงคิดแบบนั้น เพราะสิ่งที่ถูกผิดอยู่ที่เราคิดเอง ทำให้การเรียนรู้มีความหมาย

    จากความท้าทายทั้งสอง นวัตกรรมการเรียนรู้แบบ Active Learning ควรเริ่มจากการเรียนกลุ่มเล็กๆ (start small) โดยยกตัวอย่างของ Cooking in English ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ซึ่งเป็นการเรียนการพูดภาษาอังกฤษผ่านการทำอาหาร รวมทั้งทำให้เป็นเรื่องง่ายๆ เช่น การเรียนรู้เกี่ยวกับ computation โดยใช้วิธ๊การแสดงให้ดู โดยไม่จำเป็นต้องใช้เครื่องคอมพิวเตอร์ เป็นต้น

    ความท้าทายที่ 3 เป็นเรื่อง Naivety and Oblivion ทำไมเด็กถึงไม่มีความรู้รอบตัว เช่น ความรู้ด้านสังคม ประวัติศาสตร์ การเรียนสังคมเป็นเรื่องจริงแต่สิ่งที่ขาดหายไป คือ ความรู้สึก ดังนั้น นวัตกรรมเกี่ยวกับเรื่องนี้ ควรเป็นการเรียนรู้เพื่อให้เกิดความอยากรู้ อยากเห็น (make them curious) กิจกรรมจึงควรเป็นแบบ open ended เช่น การเรียนรู้ผลของสงครามโลก โดยให้นักเรียนจำลองฉากของเหตุการณ์ ถ้าหากเราต้องอยู่ในบรรยากาศนั้น เพื่อให้เข้าใจอย่างลึกซึ้งถึงความเจ็บปวด โดยมีภาษาอังกฤษเป็นเครื่องมือในการสื่อสาร นักเรียนได้ใช้ทักษะการออกแบบ การคำนวณ และการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า เป็นต้น และนวัตกรรม การทำอะไรนอกกรอบและอย่าตัดสิน (do the unthinkable and don’t judge) และการเรียนรู้เพื่อค้นพบ (discovery-based learning) โดยอาจให้โจทย์การเรียนรู้ เช่น การเป็นผู้สื่อข่าวไปสัมภาษณ์บุคคลสำคัญ

    ความท้าทายที่ 4 The society without empathy สังคมไทยเป็นสังคมที่ขาดความเห็นอกเห็นใจกัน ดังนั้น critical thinking เป็นสิ่งสำคัญ จึงจำเป็นที่จะต้องมีนวัตกรรมการสร้างให้เด็กมีความเห็นใจ (Create opportunities for empathy to flourish)

    ในตอนท้าย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ปัทมวรรณ จิมากร ซิลลิ สรุปว่า การเรียนรู้เชิงรุกต้องมีเวลา ความพยายามและทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง โดยเราจะต้องคิดใหม่ใน 5 สิ่งนี้ คือ rethink our context, rethink what we believe in, rethink what we teach, rethink how we teach และ rethink ‘Teacher training’

    ข่าวโดย ส่วนประชาสัมพันธ์

  • ผศ.พญ.มยุรี วศินานุกร บรรยายพิเศษ “การเรียนรู้แบบกรณีศึกษา” ในงานประชุมวิชาการการเรียนรู้เชิงรุก

    ผศ.พญ.มยุรี วศินานุกร บรรยายพิเศษ “การเรียนรู้แบบกรณีศึกษา” ในงานประชุมวิชาการการเรียนรู้เชิงรุก

    DSC_7508_28Large29

    ผู้ช่วยศาสตราจารย์ แพทย์หญิงมยุรี วศินานุกร อดีตคณบดีสำนักวิชาแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ บรรยายพิเศษ “การเรียนรู้แบบกรณีศึกษา (Case-based Learning)” ในงานประชุมวิชาการการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning : Challenges and Innovations) เมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2559 ที่ผ่านมา ณ ห้องอรพินท์ โรงแรมทวินโลตัส

    ผู้ช่วยศาสตราจารย์ แพทย์หญิงมยุรี เล่าว่า Case-based Learning เป็นส่วนหนึ่งที่เล็กมากของ Active Learning โดยเป็นประสบการณ์ที่เราพบเห็น ได้ยิน ได้ฟัง และเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจริง เพื่อนำมาสืบค้นต่อ เป็นการกระตุ้นสมองให้ทำงาน เกิดเป็นกระบวนการเรียนรู้ เริ่มจากทำอย่างไรให้นักศึกษาใช้สมอง เพื่อให้เกิดการเรียนรู้และนำไปใช้ได้ ความจริงที่ว่าในชั้นเรียนที่โรงเรียนกิจกรรมสมองของนักเรียนน้อยกว่าในขณะที่เล่น Gates of Olympus บังคับให้เปลี่ยนวิธีการเรียนรู้โดยทั่วไป

    เมื่อโลกมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ผู้ช่วยศาสตราจารย์ แพทย์หญิงมยุรี เล่าว่า ทักษะที่จำเป็นต้องมีในศตวรรษที่ 21 ประกอบด้วย 1) ความรู้ ในวิชาชีพของตนเอง 2) ความรู้ทั่วไป เช่น ความรู้ทางด้านวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ สังคมศาสตร์ และเทคโนโลยี เป็นต้น 3) ความรู้สมัยใหม่ มีความจำเป็นต้องรู้ เพื่อเชื่อมโยงให้เกิดการพัฒนานวัตกรรมบางอย่าง เช่น การผลิตหุ่นยนต์ 4) ทักษะในการเรียนรู้และสร้างนวัตกรรม โดยการคิดอย่างมีวิจารณญาณ สามารถแก้ปัญหา สื่อสารและทำงานร่วมกับผู้อื่นได้ มีความคิดสร้างสรรค์และสร้างนวัตกรรมได้ 5) ทักษะการใช้ชีวิตและการประกอบอาชีพ ซึ่งต้องมีความยืดหยุ่น ปรับตัว ริเริ่ม กล้า อยากรู้อยากเห็น มีคุณธรรม จริยธรรม ทักษะทางสังคม สร้างผลงานให้ตัวเอง เป็นผู้นำและมีความรับผิดชอบ ซึ่งสามารถสร้างได้ขณะเป็นนักศึกษา 6) ต้องมีความรู้การใช้ข้อมูลและเทคโนโลยีสารสนเทศ

    ผู้ช่วยศาสตราจารย์ แพทย์หญิงมยุรี เล่าต่อว่า Case-based Learning เป็นเคสที่มีสถานการณ์เจาะจง โดยตั้งเป้าไว้ว่าอยากให้เรียนอะไร แต่ต้องมีความซับซ้อนเพื่อให้เกิดการวิเคราะห์ หาคำตอบร่วมกัน คำตอบที่ได้ไม่จำเป็นต้องเป็นคำตอบเดียว โดยเน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง ผู้เรียนร่วมมือและประสานงานร่วมกัน เกิดเป็น Active Learning ในช่วงนี้ สิ่งที่ได้มีกระบวนการอยู่ในสมองและเอาไปใช้งานได้ ซึ่งสิ่งที่ทำนั้นได้อะไรบ้าง

    บทบาทของผู้เรียน เชื่อมโยงเรื่องราวในสถานการณ์ปัจจุบันได้ นำความรู้และหลักการมาใช้ในการอภิปราย ต้องชี้ประเด็น ตั้งคำถาม มีการคิดวิเคราะห์ข้อมูลซึ่งต้องมีหลายวิธีและมีคำตอบที่น่าเป็นไปได้ออกมา การทำงานเป็นกลุ่มอาจไม่เห็นด้วยในคำตอบแต่ต้องมีการประนีประนอม ในส่วนของบทบาทครู เป็น Facilitator คอยกระตุ้นผู้เรียน ค้นหา case ให้ข้อมูล เพื่อให้พิจารณาตัดสินใจเองว่าจะทำอะไร

    ชนิดของ case ประกอบด้วย 1) Extensive, detailed case เป็น case ที่มีเนื้อหามาก มีรายละเอียด ใช้เวลานานในการเรียนรู้ อาจเป็นสัปดาห์ 2) Descriptive, narrator case บาง case อาจจบภายในครั้งสองครั้ง ให้ทยอยเรียน ให้คิดและวิเคราะห์เพื่อหาคำตอบ 3) Mini case เป็น case เล็ก เอา concept ไปสู่การปฏิบัติ เป็นการเรียนในชั้นเรียนเพียงครั้งเดียว 4) Bullet case มีเพียง 2-3 ประโยค และเรียนเพียงเรื่องเดียว 5) Directed case มีการชี้แนะของผู้สอน มีเนื้อหาและเจาะจงคำถามในการหาคำตอบ 6) Fixed case คล้าย Mini case และ Bullet case แต่ให้เลือกคำตอบที่ถูกต้องเพียงคำตอบเดียว จาก 4-5 คำตอบ ที่ให้

    การจัด Case-based Learning อาจเป็นห้องเรียนใหญ่ ห้องเรียนกลุ่มย่อย ห้องเรียน online ก็ได้ โดยผู้ช่วยศาสตราจารย์ แพทย์หญิงมยุรี ได้ยกตัวอย่างของ Case-based Learning ที่คุณหมอได้สอนนักศึกษาแพทย์ขณะที่เป็นคณบดีสำนักวิชาแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ อาทิ การใช้น้ำเกลือ โดยใช้ Directed case เริ่มด้วย Lesson plan จากนั้นให้นักศึกษาเตรียมงานก่อนเข้าชั้นเรียนและนำมานำเสนอในชั้น อาจารย์ wrap up จบด้วยการประเมินโดยกลุ่ม และมี modify essay question เพื่อสอบความรู้

    ประโยชน์ของการเรียนแบบ Case-based Learning ทำให้มองเห็นว่าสิ่งที่เรียนรู้มีความสำคัญ นำไปใช้ประโยชน์ได้ ได้เห็นการนำทฤษฎีไปใช้ในภาคปฏิบัติ มีการวิเคราะห์ ได้เรียนรู้ร่วมกัน เป็นการเรียนเป็นกลุ่ม เชื่อมโยงกับสถานการณ์ใหม่ๆ ที่จะไปพบ

    ก่อนที่ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ แพทย์หญิงมยุรี วศินานุกร จะปิดท้ายด้วย Year 2060 : Education Predictions ของ Salman KHAN ผู้ก่อตั้งเว็บไซต์ khanacademy.org โดยบอกถึงการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้น 4 อย่าง คือ 1) รูปแบบของห้องเรียนจะเปลี่ยน 2) เวลาของการสำเร็จศึกษาจะเปลี่ยนเป็น Achievement based 3) ครูจะเป็น Coach เป็นที่ปรึกษา 4) 99% ของประชากรจะรู้หนังสือ

    สมพร อิสรไกรศีล ข่าว
    ธีรพงศ์ หนูปลอด ภาพ

  • ม.วลัยลักษณ์ จัดประชุมวิชาการ Active Learning: Challenges and Innovations

    ม.วลัยลักษณ์ จัดประชุมวิชาการ Active Learning: Challenges and Innovations

    ส่วนส่งเสริมวิชาการ ม.วลัยลักษณ์ จัดประชุมวิชาการเรียนรู้เชิงรุก Active Learning : Challenges and Innovations เพื่อส่งเสริมให้เกิดการแลกเปลี่ยนความรู้ทางวิชาการ การพัฒนาการเรียนการสอนแบบ Active Learning

    ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.อัญชลี ชยานุวัชร หัวหน้าคณะทำงานพัฒนาการเรียนรู้เชิงรุก ม.วลัยลักษณ์ เปิดเผยว่า ส่วนส่งเสริมวิชาการ ม.วลัยลักษณ์ จัดประชุมวิชาการเรียนรู้เชิงรุก Active Learning: Challenges and Innovations ระหว่างวันที่ 5-6 สิงหาคม 2559 ที่ผ่านมา โดยในพิธีเปิดได้รับเกียรติจาก อาจารย์ ดร.สุรินทร์ ไหมศรีกรด รักษาการแทนรองอธิการบดีฝ่ายวิชาการและกิจการต่างประเทศ ม.วลัยลักษณ์ เป็นประธานกล่าวเปิดอย่างเป็นทางการ ณ โรงแรมทวินโลตัส จังหวัดนครศรีธรรมราช

    ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.อัญชลี ชยานุวัชร กล่าวว่า การประชุมวิชาการการเรียนรู้เชิงรุก ครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมให้เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้วิชาการทั้งภายในและภายนอกมหาวิทยาลัย โดยเปิดโอกาสให้คณาจารย์ นักวิจัย นักการศึกษาและนักศึกษาได้เสนอผลงานวิจัยหรือผลงานวิชาการทางด้านการศึกษา การพัฒนาการเรียนการสอน ตลอดจนการเรียนรู้เชิงรุก (Active Leaning ) โดยได้รับเกียรติจากผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ปัทวรรณ จิมากร ซิลลิ ม.ธรรมศาสตร์ ปาฐกถาพิเศษ หัวข้อ “Active Learning: Challenges and Innovations” และมีวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิมาให้ความรู้และแลกเปลี่ยนประสบการณ์ต่างๆที่เป็นประโยชน์ต่อการศึกษา ประกอบด้วย ศาสตราจารย์ ดร.ชุติมา สัจจานันท์ รองศาสตราจารย์สุภาพ ณ นคร รองศาสตราจารย์นายแพทย์ชัชวาล ศิลปะกิจ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ แพทย์หญิงมยุรี วศินานุกร และอาจารย์วรงค์ ถาวระ

    อาจารย์ ดร.สุรินทร์ ไหมศรีกรด กล่าวว่า การเรียนรู้เชิงรุกเป็นการเรียนที่ให้นักศึกษาเป็นหลักในการเรียนรู้ กิจกรรมที่ทำในชั้นเรียนที่มีนักศึกษามีส่วนร่วมก็ถือว่า เป็นการเรียนเชิงรุกเช่นกัน ดังนั้น การเรียนรู้ต้องมาก่อนการสอน โดยให้นักศึกษาเป็นผู้กำหนดทิศทางการเรียนของตนเอง เพราะนักศึกษาที่มาเรียนมีความถนัดและความสนใจไม่เหมือนกัน

    การประชุมวิชาการในครั้งนี้มีผู้สนใจเข้าร่วมประชุมซึ่งเป็นคณาจารย์จากสถาบันการศึกษา 16 สถาบัน จำนวน 150 คน นักศึกษาจำนวน 61 คน และมีผู้นำเสนอบทความในการประชุมครั้งนี้จำนวน 50 บทความ

    ประมวลภาพ

    ข่าวและภาพโดยนายธีรพงศ์ หนูปลอด ส่วนประชาสัมพันธ์

  • มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ลงนามความร่วมมือกับ Okayama University of Science, Japan

    มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ โดยการริเริ่มของสำนักวิชาเทคโนโลยีการเกษตร ได้ลงนาม MOU กับ Okayama University of Science ประเทศญี่ปุ่น โดยได้มีการดำเนินโครงการวิจัยกับมหาวิทยาลัยแห่งนี้มาเป็นเวลาประมาณ 2 ปีแล้วในด้าน “Developing of novel water for freshwater and seawater shrimp live together without any physiological losses” ซึ่งมีผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. สถาพร ดิเรกบุษราคม อาจารย์สำนักวิชาเทคโนโลยีการเกษตรเป็นผู้ประสานงานหลัก กำหนดระยะเวลาใน MOU คือ 5 ปี

    สาระสำคัญของ MOU มีเนื้อหาดังนี้
    1. การแลกเปลี่ยนนักศึกษา
    2. การแลกเปลี่ยนอาจารย์
    3. การทำวิจัย
    4. สหกิจศึกษา
    5. การแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรม
    6. การร่วมมือในระดับหลักสูตรและการศึกษานอกพื้นที่สำหรับนักศึกษาระดับบัณฑิตศึกษา และ
    7. ความร่วมมืออื่นๆ ที่ทั้งสองฝ่ายมีความสนใจร่วมกัน

    โดยสำนักวิชาเทคโนโลยีการเกษตรมีแผนการรับนักศึกษาแลกเปลี่ยน จาก Okayama University จำนวน 3 คน ดังนี้

    1) Mr. Hironori Yamauchi
    First travel:14/Aug to 20/Sep
    Second travel:7/Oct to 8/Oct
    2) Mr. Takaaki Ishizaka 14/Aug to 8/Oct
    3) Mr. Masashi Takeda 7/Oct to 18/Nov

    รายละเอียดเพิ่มเติม : http://www.ous.ac.jp/english

  • ม.วลัยลักษณ์ จัดอบรม Training Workshop on Plasma Diagnostics for Fusion Research

    ศูนย์วิจัยความเป็นเลิศนวัตกรรมฟิสิกส์ฯ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ จัดอบรม The 1st Training Workshop on Plasma Diagnostics for Fusion Research  ระหว่างวันที่ 25 – 27 กรกฎาคม 2559 โดยได้รับเกียรติจาก นายวราวุธ ขจรฤทธิ์    รักษาการรองผู้อำนวยการ (วิชาการ) เป็นผู้แทนผู้อำนวยการ สถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ กล่าวเปิดงาน การจัดอบรมดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อเตรียมความพร้อมของบุคลากรทางด้านพลาสมาและพลังงานฟิวชั่น เพื่อให้เกิดงานวิจัยและการพัฒนาพื้นฐานเกี่ยวกับระบบวัดพลาสมา อีกทั้งยังเป็นการเสริมสร้างความร่วมมือและการแลกเปลี่ยนความรู้เกี่ยวกับพลาสมาและพลังงานฟิวชั่นระหว่างกลุ่มวิจัยภายในประเทศ ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากสถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ(สทน.) มีผู้เข้าร่วมทั้ง อาจารย์  นักวิจัยและนักศึกษาทั่วประเทศ

               กิจกรรมฝึกอบรมได้รับเกียรติจากวิทยากรที่มีความเชี่ยวชาญมาให้ความรู้ ประกอบด้วย การบรรยาย
    – หัวข้อภาพรวมและแผนการพัฒนางานวิจัยและบุคลากรทางด้านพลาสมาและนิวเคลียร์ฟิวชัน (Nuclear fusion) ในประเทศไทย โดย  ดร. รพพน พิชา หัวหน้าฝ่ายฟิสิกส์และวิศวกรรม สถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ
    – หัวข้อ แนะนำพื้นฐานและองค์ความรู้ด้านพลาสมาฟิสิกส์ และกระบวนการในการวัดคุณสมบัติของพลาสมา ซึ่งได้แก่ อุณหภูมิและความหนาแน่นของพลาสมาโดยใช้เทคนิค หัววัดแบบ Langmuir พร้อมสรุปแนวทางการทำวิจัยด้านพลาสมาฟิสิกส์และการนำไปประยุกต์ใช้ในด้านต่าง ๆ เช่น ทางด้านวัสดุ ด้านกสิกรรม เป็นต้น โดย ผศ.ดร.หมุดตอเล็บ หนิสอ หัวหน้าศูนย์วิจัยความเป็นเลิศนวัตกรรมฟิสิกส์ยั่งยืนสำหรับอุตสาหกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์
    – หัวข้อแนะนำการวิจัยและแนวทางการวิจัยเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ชนิดฟิวชันในประเทศไทย โดย ผศ.ดร.ธวัชชัย อ่อนจันทร์ จากสถาบันเทคโนโลยีนานาชาติสิรินธร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
    – หัวข้อ แนะนำเทคนิคและกระบวนการวัดพลาสมาโดยอาศัยการปลดปล่อยแสงของพลาสมา หรือ Optical Emission Spectroscopy (OES) เพื่อใช้วัดอุณหภูมิของพลาสมา โดย ดร.ธีรวรรณ บุญญวรรณ  จาก มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

            นอกจากนี้ผู้เข้ารับการฝึกอบรมได้ฝึกภาคปฏิบัติ การสร้างหัววัด Langmuir ชนิด 1 และ 2 ขั้ว เพื่อใช้วัดคุณสมบัติของพลาสมา โดยทดสอบกับพลาสมาที่สร้างจากแหล่งกำเนิด 2 แบบคือ ชนิดมีขั้วไฟฟ้าภายใน และชนิดขั้วไฟฟ้าภายนอก  การวัดคุณสมบัติของพลาสมาโดยใช้ Optical Emission Spectroscopy (OES) เพื่อใช้วัดอุณหภูมิของพลาสมา การสร้างหัววัดแบบแม่เหล็ก (Magnetic Probe) เพื่อใช้วัดความเร็วของแผ่นพลาสมาที่เคลื่อนที่ภายในเครื่องพลาสมาโฟกัส (Plasma Focus) โดยมีวิทยากรจากศูนย์วิจัยความเป็นเลิศนวัตกรรมฟิสิกส์ยั่งยืนสำหรับอุตสาหกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ ได้แก่ นายอาหลี ตำหมัน นายดิเรก บุญธรรม นายเฉลิม เต๊ะสนู นายธรรมนูญ ศรีน่วม เป็นวิทยากรในการฝึกปฏิบัติ

          ไฟล์เอกสารแนบ
  • ผลงานของนักศึกษาระดับบัณฑิตศึกษา วิทยาศาสตร์เชิงคำนวณ ได้รับการเผยแพร่ใน Walailak J Sci & Tech

    บทความวิจัยเรื่อง An Integrated Event Detection and Decision Support System for Managing the Health of Ocean and Climatic Sensor ของ คุณเปรมฤดี นุ่นสังข์ และ พีรวิชญ์ เควด นักศึกษาระดับบัณฑิตศึกษา หลักสูตรวิทยาศาสตร์เชิงคำนวณ สำนักวิชาวิทยาศาสตร์ ร่วมกับ รศ.ดร. กฤษณะเดช และ รศ.ดร มัลลิกา เจริญสุธาสินี อาจารย์ที่ปรึกษา ได้รับการเผยแพร่ใน Walailak Journal of Science and Technology Vol. 13 no. 9 September 2016: Botany, Wildlife and Coastal Research

    บทความอื่นๆ ที่ร่วมตีพิมพ์ในเล่มนี้มีเนื้อหาด้านชีววิทยา ทรัพยากรทะเลและชายฝั่ง เป็นผลงานจาก University of Sinop ประเทศตุรกี, มหาวิทยาลัยมหิดล, จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย 2 เรื่อง และ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ 2 เรื่อง ผู้สนใจสามารถดาวน์โหลดบทความได้จากhttp://wjst.wu.ac.th/index.php/wjst/index

     

  • วารสารอาศรมวัฒนธรรมวลัยลักษณ์ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์เผยแพร่ออนไลน์ แล้ว

    วารสารอาศรมวัฒนธรรมวลัยลักษณ์(สารอาศรมวัฒนธรรมวลัยลักษณ์) ได้ตีพิมพ์เผยแพร่เนื้้อหาทางด้านศิลปะและวัฒนธรรมมาอย่างต่อเนื่องกันตั้งแต่ ปี พ.ศ.๒๕๔๑ ระยะเริ่มแรกเป็นสิ่งตีพิมพ์จำนวนหน้าไม่มากนัก ขนาดกระดาษเอสี่ ต่อมาพัฒนารูปแบบให้กะทัดรัดมีขนาดเล็กลง และพัฒนาเนื้อหามาตามลำดับ ได้เผยแพร่ภายในจังหวัดนครศรีธรรมราช ภายในประเทศ และบางฉบับสjงไปต่างประเทศตามความประสงค์ของสถานการศึกษาต่างประเทศที่เปิดสอนเกี่ยวกับภาษาไทยและไทศึกษา

    ขณะนี้ วารสารอาศรมวัฒนธรรมวลัยลักษณ์ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ ฉบับล่าสุดและย้อนหลังไป ๒ ฉบับ ได้เผยแพร่ออนไลน์แล้วตามนโยบายของมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ ส่วนการพิมพ์เป็นเล่มยังคงมีอยู่แต่ลดจำนวนการจัดพิมพ์ลงไป ท่านที่ประสงค์จะรับวารสารอาศรมวัฒนธรรมวลัยลักษณ์เป็นเล่ม ผู้สนใจสามารถรับได้ที่ สำนักงานอาศรมวัฒนธรรมวลัยลักษณ์ อาคารพลศึกษา

    โอกาส จึงขอเชิญชวนบุคลากรมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ และผู้ที่สนใจด้านศิลปะและวัฒนธรรมเปิดอ่านวารสารออนไลน์สารอาศรมวัฒนธรรมวลัยลักษณ์ เพื่อความรู้ความเข้าใจในด้านนี้และความบันเทิงใจในสุนทรียรสแห่งวรรณกรรม

     

     

    ข่าวโดย อาศรมวัฒนธรรมวลัยลักษณ์
  • มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ เปิดเวทีฝึกอบรมหลักสูตร “Human Subject Protection Course”ส่งเสริมจริยธรรมการทำวิจัยในมนุษย์

     

     

     

     

    มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ จัดโครงการฝึกอบรมหลักสูตร“Human Subject Protection Course” ณ ห้องประชุม 4 อาคารปฏิบัติการเทคโนโลยีและพัฒนานวัตกรรม มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ เมื่อวันจันทร์ที่ 1 สิงหาคม 2559 โดยมี รองศาสตราจารย์ ดร.ชิตณรงค์ ศิริสถิตย์กุล รักษาการแทนรองอธิการบดีฝ่ายวิจัยและบริการสังคม เป็นประธานเปิดการอบรม มีนักศึกษา คณาจารย์ บุคลากรและนักวิชาการและนักวิจัยของหน่วยงาน/สถาบันต่างๆ เข้าร่วมกว่า 200 คน

     

    รองศาสตราจารย์ ดร.ชิตณรงค์ ศิริสถิตย์กุล เปิดเผยว่า มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ โดยสถานวิจัยวิทยาการสุขภาพและสำนักวิชาแพทยศาสตร์ร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ จัดโครงการฝึกอบรมหลักสูตร“Human Subject Protection Course” เพื่อเพิ่มพูนความรู้ด้านจริยธรรมการวิจัยในมนุษย์ให้แก่คณะกรรมการจริยธรรมการวิจัยในมนุษย์ นักวิจัยของมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์และหน่วยงานหรือองค์กรณ์อื่นๆที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนเพื่อพัฒนาคณะกรรมการจริยธรรมการวิจัยในมนุษย์ให้มีมาตรฐานในการพิจารณาโครงการตามหลักสากลอันจะส่งผลต่อการผลิตงานวิจัยที่มีคุณภาพของประเทศ การวิจัยในสาขาจริยธรรมจะช่วยให้คาดการณ์และวิเคราะห์การกระทำของมนุษย์ได้ดีขึ้น นอกจากนี้ แบบจำลองพฤติกรรมมนุษย์ในสถานการณ์และสถานที่ต่างๆ เริ่มต้นด้วยการสนทนากับคนแปลกหน้าทั่วไปและจบลงด้วยการสื่อสารระหว่างเกมที่ bet amo

    รองศาสตราจารย์ ดร.ชิตณรงค์ ศิริสถิตย์กุล กล่าวเพิ่มเติมอีกว่า มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ได้ตั้งเป้าหมายที่จะยกระดับมหาวิทยาลัยให้เป็นมหาวิทยาลัยที่ติดอันดับโลก หรือ World Ranking จึงได้มีการสนับสนุนงานวิจัยที่มีคุณภาพให้มากขึ้น โดยเฉพาะงานวิจัยที่สร้างองค์ความรู้ใหม่ที่เป็นประโยชน์ต่อมวลมนุษยชาติ สำหรับงานวิจัยในมนุษย์นั้นมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ได้ตระหนักถึงความสำคัญของอาสาสมัครที่เข้าร่วมโครงการ จึงได้ออกประกาศเรื่องข้อกำหนดการวิจัยในมนุษย์ ฉบับที่ 1 เมื่อวันที่ 8 เมษายน พ.ศ.2559 กำหนดให้โครงการวิจัยในมนุษย์ทุกโครงการต้องผ่านการรับรองก่อนเริ่มทำการวิจัย และหัวหน้าโครงการวิจัยต้องผ่านการอบรมด้านจริยธรรมการวิจัยในมนุษย์ก่อนเสนอ โครงการวิจัย เพื่อขอรับการรับรองจากคณะกรรมการการวิจัยในมนุษย์ ทั้งนี้เพื่อให้มีการปฏิบัติต่ออาสาสมัครที่เข้าร่วมโครงการวิจัยตามหลักสากล คือ ต้องมีการคุ้มครองศักดิ์ศรี สิทธิ ความปลอดภัย ตลอดจนความเป็นอยู่ที่ดีของอาสาสมัคร ดังนั้นการอบรมในครั้งนี้จึงเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อการปฏิบัติต่ออาสาสมัครให้เป็นไปตามหลักการสากล

    ในด้านการพัฒนายาใหม่ที่ผ่านการศึกษาทางเภสัชวิทยาและพิษวิทยาในสัตว์ทดลองจนมีข้อมูลแสดงประสิทธิภาพ(Efficacy) และความปลอดภัย(Safety) ในระดับก่อนคลีนิคแล้วนั้น จำเป็นจะต้องนำมาศึกษาต่อในมนุษย์ ซึ่งเป็นขั้นตอนที่สำคัญเพื่อพิสูจน์และยืนยันประสิทธิผลและความปลอดภัยในมนุษย์ก่อนที่จะได้รับการพิจารณาขึ้นทะเบียนเป็นยาใหม่ ระยะเวลาที่ใช้ในการวิจัยและพัฒนายาใหม่จะประมาณ 3-15 ปี ทำให้ยาใหม่มีสิทธิบัตรคุ้มครองเมื่อออกสู่ตลาดเหลือระยะเวลาสั้น บริษัทที่ทำวิจัยและพัฒนายาซึ่งอยู่ในประเทศพัฒนาแล้วทั้งสหรัฐฯและยุโรป จึงมีแนวโน้มที่จะทำการศึกษาทดลองทางคลินิก (Clinical Trial) นอกประเทศของผู้พัฒนายา เพราะมีอาสาสมัครและผู้ป่วยจำนวนมาก การศึกษาจะเสร็จเร็วและเสียค่าใช้จ่ายน้อยกว่าทำการศึกษาในประเทศของผู้พัฒนายาเอง ปัจจุบันจึงมีการศึกษาวิจัยทางคลินิคในประเทศไทยเป็นจำนวนมาก และจะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในอนาคตเพราะประเทศไทยมีปัจจัยและโครงสร้างพื้นฐานที่เอื้ออำนวยต่อการศึกษาวิจัยทางคลินิค หากมีการพัฒนาคุณภาพการศึกษาวิจัยทางคลินิคให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากลว่าด้วย Good Clinical Practice (GCP) ที่ให้ความสำคัญอย่างมากกับการคุ้มครองสิทธิ ศักดิ์ศรี ความปลอดภัยและความเป็นอยู่ที่ดีของอาสาสมัครและผู้ป่วยที่เข้าร่วมการวิจัยทางคลินิก จะทำให้ประเทศไทยมีโอกาสเป็นศูนย์กลางความเป็นเลิศในการศึกษาวิจัยทางคลินิค ปัจจุบันแม้ว่ายังไม่มีกฏหมายบังคับใช้ด้านการทำวิจัยในมนุษย์ แต่มีกฏหมายต่างๆ เช่น ข้อบังคับแพทยสภาว่าด้วยการรักษาจริยธรรมแห่งวิชาชีพเวชกรรม กล่าวถึงผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมผู้ทำการศึกษาวิจัยและการทดลองในมนุษย์ จะต้องได้รับการพิจารณาเห็นชอบจากคณะกรรมการจริยธรรมการวิจัยที่เกี่ยวข้องแล้วเท่านั้น และวารสารวิชาการโดยเฉพาะอย่างยิ่งวารสารทางการแพทย์ มีข้อกำหนดในการรับผลงานวิจัยตีพิมพ์ ผลงานนั้นจะต้องได้รับการรับรองจากคณะกรรมการจริยธรรมการวิจัยก่อนดำเนินการวิจัย

    ดังนั้น การทำการวิจัยจึงจำเป็นต้องมีจริยธรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่งการทำวิจัยในมนุษย์ ไม่ว่าจะเป็นการวิจัยด้านวิทยาศาสตร์การแพทย์หรือการวิจัยด้านสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ที่มีความเกี่ยวข้องกับมนุษย์ ล้วนมีผลกระทบต่ออาสาสมัครไม่ทางตรงก็ทางอ้อม แม้ว่าการทำวิจัยที่ไม่มีการใช้สิ่งแทรกแซงซึ่งอาจทำให้เกิดอันตรายต่ออาสาสมัคร แต่การทำการวิจัยโดยใช้แบบสอบถาม การสัมภาษณ์หรือการสำรวจก็อาจก่อให้เกิดความเสี่ยงหรือผลกระทบต่ออาสาสมัครทางด้านเศรษฐกิจ สังคม หรือจิตใจ จึงเป็นเหตุที่ต้องได้รับการพิจารณาจริยธรรมในการวิจัย ซึ่งมีหลักการสำคัญคือ การปกป้องศักดิ์ศรี สิทธิ ความปลอดภัยและความเป็นอยู่ที่ดี ตลอดจนให้ความเคารพในความเป็นคนของอาสาสมัครผู้เข้าร่วมโครงการวิจัย ซึ่งนอกจากจะสอดคล้องกับคำประกาศ เฮลซิงกิ (Declaration of Helsinki) แล้วยังสอดคล้องกับแนวทางการปฏิบัติการวิจัยที่ดีเป็นมาตรฐานสากล หรือที่เรียกว่า Good Clinical Practice (GCP) อีกด้วย

    ประมวลภาพ

    ข่าว/ภาพ น.ส.ชลธิชา ปานแก้ว ส่วนประชาสัมพันธ์