Category: Outstanding Research

  • ดร.พงศธร เดชาติวงศ์ ณ อยุธยา 1 ใน 5 ตัวแทนประเทศไทย เข้าร่วมการประชุม GYSS ประจำปี 2560

    ดร.พงศธร เดชาติวงศ์ ณ อยุธยา 1 ใน 5 ตัวแทนประเทศไทย เข้าร่วมการประชุม GYSS ประจำปี 2560

    อาจารย์ ดร.พงศธร เดชาติวงศ์ ณ อยุธยา อาจารย์ประจำหลักสูตรวิศวกรรมเคมีและกระบวนการ สำนักวิชาวิศวกรรมศาสตร์และทรัพยากร มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ ได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ให้เป็น 1 ใน 5 ตัวแทนประเทศไทยเข้าร่วมประชุมนักวิทยาศาสตร์รุ่นเยาว์ (Global Young Scientist Summit : GYSS) ประจำปี 2560 ซึ่งกำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 14 – 21 มกราคม 2560 ที่ผ่านมา ณ สาธารณรัฐสิงคโปร์

    อาจารย์ ดร.พงศธร เดชาติวงศ์ ณ อยุธยา เป็นคนกรุงเทพมหานครโดยกำเนิด จบการศึกษาชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 จากโรงเรียนจิตรลดา โดยได้รับแรงบันดาลใจจากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา สยามบรมราชกุมารี ที่พระองค์ท่านเสด็จพระราชดำเนินไปพระราชทานรางวัลนักเรียนเรียนดีที่โรงเรียนจิตรลดา เป็นประจำทุกปี จึงมีความมุมานะและพยายามตั้งใจเรียนตลอดในระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย จนได้รับพระราชทานรางวัลเรียนดีจากพระหัตถ์สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา สยามบรมราชกุมารี ในชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 – 6 และสอบได้ทุนการศึกษาจากกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ไปศึกษาต่อระดับปริญญาตรี – เอก ที่ประเทศสหราชอาณาจักร

    ขณะที่ศึกษาอยู่ในระดับปริญญาเอก อาจารย์ ดร.พงศธร ได้ทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยสอนในวิชาพื้นฐานวิศวกรรมศาสตร์เคมี วิศวกรรมศาสตร์สิ่งแวดล้อม และการออกแบบโรงงานอุตสาหกรรมผลิตสารเคมี ซึ่งการสอนนี้ ทำให้เห็นคุณค่าของการทำงาน ได้รับความรู้ ช่วยให้มีความรับผิดชอบและเป็นผู้ใหญ่ขึ้น ส่งผลให้ได้รับการคัดเลือกเป็น 1 ใน 6 ผู้ช่วยสอนดีเด่นจากการคัดเลือกของนักศึกษา ได้รับรางวัลจาก Imperial College Student Union ทั้งยังเป็นที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์ให้กับนักศึกษาปริญญาโท 4 คน และปริญญาตรีอีก 4 คน ที่สำคัญงานวิจัยในระดับปริญญาเอก “A study of the growth and hydrogen production of Cyanothece sp. ATCC 51142” ได้รับการคัดเลือกเป็น 1 ใน 5 งานวิจัยตัวอย่างของ Energy Future Labs, Imperial College London ในหัวข้อ Sustainable Power อีกด้วย ทั้งยังได้มีโอกาสเป็นตัวแทนของ Imperial College London นำเสนอผลงานวิจัยที่ห้องปฏิบัติการ Solar Hydrogen Project ต่อบุคคลสำคัญของประเทศต่างๆ

    หลังจากสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาเอก อาจารย์ ดร.พงศธร ได้กลับมาเป็นอาจารย์ประจำหลักสูตรวิศวกรรมเคมีและกระบวนการ สำนักวิชาวิศวกรรมศาสตร์และทรัพยากร มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ เนื่องจากเห็นว่า การสอนเป็นงานที่ท้าทาย มีอิสระ เป็นสิ่งที่ทำแล้วมีความสุข ที่สำคัญการสอนนักศึกษาให้มีความรู้ ถือเป็นการทำบุญอย่างหนึ่ง เป็นการให้โอกาสนักศึกษาได้มีความรู้เพื่อไปประกอบอาชีพ ขณะที่เราเป็นผู้ให้ความรู้ เราก็เรียนรู้จากนักศึกษาเช่นกัน บางครั้งได้รับคำถามที่น่าสนใจจากนักศึกษา ถือเป็นการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ซึ่งกันและกัน

    อาจารย์ ดร.พงศธร เล่าถึงวิธีการสอนว่า ใช้วิธีการสอนแบบบรรยายและให้ชมตัวอย่างจากสื่อวีดีทัศน์ เพื่อให้นักศึกษาได้เรียนรู้ว่า ความรู้ที่กำลังจะเรียนในแต่ละวิชาสามารถนำไปใช้ประโยชน์ในอุตสาหกรรมจริงๆ อย่างไร และการพาไปดูของจริงที่ห้องแล็บ รวมทั้งใช้กระบวนการเรียนแบบ Problem Solving และการวิจัยควบคู่กัน โดยนำข้อมูลตัวเลขที่ได้จากการทำวิจัยมาให้นักศึกษาเรียนรู้และแก้ไขปัญหา เพราะองค์ความรู้มีการเปลี่ยนแปลงทุกวัน จึงต้องหาความรู้ตลอดเวลาเพื่อนำมาสอนนักศึกษา

    เนื่องจาก อาจารย์ ดร.พงศธร จบการศึกษาทางด้านวิศวกรรมเคมีและมีความสนใจทางด้านวิศวกรรมชีวเคมี พลังงานชีวภาพ การออกแบบกระบวนการผลิตทางชีวภาพ ผลิตภัณฑ์ชีวภาพ การขยายขนาดถังปฏิกรณ์ชีวภาพ และสาหร่ายขนาดเล็ก จึงได้ทำวิจัย เรื่อง การเพาะเลี้ยง Haematococcus pluvialis แบบมิกโซทรอฟ ในถังหมักแบบคอลัมน์โดยใช้กลีเซอรอลเป็นแหล่งอาหารจำพวกอินทรีย์คาร์บอน ได้รับทุนจากสำนักบริหารโครงการส่งเสริมการวิจัยในระดับอุดมศึกษา (HERP) และการผลิตแอสตาแซนธินแบบต่อเนื่องโดยใช้สาหร่ายสีเขียว Haematococcus pluvialis ได้รับทุนจากบริษัท อิมพีเรียลแอสตาจำกัด ซึ่งเป็นการทำงานวิจัยใกล้ชิดร่วมกับหน่วยงานภาคเอกชน ทำให้ได้มุมมองทางด้านการตลาด เศรษฐกิจและธุรกิจ ที่สำคัญผลจากการวิจัยสามารถนำไปพัฒนาต่อยอดใช้ได้จริงโดยภาคอุตสาหกรรม นอกจากนี้ ยังได้เป็นผู้ร่วมโครงการวิจัยและอาจารย์ที่ปรึกษาร่วมด้านการวิจัยอีกด้วย มีผลงานวิจัยที่ได้รับการตีพิมพ์เผยแพร่ทางวารสารนานาชาติ จำนวน 11 เรื่อง และนำเสนอผลงานวิจัยระดับนานาชาติและระดับชาติ (แบบปากเปล่า) จำนวน 11 ครั้ง

    นอกจากงานด้านการเรียนการสอนและงานวิจัยแล้ว อาจารย์ ดร.พงศธร ยังทำงานด้านการบริการวิชาการ เช่น เป็นผู้เชี่ยวชาญในการพิจารณาคัดเลือกข้อเสนอโครงการเพื่อสนับสนุนงบประมาณในการดำเนินงานอุทยานวิทยาศาสตร์ภูมิภาค (นิคมธุรกิจวิทยาศาสตร์ภูมิภาค) ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2559 รอบที่ 2 และผู้พิจารณาคัดเลือกบทความทางวิชาการเพื่อตีพิมพ์ในวารสารนานาชาติ จำนวน 5 ฉบับคือ Algal Research, Journal of Biotechnology, Bioengineering and Biotechnology, Biochemical Engineering และ Journal Bioprocess and Biosystems Engineering

    ในเดือนตุลาคม 2559 ที่ผ่านมา อาจารย์ ดร. พงศธร เดชาติวงศ์ ณ อยุธยา ได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงคัดเลือกให้เป็น 1 ใน 5 นักวิทยาศาสตร์ตัวแทนประเทศไทยเข้าร่วมการประชุม Global Young Scientist Summit (GYSS) ประจำปี 2560 ซึ่งกำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 14 – 21 มกราคม 2560 ณ สาธารณรัฐสิงค์โปร์ โดยอาจารย์ได้เล่าให้ฟังเกี่ยวกับ GYSS ว่า เป็นการประชุมที่จัดขึ้น เพื่อสร้างเครือข่ายระหว่างผู้ที่ประสบความสำเร็จทางด้านวิทยาศาสตร์ เช่น ผู้ได้รับรางวัลโนเบลสาขาต่างๆ ผู้ได้รับเหรียญรางวัล Fields ผู้ได้รับรางวัล IEEE และรางวัล Millennium Technology เป็นต้น กับเยาวชนและนักวิทยาศาสตร์รุ่นใหม่ เพื่อเปิดโลกทัศน์ทางวิชาการ และเรียนรู้ความก้าวหน้าทางวิทยาการใหม่ๆ จากประสบการณ์จริงของนักวิทยาศาสตร์ชั้นนำระดับโลก โดยสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) รับสนองพระราชดำริสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ที่ทรงมีพระประสงค์ให้นักวิทยาศาสตร์รุ่นใหม่ของไทย มีโอกาสเข้าร่วมประชุม GYSS โดยการคัดเลือก นิสิต นักศึกษา นักวิทยาศาสตร์ และนักวิจัยรุ่นใหม่ของไทย ที่มีศักยภาพและคุณสมบัติที่เหมาะสมจากทั่วประเทศ และนำรายชื่อผู้ผ่านการสัมภาษณ์ จำนวน 10 คน ขึ้นกราบบังคมทูลสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงคัดเลือกในขั้นตอนสุดท้าย จำนวน 5 คน เป็นตัวแทนประเทศไทย

    “ผมได้สมัครเข้าร่วมโครงการ GYSS เพราะมีเป้าหมายสูงสุดคือการได้เข้าเฝ้าสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา สยามบรมราชกุมารี เนื่องจากศรัทธาในพระองค์ท่าน ที่สำคัญพระองค์ท่านเป็นหนึ่งในแรงบันดาลใจ ที่ทำให้ตนเองเดินมาถึงจุดนี้ได้ ถือเป็นเกียรติและความภาคภูมิใจอย่างสูง ดังนั้นจะนำสิ่งที่ได้เรียนรู้และประสบการณ์จากการเข้าร่วมโครงการมาบอกเล่าให้อาจารย์และนักศึกษาได้รับฟัง เพื่อสร้างแรงบันดาลและแรงจูงใจให้แก่นักศึกษาในการไปศึกษาต่อต่างประเทศ เพื่อกลับมาทำประโยชน์ให้แก่ประเทศไทยต่อไป” อาจารย์ ดร. พงศธร เดชาติวงศ์ ณ อยุธยา กล่าวในตอนท้าย

    ประวัติและผลงาน


    อาจารย์ ดร.พงศธร เดชาติวงศ์ ณ อยุธยา : จุดเปลี่ยน… แรงบันดาลใจ… พลัง… และความสำเร็จ

    “การที่เราเห็นคนที่ประสบความสำเร็จในวันนี้ จริงๆ แล้วเขาเหล่านั้นเคยประสบความผิดพลาดหรือล้มเหลวมาก่อน” เป็นคำบอกเล่าประโยคแรกของ อาจารย์ ดร.พงศธร เดชาติวงศ์ ณ อยุธยา ประโยคที่ตามต่อมา คือ “อยากจะบอกเล่าเรื่องราวของตน เพื่อให้กำลังใจกับหลายๆคน”

    อาจารย์ ดร.พงศธร เดชาติวงศ์ ณ อยุธยา เป็นคนกรุงเทพมหานครโดยกำเนิด จบการศึกษาชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 จากโรงเรียนจิตรลดา ในช่วงวัยตั้งแต่ชั้นประถมศึกษาจนถึงมัธยมศึกษาปีที่ 3 เป็นนักเรียนที่เรียนได้เกรดเฉลี่ยเพียง 2-2.5 เท่านั้น ด้วยความชะล่าใจและไม่มีความตั้งใจเท่าที่ควร ทำให้ไม่สามารถสอบเข้าเรียนต่อชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ที่โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาได้ ทำให้รู้สึกผิดที่ทำให้พ่อแม่ผิดหวังและเสียใจ จึงเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญด้วยเกิดความคิดว่า หากไม่ขยันเรียน จะลำบากในอนาคตและสร้างภาระให้กับครอบครัว ประกอบกับได้รับแรงบันดาลใจจากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา สยามบรมราชกุมารี ที่พระองค์ท่านเสด็จพระราชดำเนินไปพระราชทานรางวัลนักเรียนเรียนดีที่โรงเรียนจิตรลดา เป็นประจำทุกปี จึงมีความมุมานะพยายามตั้งใจเรียนตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา จนได้รับพระราชทานรางวัลเรียนดีจากพระหัตถ์สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา สยามบรมราชกุมารี ตลอดตั้งแต่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 – 6 และสามารถสอบเข้าศึกษาต่อคณะแพทยศาสตร์ ทั้งที่ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล และจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย รวมทั้งสอบได้ทุนการศึกษาจากกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ไปศึกษาต่อระดับปริญญาตรี – เอก

    ณ เวลานั้น อาจารย์ ดร.พงศธร ไม่มั่นใจว่า จะมีความสามารถไปเรียนต่อต่างประเทศได้ เนื่องจากเป็นคนขี้อาย ไม่กล้าสื่อสารภาษาอังกฤษกับชาวต่างชาติ แม้ว่า จะมีโอกาสได้เดินทางไปท่องเที่ยวประเทศต่างๆ ทั้งสหรัฐอเมริกาและยุโรปมาบ้างแล้ว แต่การไปเรียนและไปเที่ยวนั้นแตกต่างกัน ในที่สุด ก็มาคิดได้ว่า ถ้าไม่รู้ภาษาอังกฤษ วันข้างหน้าจะทำอย่างไร จะมีชีวิตที่ดีได้มั้ย และมาจบลงด้วยความคิดที่ว่า ภาษาอังกฤษเป็นภาษาเพื่อการสื่อสารและมีความจำเป็น คนอื่นทำได้ ทำไมเราจะทำไม่ได้ จึงมาจบลงที่ “ต้องกล้าสู้และก้าวข้ามความกลัวที่จะสื่อสารด้วยภาษาอังกฤษไปให้ได้”

    เมื่อ อาจารย์ ดร.พงศธร ตัดสินใจมาเรียนต่อที่ประเทศอังกฤษ จึงถือเป็นการเปิดโลกกว้างให้กับตัวเองได้รู้จักเพื่อนต่างชาติในหลากหลายภาษาและวัฒนธรรม ทำให้รู้ว่า เพื่อนๆ ต่างชาติหลายคนมีความสามารถเกินกว่าอายุและมีภาวะความเป็นผู้นำ ขณะที่ตนเองไม่เคยมีประสบการณ์หรือทำกิจกรรมที่ส่งผลกระทบในวงกว้างต่อสังคม การเดินทางมาเรียนต่อที่ต่างประเทศในครั้งนี้จึงเหมือนเป็นการเปิดโลกทัศน์ใหม่ให้กับตัวเอง

    ในตอนแรกที่มาเรียนที่ประเทศอังกฤษ ต้องกลับไปเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 อีกครั้ง โดยเน้นการเรียนเฉพาะวิชาคณิตศาสตร์ ฟิสิกส์และเคมี เพื่อเข้าเรียนต่อทางด้านวิศวกรรมเคมี แม้ว่าก่อนที่จะมาเรียนที่อังกฤษจะสอบ IELTS ได้คะแนน 6-6.5 แต่ไม่ได้ทำให้สามารถสื่อสารกับเพื่อนๆ ต่างชาติหรือคนอื่นๆ ได้อย่างที่ควรจะเป็น จึงหาโอกาสฝึกการใช้ภาษาอังกฤษตลอดเวลา ด้วยความเชื่อที่ว่า การใช้ภาษาอังกฤษก็เหมือนกับทักษะการเล่นกีฬา ต้องฝึกซ้อมทุกวัน จึงเริ่มต้นฝึกภาษาด้วยการพูดคุยกับอาจารย์ เพื่อน และดูรายการโทรทัศน์ โดยฝึกพูดตามพร้อมๆ ไปกับการทำความรู้จักกับเพื่อนๆ การปรับตัว เล่นกีฬาและทำกิจกรรม

    ในการเลือกมหาวิทยาลัยที่จะเข้าศึกษาต่อระดับปริญญาตรี อาจารย์ ดร.พงศธร เล่าว่า ได้เลือก Cambridge University ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยอันดับ 1 ของประเทศสหราชอาณาจักร เป็นตัวเลือกอันดับ 1 ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยอันดับ 1 ของประเทศสหราชอาณาจักร เป็นตัวเลือกลำดับที่ 1 แต่ไม่ประสบความสำเร็จในการสอบสัมภาษณ์เนื่องจากยังขาดความพร้อมด้านการสื่อสารภาษาอังกฤษ เหมือนเป็นความล้มเหลวครั้งที่ 2 จึงไปสมัครเรียนที่ Imperial College London และได้ศึกษาอยู่ที่นั่นจนสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาเอก

    จุดเปลี่ยนครั้งที่ 2 ที่เกิดขึ้นในชีวิตของ อาจารย์ ดร.พงศธร คือ ขณะที่กำลังเรียนอยู่ชั้นปีที่ 3 สถานเอกอัครราชฑูตไทย ประจำกรุงลอนดอน ได้รับงบประมาณจากรัฐบาลไทย ให้จัดกิจกรรมประชาสัมพันธ์ประเทศไทย จึงได้เขียนโครงการในนามของสมาคมนักเรียนไทย โดยใช้ชื่องานว่า The SP of THAILAND Exhibition โดยได้รับการสนับสนุนงบประมาณสุทธิ 200,000 บาท จากสถานเอกอัครราชฑูตไทย ประจำกรุงลอนดอน และมีองค์กรภาครัฐและเอกชนร่วมสนับสนุนในการจัดนิทรรศการนี้ด้วย โดยมีวัตถุประสงค์คือ เพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับสถาบันพระมหากษัตริย์ไทย ตลอดจนเพื่อประชาสัมพันธ์การท่องเที่ยวและศิลปวัฒนธรรมไทยต่อชาวต่างชาติ โดยมีผู้เข้าร่วมชมงานชาวต่างชาติ 400 คน และคณะทำงานทั้งสิ้น 75 คน ใช้เวลา 6 เดือนในการเตรียมการ จากจุดนี้ทำให้เกิดการเรียนรู้และประสบการณ์จากการทำงานร่วมกับผู้อื่น ที่สำคัญการทำงานในทุกขั้นตอนย่อมมีอุปสรรค แต่เราจะต้องผ่านไปให้ได้ ถ้าทำได้ขอให้จดจำไว้เป็นความภาคภูมิใจและกำลังใจ แต่ถ้าทำไม่ได้ ขอให้ถือเป็นการเรียนรู้ หลังจากที่ประสบความสำเร็จในการจัดกิจกรรมครั้งนี้ ทำให้เกิดความมั่นใจและเรียนรู้เรื่องการจัดสรรเวลาในการทำกิจกรรมเพื่อสร้างประโยชน์ต่อสังคม

    อาจารย์ ดร.พงศธร เล่าต่อว่า เมื่อขึ้นชั้นปีที่ 4 ถือเป็นปีที่ยากลำบากปีหนึ่ง เนื่องจากจะต้องทำ Final Year Design Project ร่วมกับเพื่อนอีก 9 คน ในการออกแบบแท่นขุดเจาะและแยกก๊าซธรรมชาติและน้ำมันในทะเล ซึ่งเป็นโครงการมอบหมายโดยบริษัท AMEC (ปัจจุบัน Amec Foster Wheeler) ในทุกสัปดาห์ สมาชิกในกลุ่มแต่ละคนต้องนำเสนอรายงานผลงานให้อาจารย์ที่ปรึกษาและสมาชิกที่เหลือรับฟังเพื่อการประเมินศักยภาพการทำงาน โดยผลการประเมินมีอิทธิพลอย่างมากต่อคะแนนสุดท้ายที่สมาชิกแต่ละคนจะได้รับ แม้ว่าสมาชิกทุกคนทำงานภายใต้ความกดดันต่างๆ แต่ผลจากความตั้งใจ และการประสานงานที่ดีทำให้กลุ่มของอาจารย์ ดร. พงศธร ได้รับคะแนนโครงงานสูงสุดในชั้นปี

    ขณะเดียวกัน อาจารย์ ดร. พงศธร ก็ต้องหามหาวิทยาลัยที่จะเรียนต่อในระดับปริญญาเอก ในตอนแรก ก็มีความคิดที่จะกลับไปสมัครเรียนที่ Cambridge University แต่หลังจากได้ทำการวิเคราะห์และวางแผนการเลือกมหาวิทยาลัย แม้ว่า Cambridge University จะเป็นความหวังและความตั้งใจที่อยากมาเรียนในตอนแรก แต่หลังจากที่ได้มาใช้ชีวิตอยู่ในลอนดอนแล้ว เกิดความชอบเพราะมีหลายอย่างที่ตรงกับไลฟ์สไตล์ของตัวเอง ที่สำคัญ Imperial College London ก็เป็นมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงอันดับต้นๆ ของโลก โดยเฉพาะทางด้านวิศวกรรมเคมี ทั้งยังมีเพื่อนและรู้จักอาจารย์แต่ละท่านเป็นอย่างดี จึงอยากอยู่ในสภาพแวดล้อมที่อยู่แล้วมีความสุข จึงได้ตัดสินใจเรียนต่อปริญญาเอกที่ Imperial College London

    นอกจากต้องทำ Final Year Design Project และหาที่เรียนต่อในระดับปริญญาเอกแล้ว อาจารย์ ดร.พงศธร มีความคิดที่จะต่อยอดการทำกิจกรรมเพื่อเพิ่มพูนประสบการณ์และเพิ่มทักษะชีวิต จึงได้ไปลงสมัครเลือกตั้งเป็น Executive Officer(Alumni Relation) ขององค์กรนักศึกษาวิศวกรรม (City & Guilds College Union) ซึ่งตำแหน่งนี้มีหน้าที่ทำงานร่วมกับสมาคมศิษย์เก่า (City & Guilds College Association) เช่น การเชิญศิษย์เก่าที่ประสบความสำเร็จมาพูดคุยแนะแนวการศึกษาให้กับนักศึกษา การให้ทุนการศึกษา ฯลฯ ทำให้มีโอกาสเรียนรู้และรับฟังประสบการณ์ที่หลากหลายของศิษย์เก่าที่ประสบความสำเร็จในแวดวงต่างๆ พร้อมๆ ไปกับการฝึกความรับผิดชอบในหน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย การแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น ทำให้เกิดกระบวนการคิดและประสบการณ์ และการแบ่งปันความรู้ที่ได้รับทั้งที่ประสบความสำเร็จและล้มเหลว เพื่อเป็นบทเรียนในการทำงานครั้งต่อไป โดยอาจารย์ ดร. พงศธร ชนะการเลือกตั้งและได้ทำงานในตำแหน่งนี้ถึง 2 สมัยติดต่อกันระหว่างที่กำลังศึกษาอยู่ระดับปริญญาเอก และนับเป็นคนไทยคนแรกที่ได้ทำงานในฐานะคณะกรรมการชุดนี้ โดยมีหลักคิดในการทำกิจกรรมว่า จะต้องแบ่งเวลาให้เหมาะสม ไม่ทำให้ความตั้งใจด้านการเรียนเสีย เพราะมีหน้าที่รับผิดชอบและต้องให้เกียรติต่อประชาชนไทยในฐานะผู้ให้ทุน รวมทั้งต้องไม่ทำให้พ่อแม่ผิดหวัง

    ขณะที่ศึกษาอยู่ในระดับปริญญาเอก อาจารย์ ดร.พงศธร ได้ทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยสอน ซึ่งการสอนนี้ ทำให้เห็นคุณค่าของการทำงาน ได้รับความรู้ ช่วยให้มีความรับผิดชอบและเป็นผู้ใหญ่ขึ้น และยังได้ทำงานการกุศลต่างๆ อีกด้วย

    หลังจากสำเร็จการศึกษาในปีพุทธศักราช 2558 ได้กลับมาเป็นอาจารย์ประจำหลักสูตรวิศวกรรมเคมีและกระบวนการ สำนักวิชาวิศวกรรมศาสตร์และทรัพยากร มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์

    อาจารย์ ดร.พงศธร เล่าว่า นอกจากจะสอนทางด้านวิชาการให้แก่นักศึกษาแล้ว ยังได้ให้มุมมองแก่นักศึกษาจากประสบการณ์ของตนเองว่า แม้การศึกษาจะเป็นสิ่งสำคัญ แต่ก็เป็นเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น เมื่อมีการศึกษาแล้ว อย่าดูถูกดูแคลนคนอื่น เพราะเค้าอาจมีประสบการณ์หรือทักษะชีวิตที่ล้ำค่า และที่สำคัญต้องให้โอกาสตัวเองและอย่าดูถูกตัวเอง อย่ายอมแพ้ ขยันทำงาน ต้องรู้จักเก็บเงินเพื่อท่องเที่ยว เป็นการเปิดโลกกว้างให้ตัวเอง และเก็บออมเพื่อการลงทุน ในชีวิตคนเรามีบททดสอบเพื่อการเปลี่ยนแปลงเสมอ การที่เราเกิดความกลัวเพราะความไม่มั่นใจ แต่เมื่อกลัวแล้วต้องกล้าลอง ความตั้งใจมุ่งมั่นเป็นสิ่งสำคัญ เมื่อเวลาผ่านไป เราจะรู้ว่า เราทำได้ดีมากกว่าที่คิดแม้ว่าต้องผ่านอุปสรรคมามาก แต่ล้มแล้วต้องลุกให้เป็น ต้องพิจารณาดูว่า ทำไมถึงล้ม
    อาจารย์ ดร. พงศธร เดชาติวงศ์ ณ อยุธยา ได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงคัดเลือกให้เป็น 1 ใน 5 นักวิทยาศาสตร์ตัวแทนประเทศไทยเข้าร่วมการประชุม Global Young Scientist Summit (GYSS) ประจำปี 2560 กำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 14 – 21 มกราคม 2560 ณ สาธารณรัฐสิงค์โปร์ โดยอาจารย์ได้เล่าให้ฟังเกี่ยวกับ GYSS ว่า ได้สมัครเข้าร่วมโครงการ GYSS เพราะมีเป้าหมายสูงสุดคือการได้เข้าเฝ้าสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา สยามบรมราชกุมารี เพราะพระองค์ท่านเป็นหนึ่งในแรงบันดาลใจ ที่ทำให้ตนเองเดินมาถึงจุดนี้ได้ ซึ่งถือเป็นเกียรติและความภาคภูมิใจอย่างสูง

    “ทุกคนมีจุดเปลี่ยนในชีวิตหลายจุด อยู่ที่ว่าจะรับมือกับจุดเปลี่ยนนั้นๆ เพื่อนำมาเป็นพลังได้อย่างไร ถ้ารับมือไม่ถูกต้องก็อาจจะทำให้ชีวิตพลิกผันได้ แต่ทุกครั้งที่ผิดพลาด ต้องเรียนรู้จากความผิดพลาดนั้น ต้องรู้จักหาวิธีการแก้ปัญหา และหมั่นพัฒนาตนเองอยู่เสมอ” และทั้งหมดนี้ คือการเรียนรู้จากจุดเปลี่ยนที่เกิดขึ้น บวกกับแรงบันดาลใจที่อยากได้รับรางวัลจากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา สยามบรมราชกุมารี และพลังแห่งความมุ่งมั่นที่จะสร้างความภาคภูมิใจให้กับคุณพ่อคุณแม่ โดยสามารถก้าวผ่านความกลัวภาษาอังกฤษ จนกลายมาเป็นความสำเร็จในด้านการศึกษาในต่างประเทศ”

    ทั้งหมดนี้คือเส้นทางการศึกษาของ อาจารย์ ดร. พงศธร เดชาติวงศ์ ณ อยุธยา อาจารย์ประจำสำนักวิชาวิศวกรรมศาสตร์และทรัพยากร ผู้กำกับดูแลส่วนวิเทศสัมพันธ์ และผู้อำนวยการสถาบันภาษา มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ ที่อาจเป็นแรงบันดาลใจและเป็นกำลังใจให้กับน้องๆ และนักศึกษาหลายๆ คน ได้

    สมพร อิสรไกรศ๊ล ส่วนประชาสัมพันธ์ เรียบเรียง

  • ผู้ช่วยศาสตราจารย์เรวัต สุขสิกาญจน์ : การวิจัยและสร้างสรรค์เพื่อพัฒนารูปแบบผลิตภัณฑ์หัตถกรรมภาพแกะหนังตะลุง

    ผู้ช่วยศาสตราจารย์เรวัต สุขสิกาญจน์ : การวิจัยและสร้างสรรค์เพื่อพัฒนารูปแบบผลิตภัณฑ์หัตถกรรมภาพแกะหนังตะลุง

    ผู้ช่วยศาสตราจารย์เรวัต สุขสิกาญจน์ อาจารย์ประจำสาขาการออกแบบอุตสาหกรรม สำนักวิชาสถาปัตยกรรมศาสตร์และการออกแบบ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ พัฒนาและออกแบบหัตถกรรมภาพแกะหนังตะลุงให้มีความแตกต่างและโดดเด่นเฉพาะตัว โดยสร้างสรรค์รูปแบบให้ตรงกับความต้องการของผู้บริโภค เพื่อสร้างรายได้ให้แก่กลุ่มผู้ผลิตตั้งแต่ระดับชุมชนท้องถิ่นจนถึงระดับสากล ที่สำคัญเป็นการอนุรักษ์สืบสานหัตถกรรมพื้นบ้านให้คงอยู่คู่วิถีชีวิตของภาคใต้ โดยเฉพาะจังหวัดนครศรีธรรมราช

    งานหัตถกรรมเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นคู่กับวิถีการดำเนินชีวิตของผู้คน มีเอกลักษณ์เฉพาะถิ่น เรียบง่ายและงดงาม มีคุณค่าและความสำคัญในแง่ของศิลปะและหัตถกรรม นอกจากนี้ ยังสะท้อนให้เห็นถึงความเป็นอยู่ สภาพเศรษฐกิจ สังคม ตลอดเวลาของการสร้างศิลปะนั้นๆ งานหัตถกรรมจึงไม่ได้เป็นเพียงการสร้างสรรค์ของบุคคลใดบุคคลหนึ่ง แต่เป็นการสร้างสรรค์ซึ่งมีลักษณะของช่างพื้นบ้านที่ปรากฏออกมา โดยผสมผสานกับวิถีชีวิต ขนบธรรมเนียมและประเพณีที่สืบทอดมาจากบรรพบุรุษรุ่นสู่รุ่นเป็นเวลานับร้อยปี

    หัตถกรรมแกะหนังเป็นหัตถกรรมที่มีชื่อเสียงมาตั้งแต่อดีตควบคู่กับการเล่นหนังตะลุง ซึ่งเป็นศิลปวัฒนธรรมของชาวภาคใต้ ซึ่งแต่เดิมใช้เพื่อการแสดงหนังตะลุงที่ทำกันอยู่ในวงแคบๆ ต่อมาได้มีผู้คิดค้นแกะรูปหนังตะลุงออกจำหน่ายในเชิงพาณิชย์ ตามตลาดนัดแรงงานและเทศกาลต่างๆ มากยิ่งขึ้น ด้านรูปแบบก็ค่อยๆ พัฒนาและเปลี่ยนแปลงไป แทนที่จะแกะรูปหนังเชิดอย่างเดียว ก็แกะเป็นรูปหนังใหญ่ รูปหนังสำหรับประดับตกแต่ง หรือ พวงกุญแจของที่ระลึก เป็นต้น

    จังหวัดนครศรีธรรมราช เป็นจังหวัดที่มีการผลิตงานหัตถกรรมหลากหลายประเภทที่สืบทอดกันมาอย่างต่อเนื่องยาวนาน ซึ่งชื่อเสียงด้านหัตถกรรมประณีตศิลป์มีเอกลักษณ์โดดเด่นที่สุดในภาคใต้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหัตถกรรมภาพแกะหนังตะลุง แต่ปัจจุบันได้มีการผลิตหัตถกรรมประเภทนี้ในระบบหัตถอุตสาหกรรมเพิ่มมากขึ้นในหลายพื้นที่ของภาคใต้ ทำให้รูปแบบที่ผลิตออกมาไม่แตกต่างกัน ส่งผลต่อรายได้ที่ลดลงของผู้ผลิตที่สร้างสรรค์ผลงานมาแต่เดิมในเชิงศิลปะและการอนุรักษ์สืบสานภูมิปัญญา ที่สำคัญทำให้ไร้คนสืบทอดงานสร้างสรรค์ในอนาคต

    ผู้ช่วยศาสตราจารย์เรวัต สุขสิกาญจน์ ซึ่งเป็นคนจังหวัดนครศรีธรรมราชโดยกำเนิด และจบการศึกษาระดับปริญญาตรีและโททางด้านการออกแบบผลิตภัณฑ์ มีความเห็นว่า คุณค่าอันสื่อถึงเอกลักษณ์เฉพาะถิ่นนั้น จำเป็นต้องมีการพัฒนาและสร้างสรรค์ผลงาน เพื่อให้มีความแตกต่างและโดดเด่นเฉพาะตัว จึงจะทำให้งานหัตถกรรมภาพแกะหนังตะลุงยังคงอยู่คู่กับท้องถิ่นและสังคมไทย ทั้งยังเป็นการอนุรักษ์ภูมิปัญญาท้องถิ่นให้เกิดประโยชน์คุ้มค่าและเพิ่มรายได้ในการเลี้ยงตนเองของผู้ผลิตงานศิลป์ประเภทนี้ เพื่อให้สอดคล้องกับสภาพสังคมและเศรษฐกิจในปัจจุบัน ตามแนวพระราชดำริเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9

    ดังนั้น ผู้ช่วยศาสตราจารย์เรวัต จึงมีแนวความคิดในการพัฒนาและออกแบบหัตถกรรมภาพแกะหนังตะลุง เพื่อตอบสนองการแก้ปัญหาดังกล่าว ทั้งการอนุรักษ์ สืบสาน ออกแบบและพัฒนารูปแบบผลงานสร้างสรรค์ที่หลากหลายเพื่อให้ตรงกับความต้องการของผู้บริโภค แต่ยังคงคุณค่าเอกลักษณ์ของงานหัตถกรรมภาพแกะหนังตะลุงไว้ เพื่อส่งเสริมให้ชุมชนเกิดการเรียนรู้และสามารถพัฒนารูปแบบผลิตภัณฑ์หัตถกรรมท้องถิ่นได้อย่างต่อเนื่อง ส่งผลต่อรายได้ที่เพิ่มมากขึ้น อีกทั้งขยายผลสู่วงกว้างตั้งแต่ระดับชุมชนท้องถิ่นจนถึงระดับสากล

    ผู้ช่วยศาสตราจารย์เรวัต เล่าให้ฟังถึงวิธีการทำงานว่า มีอยู่ 2 แนวทาง คือ 1) กระบวนการวิจัยปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม โดยให้ชุมชนได้มีส่วนร่วมในการดำเนินการวิจัยทุกขั้นตอน เพื่อชุมชนจะสามารถพัฒนารูปแบบผลิตภัณฑ์หัตถกรรมหนังตะลุงภายใต้บริบทของตนเองได้อย่างยั่งยืน และ 2) กระบวนการวิจัยออกแบบและสร้างสรรค์ เพื่อให้ได้ผลิตภัณฑ์ใหม่ที่เป็นนวัตกรรม และตอบสนองการใช้งานของผู้บริโภค โดยเน้นตลาดเจาะจง (niche market) เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่ผลิตภัณฑ์ และเพิ่มรายได้ให้ผู้ผลิต

    ทั้งนี้ ย้อนกลับไปเมื่อปี พ.ศ. 2552 ผู้ช่วยศาสตราจารย์เรวัต ได้เริ่มต้นเกี่ยวกับการพัฒนารูปแบบผลิตภัณฑ์หัตถกรรมภาพแกะหนังตะลุง จากการวิจัยปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วมกับชุมชนสร้างสรรค์หัตถกรรมภาพแกะหนังตะลุง ตำบลปากพูน อำเภอเมือง จังหวัดนครศรีธรรมราช ซึ่งเป็นการทำงานร่วมกันระหว่างนักวิจัย นักพัฒนา และกลุ่มชุมชน โดยเริ่มจากการศึกษาและวิเคราะห์ปัญหา การศึกษาแนวทางในการแก้ไขปัญหา การวางแผนดำเนินการเพื่อแก้ไขปัญหา การปฏิบัติตามแผน และ การติดตามและประเมินผล ทั้งยังมีการสะท้อนกลับของการวิจัย เพื่อปรับปรุงแก้ไขในสิ่งที่ได้ดำเนินการไปแล้วสู่การแก้ปัญหาใหม่ มีการแลกเปลี่ยนความรู้ ประสบการณ์และข้อมูลต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนารูปแบบ จนได้ผลิตภัณฑ์หัตถกรรมหนังตะลุง อาทิ กระเป๋าสะพาย กระเป๋าถือ ชุดเครื่องประดับ เป็นต้น จากนั้นจะมีแกนนำในชุมชน นำผลงานต้นแบบไปปรับใช้เพื่อการผลิต เป็นการส่งเสริมการใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์แก่เยาวชนในท้องถิ่น โดยถ่ายทอดให้กับเยาวชนและผู้ที่มาศึกษาดูงาน ณ ศูนย์การเรียนรู้บูรณาการท้องถิ่นเป็นประจำ

    หลังจากนั้น ผู้ช่วยศาสตราจารย์เรวัต ได้มีโอกาสออกแบบและพัฒนาผลิตภัณฑ์ ในลักษณะบริการวิชาการสำหรับวิสาหกิจชุมชนในกลุ่มผู้ผลิตหัตถกรรมภาพแกะหนังตะลุงเรื่อยมา จนกระทั่งในปี พ.ศ.2556 ได้ทำการวิจัยเชิงสร้างสรรค์ เรื่อง “โคมไฟหนังตะลุง (Talung Lamp)” ซึ่งมีแรงบันดาลใจมาจากฝีมือและภูมิปัญญาของมนุษย์ด้านศิลปหัตถกรรม ที่ต้องการให้งานหัตถกรรมไทยยังคงอยู่ เพราะมนุษย์ต้องการมีหัตถกรรมที่มีความสวยงาม น่าใช้ และมีคุณค่าทางสุนทรียภาพควบคู่ไปกับประโยชน์ใช้สอย ดังนั้น กระบวนการออกแบบจึงเข้ามามีบทบาทและเป็นองค์ประกอบที่สำคัญ โดยนำเอาลวดลายจากรูปหนังตะลุง มาประยุกต์ใช้ในการออกแบบสร้างสรรค์ เพื่อให้ได้ผลิตภัณฑ์ที่บ่งบอกถึงเอกลักษณ์หัตถกรรมทางภาคใต้ โดยเฉพาะจังหวัดนครศรีธรรมราช เริ่มตั้งแต่การศึกษาข้อมูลหัตถกรรมภาพแกะหนังตะลุง ด้านรูปแบบ ลวดลาย และเอกลักษณ์ นำมาออกแบบร่าง เพื่อคัดเลือก และนำไปสู่กระบวนการสร้างผลิตภัณฑ์ทดลอง ทั้งในด้านรูปทรงและการใช้งาน โดยแยกออกเป็น 2 ประเภท คือ โคมไฟแบบตั้ง และโคมไฟเพดาน โดยมีแนวความคิดการออกแบบที่เรียบง่าย ใช้รูปทรงกลมซึ่งสามารถพับขึ้นรูป เพื่อสะดวกในการเคลื่อนย้ายและขนส่ง แต่ยังทรงคุณค่าของกรรมวิธีการผลิตโดยการตอกและแกะ ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของหนังตะลุงไว้เช่นเดิม

    ผลงานวิจัยและสร้างสรรค์ “โคมไฟหนังตะลุง (Talung Lamp)” ของ ผู้ช่วยศาสตราจารย์เรวัต สุขสิกาญจน์ ได้รับรางวัล 10 ผลงานสุดท้าย และรางวัล Popular Vote จากการประกวดหัตถกรรมเชิงสร้างสรรค์ ประจำปี 2557 (Innovative Craft Award 2014) ในเทศกาลนวัตศิลป์นานาชาติ 2557 (International Innovative Craft Fair 2014) จัดโดย ศูนย์ส่งเสริมศิลปาชีพระหว่างประเทศ (SACICT) ระหว่างวันที่ 27-30 มีนาคม 2557 ณ ศูนย์แสดงสินค้า BITEC บางนา กรุงเทพมหานคร ทั้งยังเข้ารอบ 20 ผลงาน ในการประกวดการพัฒนาภูมิปัญญาสู่นวัตกรรมระดับภูมิภาค : ภาคใต้ ภายใต้โครงการประกวดการพัฒนาภูมิปัญญาสู่นวัตกรรม ปี 2558 (IPC 2015) จัดโดยอุทยานวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ (WUSP) ร่วมกับ กรมทรัพย์สินทางปัญญา (DIP)

    นอกจากนี้ ผลงานวิจัยและสร้างสรรค์ “โคมไฟหนังตะลุง (Talung Lamp)” ยังได้รับคัดเลือกเป็นตัวแทนภาคใต้ ร่วมนำเสนอผลงานวิจัยเชิงศิลปะ (Research of Art) ในงานมหกรรมวิจัยแห่งชาติ 2559 (Thailand Research Expo 2016) จัดโดย สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ร่วมกับ เครือข่ายในระบบวิจัยทั่วประเทศ ระหว่างวันที่ 17-21 สิงหาคม 2559 ณ โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ และบางกอกคอนเวนชันเซ็นเตอร์ เซ็นทรัลเวิลด์ กรุงเทพมหานคร

    ปัจจุบัน ผู้ช่วยศาสตราจารย์เรวัต สุขสิกาญจน์ ยังคงต่อยอดแนวความคิดจากผลงานการออกแบบที่ได้มาจากกระบวนการวิจัยและสร้างสรรค์อยู่ตลอดเวลา เพื่อนำมาสร้างแนวทางและแรงบันดาลใจสำหรับนักศึกษา ผู้ประกอบการ และกลุ่มวิสาหกิจชุมชนผู้ผลิตสินค้าหัตถกรรมในภาคใต้ เพื่อสร้างคุณค่าของผลงานให้สื่อถึงเอกลักษณ์เฉพาะถิ่น (Local Characteristics) สามารถจำหน่ายเชิงพาณิชย์ทั้งในประเทศและต่างประเทศ ที่สำคัญคือการได้อนุรักษ์สืบสานภูมิปัญญาท้องถิ่นในภาคใต้และสังคมไทยได้เป็นอย่างดี

    ประวัติและผลงาน

    สมพร อิสรไกรศีล เรียบเรียง

  • รองศาสตราจารย์ ดร.นฤมล มาแทน : ห้องปฏิบัติการนวัตกรรมน้ำมันหอมระเหยสำหรับความปลอดภัยในอาหารและบรรจุภัณฑ์

    รองศาสตราจารย์ ดร.นฤมล มาแทน : ห้องปฏิบัติการนวัตกรรมน้ำมันหอมระเหยสำหรับความปลอดภัยในอาหารและบรรจุภัณฑ์

    รองศาสตราจารย์ ดร.นฤมล มาแทน อาจารย์ประจำสำนักวิชาเทคโนโลยีการเกษตร และหัวหน้าห้องปฏิบัติการนวัตกรรมน้ำมันหอมระเหยสำหรับความปลอดภัยในอาหารและบรรจุภัณฑ์ มีความสนใจและความรักในศาสตร์ของน้ำมันหอมระเหยเป็นอย่างยิ่ง โดยได้ทำวิจัยในหัวข้อนี้อย่างต่อเนื่องจนจบการศึกษาระดับปริญญาเอก และเมื่อมาปฏิบัติงานเป็นอาจารย์ที่มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ก็ได้ก่อตั้งห้องปฏิบัติการฯ เพื่อทำวิจัยและเป็นฐานพัฒนาองค์ความรู้ในศาสตร์น้ำมันหอมระเหยอย่างจริงจังและต่อเนื่อง ที่สำคัญเพื่อสร้างนักวิทยาศาสตร์ในด้านนี้ให้กับประเทศ

    รองศาสตราจารย์ ดร.นฤมล เชื่อว่า ข้อมูลวิทยาศาสตร์เชิงลึกจากห้องปฏิบัติการนวัตกรรมน้ำมันหอมระเหยสำหรับความปลอดภัยในอาหารและบรรจุภัณฑ์เป็นหัวใจสำคัญของการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ยั่งยืนสู่ชุมชนและสู่อุตสาหกรรม โดยได้สะสมความรู้ความเข้าใจเชิงลึกของน้ำมันหอมระเหยมามากกว่า 19 ปี จึงมีความตั้งใจพัฒนาความสามารถของนักวิจัยให้สามารถเข้าถึงข้อมูลเชิงลึกนั้นให้ได้ โดยได้ก่อตั้งห้องปฏิบัติการนวัตกรรมน้ำมันหอมระเหยสำหรับความปลอดภัยในอาหารและบรรจุภัณฑ์ ในปี พ.ศ. 2555 ซึ่งตั้งอยู่ที่อาคารปฏิบัติการเทคโนโลยีและพัฒนานวัตกรรม โซน D1 มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์

    น้ำมันหอมระเหยเป็นสารธรรมชาติที่สามารถสกัดได้จากพืชหลายชนิด ซึ่งประเทศไทยเป็นแหล่งปลูกวัตถุดิบเพื่อกลั่นน้ำมันหอมระเหยที่สำคัญในระดับต้นๆของโลก และสามารถผลิตน้ำมันหอมระเหยในระดับอุตสาหกรรมเพื่อส่งจำหน่ายทั่วโลก ทั้งนี้น้ำมันหอมระเหยมีกลิ่นหอมเฉพาะตัวจึงถูกนำมาใช้ประโยชน์ในด้านต่างๆ มากมาย เช่น นำมาเป็นส่วนผสมของเครื่องสำอาง นำมาใช้บำบัดความเครียดและการนอนหลับ รวมถึงการนำมาใช้ประโยชน์ในอุตสาหกรรมอาหาร

    รองศาสตราจารย์ ดร.นฤมล เล่าว่า คุณสมบัติที่น่าทึ่งอย่างหนึ่งของน้ำมันหอมระเหย นอกจากจะให้กลิ่นหอมอ่อนๆแล้ว ไอของน้ำมันหอมระเหยหลายชนิดยังออกฤทธิ์เป็นสารป้องกันเชื้อแบคทีเรีย เชื้อราและยีสต์ได้ โดยเฉพาะเชื้อจุลินทรีย์ที่ก่อให้เกิดโรคกับมนุษย์ที่มักพบปนเปื้อนในอาหาร ดังนั้นทีมนักวิจัยของห้องปฏิบัติการนวัตกรรมน้ำมันหอมระเหยสำหรับความปลอดภัยในอาหารและบรรจุภัณฑ์จึงทำวิจัยเพื่อคิดค้นสูตรน้ำมันหอมระเหยเพื่อใช้ถนอมอาหาร โดยพบว่าน้ำมันหอมระเหยหลายชนิด เช่น น้ำมันหอมระเหยจากดอกจำปี ตะไคร้ต้น และกานพลู เป็นต้น มีฤทธิ์ต้านทานเชื้อจุลินทรีย์ที่สำคัญในอาหารได้ดีมาก จนนำไปสู่การพัฒนาสูตรน้ำมันหอมระเหยต่างๆในห้องปฏิบัติการฯ เพื่อให้สามารถใช้ถนอมอาหารได้จริงกว่า 20 สูตร

    ผลงานวิจัยเกี่ยวกับน้ำมันหอมระเหยต่างๆ เหล่านี้ ได้มาจากการทำวิทยานิพนธ์ของนักศึกษาระดับปริญญาโทและปริญญาเอก ในห้องปฏิบัติการฯ โดยเน้นการศึกษาเชิงลึกเกี่ยวกับกลไกการออกฤทธิ์ของน้ำมันหอมระเหยสูตรต่างๆ และการประยุกต์ใช้งานน้ำมันหอมระเหยเพื่อให้ออกฤทธิ์ในการถนอมอาหารทุกรูปแบบ นอกจากนั้นยังได้พัฒนาบรรจุภัณฑ์ที่ย่อยสลายได้โดยมีน้ำมันหอมระเหยเป็นสารออกฤทธิ์ เช่น ถาดบรรจุไข่ ถุงข้าวหอมป้องกันเชื้อรา ซึ่งงานวิจัยดังกล่าวนี้ได้รับความสนใจจากผู้ประกอบวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) และชุมชนเกษตร เป็นอย่างมาก จึงอาจกล่าวในเบื้องต้นได้ว่า น้ำมันหอมระเหยมีคุณสมบัติที่ยอดเยี่ยมมากในการนำมาใช้เพื่อป้องกันเชื้อจุลินทรีย์ ทั้งนี้ ทางห้องปฏิบัติการฯ ได้วางแผนเพื่อถ่ายทอดผลงานวิจัยสู่ประกอบที่สนใจในเฟสต่อไป

    รองศาสตราจารย์ ดร.นฤมล เล่าต่อว่า ปัจจุบันทางห้องปฏิบัติการฯ มีผลงานตีพิมพ์ในวารสารระดับนานาชาติ (เฉพาะ ISI) กว่า 30 ฉบับ และในฐานข้อมูลอื่นๆอีกกว่า 20 ฉบับ โดยผลงานของนักวิจัยได้รับการยอมรับทั้งในประเทศและต่างประเทศ ได้รับรางวัลผลงานนวัตกรรมระดับเหรียญทองจากการประกวดและจัดแสดงสิ่งประดิษฐ์และนวัตกรรมระดับนานาชาติ (ITEX) รางวัลพิเศษจากสมาคมสิ่งประดิษฐ์และทรัพย์สินทางปัญญาโลก และรางวัลจากประเทศรัสเซีย เป็นต้น ได้รับทุนวิจัยอย่างต่อเนื่องจากแหล่งทุนทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ เช่น มูลนิธิโทเรเพื่อการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ ประเทศไทย สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) และกระทรวงสาธารณสุข เป็นต้น ทั้งยังมีการผลิตนักศึกษาระดับปริญญาโทและปริญญาเอกอย่างต่อเนื่อง (ปัจจุบันมีนักศึกษาบัณฑิตศึกษากว่า 15 คน ทำวิจัยในห้องปฏิบัติการฯ แห่งนี้) โดยนักศึกษาระดับบัณฑิตศึกษาทุกคนล้วนได้รับทุนการศึกษาจากแหล่งทุนสำคัญของประเทศ เช่น ทุนโครงการปริญญาเอกกาญจนาภิเษก (คปก) ทุนโครงการพัฒนานักวิจัยและงานวิจัยเพื่ออุตสาหกรรม (พวอ.) และทุนบัณฑิตศึกษาจากสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) เป็นต้น

    “ความสำเร็จทั้งหมดที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วในระยะเวลา 4-5 ปี ที่ผ่านมา ล้วนเป็นผลิตผลที่ดิฉันและทีมนักวิจัยในห้องปฏิบัติการฯได้รับการสนับสนุนจากหลายภาคส่วน จึงถือโอกาสนี้ขอบคุณทุกท่านที่สนับสนุนและให้โอกาสนักวิจัยรุ่นใหม่ได้ทำวิจัย ที่สำคัญได้มีโอกาสสร้างห้องปฏิบัติการฯ ในแบบที่เราต้องการ จนทำให้เรามีแรงใจและแรงกายสร้างสรรค์ผลงานสู่สังคม ซึ่งการประยุกต์ใช้น้ำมันหอมระเหยเพื่อความปลอดภัยในอาหารและบรรจุภัณฑ์เป็นเป้าหมายที่จะดำเนินการต่อไป” รองศาสตราจารย์ ดร.นฤมล มาแทน กล่าวในตอนท้าย

    สนใจรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับนวัตกรรมน้ำมันหอมระเหยสำหรับความปลอดภัยในอาหารและบรรจุภัณฑ์ สามารถเยี่ยมชมเวปไซต์ของห้องปฏิบัติการฯ ได้ที่ http://essentialoil.wu.ac.th/

    ประวัติและผลงาน

    สมพร อิสรไกรศีล เรียบเรียง

  • ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.อัปสร บุญยัง : FESEM กล้องจุลทรรศน์อิเล็กตรอนแบบส่องกราด เพื่องานวิจัยและงานภาคอุตสาหกรรม

    ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.อัปสร บุญยัง : FESEM กล้องจุลทรรศน์อิเล็กตรอนแบบส่องกราด เพื่องานวิจัยและงานภาคอุตสาหกรรม

    Field Emission Scanning Electron Microscope (FESEM) กล้องจุลทรรศน์อิเล็กตรอนแบบส่องกราดที่มีสมรรถนะสูง ชนิดฟิลด์อีมิสชัน เป็นเครื่องมือที่สามารถใช้ในการตรวจวิเคราะห์ลักษณะพื้นผิว ขนาด รูปร่างของอนุภาค และลักษณะการกระจายของเฟสในโครงสร้างจุลภาค ซึ่งเป็นอุปกรณ์ที่ใช้กันอย่างแพร่หลายทั้งในงานวิจัย และงานภาคอุตสาหกรรม

     

    ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.อัปสร บุญยัง อาจารย์ประจำสำนักวิชาวิทยาศาสตร์ เล่าว่า FESEM เป็นกล้องจุลทรรศน์อิเล็กตรอนที่มีกำลังขยายสูงถึง 2,000,000 เท่า ทำให้สามารถศึกษาโครงสร้างขนาดเล็กระดับนาโนได้อย่างมีประสิทธิภาพ เช่น ตัวอย่างทางด้านวัสดุศาสตร์ อีกทั้งยังสามารถเชื่อมต่อกับอุปกรณ์วิเคราะห์ธาตุเชิงพลังงาน (Energy Dispersive X-Ray Spectrometer : EDS) ซึ่งช่วยในการศึกษาองค์ประกอบของธาตุทั้งเชิงปริมาณและคุณภาพ และการกระจายขององค์ประกอบธาตุ ในวัสดุที่ศึกษาได้ นอกจากนี้ยังสามารถเชื่อมต่อกับอุปกรณ์วิเคราะห์การเรียงตัวของผลึกโดยใช้สัญญาณจากการเลี้ยวเบนของอิเล็กตรอนกระเจิงกลับ (Electron Backscatter Diffraction : EBSD) เพื่อระบุโครงสร้าง ชนิดของผลึก และทิศทางการเรียงตัวของผลึก

     

    ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.อัปสร เล่าต่อว่า ด้วยกำลังขยายที่สูง และสามารถประยุกต์ใช้งานได้หลากหลาย ครอบคลุมการศึกษาวิจัยในระดับจุลภาค FESEM เป็นเครื่องมือที่มีความจำเป็นต่อการศึกษาพัฒนางานวิจัยและภาคอุตสาหกรรม กระบวนการผลิต การแก้ไขปัญหา และควบคุมคุณภาพ งานวิเคราะห์ความเสียหายของวัสดุ ได้เป็นอย่างดี พร้อมทั้งบอกเล่าถึงเครื่อง FESEM ที่มีให้บริการที่ ฝ่ายบริการการใช้ประโยชน์เครื่องมือ ศูนย์เครื่องมือวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ ซึ่งผู้สนใจสามารถติดต่อขอใช้บริการได้ ว่า

     

     

    Field Emission Scanning Electron Microscope (FESEM) รุ่น Merlin compact, Zeiss

     

    Field Emission Scanning Electron Microscope (FESEM) รุ่น Merlin compact, Zeiss เป็นกล้องจุลทรรศน์อิเล็กตรอนแบบส่องกราดที่มีแหล่งกำเนิดอิเล็กตรอนแบบ Schottky type field-emission gun มี resolution สูงถึง 0.8 nm ที่ 15 kV เหมาะสำหรับงานทางวิทยาศาสตร์กายภาพ ศักย์เร่งอิเล็กตรอนปรับเปลี่ยนได้ในช่วง 0.02-30 kV สัญญาณภาพที่ได้จาก FESEM แบ่งออกเป็น 2 ประเภท ได้แก่ 1. Secondary Electron Image (SEI) เป็นสัญญาณภาพที่ได้จาก secondary electrons (SEs) ที่หลุดออกมาจากพื้นผิวของชิ้นงานเมื่อถูกลำอิเล็กตรอนชน มาประมวลผล ภาพที่ได้แสดงให้เห็นลักษณะของพื้นผิวของบนชิ้นงาน (Morphology) และ 2. Backscattered Electron Image (BEI) เป็นสัญญาณภาพที่ได้จาก Backscattered Electron (BSEs) ที่สะท้อนจากพื้นผิวของชิ้นงานมาประมวลผล โดยสัญญาณที่ได้ในแต่ละบริเวณจะแปรตามเลขอะตอม (atomic number) ในเนื้อสารบริเวณนั้นๆ ภาพที่ได้ จึงมีความสว่าง เข้มหรืออ่อนตามเลขอะตอมของธาตุที่เป็นส่วนประกอบของเนื้อสาร (atomic contrast) BEI จึงสามารถแสดงภาพที่แยกแยะความแตกต่างของแต่ละบริเวณที่มีธาตุหรือสารประกอบต่างชนิดกันได้ ตัวตรวจวัดสำหรับการวิเคราะห์ด้วยภาพถ่ายของระบบหลักใน FESEM รุ่น Merlin compact ประกอบด้วย 2 ตัวตรวจวัด คือ SE2 detector และ In-lens SE detector ซึ่งสามารถวิเคราะห์ภาพแยกระหว่างสัญญาณ SEs และ BSEs หรือวิเคราะห์ภาพรวมจากสัญญาณภาพทั้ง 2 ได้

     

    เครื่อง FESEM รุ่น Merlin compact นี้ ยังได้ติดตั้งชุดอุปกรณ์พิเศษเพิ่มเติม ได้แก่ ชุดอุปกรณ์วิเคราะห์ธาตุเชิงพลังงาน (Energy Dispersive X-Ray Spectrometer; EDS) ยี่ห้อ Oxford รุ่น Aztec ซึ่งมีพื้นที่รับพลังงาน 50 mm2 ความละเอียดในการแยกแยะ (resolution) ได้ถึง 127 eV เมื่อวัดด้วย MnKα อัตราการตรวจจับสัญญาณ 50,000 นับต่อวินาที (cps) โดยอาศัยหลักการที่ว่า เมื่อลำอิเล็กตรอนที่มีพลังงานสูงพอเหมาะพุ่งเข้าชนชิ้นงานซึ่งประกอบไปด้วยอะตอมของธาตุที่อยู่ในสถานะพื้น ทำให้อิเล็กตรอนในระดับชั้นพลังงานวงในได้รับพลังงานจากการชนหลุดออกจากอะตอม แล้วอิเล็กตรอนจากวงนอกจะคายพลังงานออกมาบางส่วน และเปลี่ยนชั้นพลังงานเข้ามาแทนที่อิเล็กตรอนที่หลุดออกไป พลังงานที่อิเล็กตรอนคายออกมานี้จะอยู่ในรูปรังสีเอกซ์และมีค่าเฉพาะตามธาตุนั้น เมื่อวัดค่าพลังงานรังสีเอกซ์นี้ด้วย EDS จะสามารถวิเคราะห์ได้ว่าชิ้นงานประกอบด้วยธาตุชนิดใด สามารถทำการวิเคราะห์ธาตุโดยกำหนดแบบจุด (point) หรือบริเวณ (area) หรือแบบเส้น (line scan) บนชิ้นงานได้ แสดงผลเป็นสเปกตรัมพลังงานของธาตุต่างๆ พร้อมกับระบุสัดส่วนปริมาณของแต่ละส่วนประกอบ สามารถสร้างแผนที่ (mapping) ระบุได้ว่ามีการกระจายตัวของแต่ละธาตุอย่างไร

     

    นอกจากนี้ FESEM รุ่น Merlin compact ยังต่อเข้ากับชุดอุปกรณ์วิเคราะห์การเรียงตัวของผลึกโดยใช้สัญญาณจากการเลี้ยวเบนของอิเล็กตรอนกระเจิงกลับ (Electron Backscatter Diffraction; EBSD) ยี่ห้อ Oxford รุ่น Nordlys Max ซึ่งเป็นเทคนิคที่ใช้วิเคราะห์โครงสร้างผลึก ระดับไมโครและนาโนซึ่งสามารถระบุโครงสร้าง ชนิดของผลึก ทิศทาง การจัดเรียงตัวของผลึก รวมทั้งลักษณะและขนาดของเกรนในระดับนาโนได้

     

    ชุดอุปกรณ์นี้ถูกติดตั้งและใช้งานร่วมกับ FESEM ประกอบด้วย กล้องฟอสเฟอร์ติดตั้งเพื่อใช้รับสัญญาณจากการเลี้ยวเบนของอิเล็กตรอนกระเจิงกลับ ชุดโปรแกรมที่สามารถแสดงภาพ Electron Backscatter Pattern (EBSP) และทำการระบุการเรียงตัวของผลึก (Indexing) จากนั้นนำข้อมูล EBSP มาสร้างเป็น Pole Figure และ Inverse Pole Figure ซึ่งเป็นการวิเคราะห์การจัดเรียงผลึกแบบสามมิติ ประมวลผลและแสดงภาพแผนที่ (Mapping) หลายแบบ เช่น แผนที่การจัดเรียงตัวของผลึก แผนที่ขอบเขตของเกรน แผนที่ของเฟส วัดขนาดของเกรน คำนวณและสร้างภาพการกระจายทางสถิติของการเรียงตัวของผลึก

     

    ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.อัปสร เล่าต่อว่า นอกจากเครื่อง FESEM ที่มีให้บริการแล้ว ยังมีบริการเตรียมตัวอย่างด้วยเทคนิคต่างๆ ที่รองรับการถ่ายภาพ และวิเคราะห์ข้อมูลด้วย FESEM อาทิเช่น บริการเคลือบตัวอย่างด้วยคาร์บอน (The Cressington 108carbon/A) และ เคลือบทอง (The Cressington 108/Auto Sputter Coaters) เตรียมตัวอย่างทางชีวภาพด้วยเครื่อง Critical Point Dryer (QUORUM EMS850) ยังมีเครื่องขึ้นรูปแบบร้อน MECAPRESS เครื่องขัด MECATECH 264 สำหรับตัวอย่างทางวัสดุศาสตร์ เป็นต้น

     

    ผู้สนใจสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ฝ่ายบริการการใช้ประโยชน์เครื่องมือ ศูนย์เครื่องมือวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ โทรศัพท์ 0-7567-3225, 0 -7567-3248-50 หรือhttp://cse.wu.ac.th, facebook page : WUSEMhttps://www.facebook.com/WU-SEM-713453728780504/?ref=aymt_homepage_panel

    สมพร อิสรไกรศีล
    ส่วนประชาสัมพันธ์ เรียบเรียง

  • รองศาสตราจารย์วิทยา อานามนารถ : วิจัยทางชีววิทยาและนิเวศวิทยาสู่การควบคุมโรคพยาธิปากขอและพยาธิสตรองจิลอยดิส

    รองศาสตราจารย์วิทยา อานามนารถ : วิจัยทางชีววิทยาและนิเวศวิทยาสู่การควบคุมโรคพยาธิปากขอและพยาธิสตรองจิลอยดิส

    รองศาสตราจารย์วิทยา อานามนารถ รองคณบดีสำนักวิชาสหเวชศาสตร์และสาธารณสุขศาสตร์ ได้วิจัยทางชีววิทยาและนิเวศวิทยาสู่การควบคุมโรคพยาธิปากขอและพยาธิสตรองจิลอยดิสที่ได้ผลจริง จนได้รับรางวัลด้านสาธารณะ ในฐานะทีมวิจัย ประจำปี 2558 ซึ่งจัดโดย สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.)

    รองศาสตราจารย์วิทยา ได้เล่าให้ฟังถึงความสนใจในการทำวิจัยเกี่ยวกับพยาธิปากขอและพยาธิสตรองจิลอยดิส ในช่วงปี 2553-2555 ว่า ตามธรรมชาติพยาธิปากขอกินเลือดเป็นอาหาร จึงเป็นปัญหาต่อเด็กตั้งแต่อยู่ในท้องแม่ที่มีพยาธิปากขอ ขณะเดียวกัน เด็กในวัยเรียนอาจมีภาวะโลหิตจาง หากมีพยาธิในระดับปานกลางขึ้นไป ส่งผลต่อการเรียน ทำให้ผลการเรียนไม่ดี ดังนั้น บุคคลสำคัญของโลกจึงให้ความสำคัญและบริจาคเงินช่วยเหลือเพื่อกำจัดโรค ที่สำคัญ องค์การอนามัยโลกได้จัดโรคพยาธิปากขอเป็นปัญหาสำคัญอันดับ 3 ของโลก ซึ่งมีอัตราการตายปีละ 140,000 คน ในส่วนของพยาธิสตรองจิลอยดิส (พยาธิเส้นด้าย) เป็นพยาธิที่ก่อโรคถึงแก่ชีวิตในผู้ที่อยู่ในภาวะกดภูมิคุ้มกัน และประเทศไทยเป็นแหล่งระบาดสำคัญโดยพบการติดเชื้อพยาธินี้ ร้อยละ 24

    จากการศึกษาข้อมูลพื้นฐาน ในอดีตประเทศไทยมีความชุกชุมของพยาธิปากขอ ถึงร้อยละ 45 และเมื่อ 22 ปีที่แล้ว รัฐบาลมีนโยบายควบคุมโรคพยาธิปากขอทั่วประเทศ พบว่า ได้ผลดีในทุกภาค โดยความชุกชุมลดลงเหลือเพียงร้อยละ 2-5 ยกเว้นภาคใต้ยังคงมีความชุกชุมถึงร้อยละ 30 ในทางตรงกันข้ามความชุกชุมของพยาธิสตรองจิลอยดิสในภาคใต้มีต่ำกว่าร้อยละ 10 ในขณะที่ภาคอื่นๆ มีความชุกชุมร้อยละ 24-30

    รองศาสตราจารย์วิทยา เล่าว่า ความที่ไม่ได้เป็นคนใต้โดยกำเนิด ทำให้เห็นความแตกต่างในเรื่องของฤดูกาล ภาคใต้มีฤดูฝนนานถึง 10 เดือน แต่ภาคอื่นๆมีฤดูฝนนานแค่ 4 เดือน ประกอบกับการสังเกตจากงานวิจัยด้านการวินิจฉัยโรคพยาธิสตรองจิลอยดิส พบว่า พยาธิจะตายหมดในเวลา 12 ชั่วโมงหากมีน้ำอยู่เหนืออุจจาระแม้เพียงนิดเดียว และพยาธิจะโตไม่ได้เลยหากเจือจางอุจจาระด้วยน้ำ 160 เท่าขึ้นไป ในทางตรงกันข้ามไข่ของพยาธิปากขอสามารถทนอยู่ในภาวะขาดอากาศเหมือนในส้วมได้นานถึง 45 วัน และตัวอ่อนระยะติดต่อของพยาธิปากขอมีชีวิตอยู่ในน้ำกลั่นได้นาน 70 วัน จากความรู้ดังกล่าวจึงสรุปได้ว่าน้ำเป็นตัวควบคุมโรคพยาธิสตรองจิลอยดิสโดยธรรมชาติ ในทางตรงข้ามน้ำเป็นตัวส่งเสริมการอยู่รอดและนำพาตัวอ่อนระยะติดต่อของพยาธิปากขอให้กระจายไปทั่ว การควบคุมโรคจึงไม่ได้ผลในภาคใต้

    ในช่วงแรก รองศาสตราจารย์วิทยา ได้ทำการควบคุมพยาธิสตรองจิลอยดิสและโรคพยาธิปากขอซึ่งได้ทำโดยบังเอิญในฤดูฝน พบว่า ความชุกชุมของพยาธิสตรองจิลอยดิสในพื้นที่วิจัยลดลงจากเดิมก่อนการควบคุมโรคที่ร้อยละ 13 เหลือเพียงร้อยละ 4 เนื่องจากดื้อยา ในขณะที่การควบคุมโรคพยาธิปากขอ พบปัญหาการติดเชื้อซ้ำในเวลาเพียงแค่ 6 เดือน ถึงร้อยละ 95 ของผู้เข้ารับการรักษา จึงได้ออกแบบการทดลองควบคุมโรคใหม่ โดยควบคุมโรคพยาธิปากขอในฤดูแล้งที่ฝนไม่ตกติดต่อกันนาน 40 วันขึ้นไป พบว่าในพื้นที่ที่ไม่มีปัญหาการดื้อยา ได้ผลเต็มร้อยเปอร์เซนต์ ขณะที่พื้นที่ที่มีปัญหาการดื้อยากลับมีการติดเชื้อซ้ำเหมือนเดิม จึงได้แก้ปัญหาการดื้อยาในเบื้องต้น เนื่องจากมีความเป็นไปได้ว่าการดื้อยาของพยาธิปากขอเกิดขึ้นเฉพาะในผู้เป็นพาหะของโรคเลือดจางกรรมพันธุ์ชนิดหนึ่ง

    รองศาสตราจารย์วิทยา อานามนารถ กล่าวด้วยความภูมิใจในตอนท้ายว่า “การทำวิจัยผสมบริการวิชาการในชุมชน ทำให้รู้สึกว่าตัวเองมีคุณค่าต่อผู้อื่น การพบกับประชาชนที่ยากไร้และด้อยโอกาสพร้อมกับได้ช่วยเหลือพวกเขาในด้านอื่นๆ นำมาซึ่งสันติสุขในจิตใจ และเมื่อกลับมาทำวิจัยในห้องแลบก็เหมือนการฝึกสมาธิเนื่องจากต้องพุ่งความสนใจไปที่งาน การทำวิจัยไม่เคยทำให้เหนื่อยล้าเลยแม้สักนิด”

     

    ประวัติและผลงาน

     

    สมพร อิสรไกรศีล เรียบเรียง

  • ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. ศิวฤทธิ์ พงศกรรังศิลป์ : รางวัลผลงานวิจัยเด่นด้านนโยบาย เรื่อง “แนวทางการพัฒนาพุน้ำร้อนเค็มคลองท่อม จังหวัดกระบี่ อย่างยั่งยืน”

    ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. ศิวฤทธิ์ พงศกรรังศิลป์ : รางวัลผลงานวิจัยเด่นด้านนโยบาย เรื่อง “แนวทางการพัฒนาพุน้ำร้อนเค็มคลองท่อม จังหวัดกระบี่ อย่างยั่งยืน”

    ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ศิวฤทธิ์ พงศกรรังศิลป์ อาจารย์สำนักวิชาการจัดการ และหัวหน้าหน่วยวิจัยการบริโภคและเศรษฐกิจยั่งยืน มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ ได้รับโล่เกียรติยศจาก พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง รองนายกรัฐมนตรี จากผลงานวิจัยเด่นด้านนโยบาย ประจำปี 2558 กับผลงานวิจัยเรื่อง “แนวทางการพัฒนาพุน้ำร้อนเค็มคลองท่อม จังหวัดกระบี่ อย่างยั่งยืน” ซึ่งจัดโดย สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.)

    ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ศิวฤทธิ์ ได้เล่าให้ฟังเกี่ยวกับพุน้ำร้อนเค็มคลองท่อมว่า เป็นหนึ่งในแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่สำคัญ เนื่องจากเป็นพุน้ำร้อนเพียงไม่กี่แห่งในโลกที่มีลักษณะเฉพาะ โดยเป็นพุน้ำร้อนเค็มที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ ส่วนสาเหตุที่มีรสชาติเค็มนั้นเกิดจากการผสมกันของน้ำร้อนและน้ำทะเลในระดับลึกก่อนโพล่พ้นพื้นดิน เกิดเป็นน้ำพุร้อน ซึ่งจัดอยู่ในประเภทน้ำพุร้อนเกลือ (salt spring) ซึ่งมีปริมาณของเกลือผสมอยู่มากกว่า 9 กรัม/ลิตร ความมหัศจรรย์ของบ่อน้ำพุร้อนเค็มนั้นอยู่ที่อุณหภูมิของน้ำในบ่อไม่ร้อนมากจนเกินไป ประมาณ 40-47 องศาเซลเซียส นักท่องเที่ยวรวมทั้งคนในพื้นที่ต่างนิยมที่จะมาแช่น้ำที่นี่ เพราะมีความเชื่อว่าสามารถรักษาโรค เช่น โรคเบาหวาน โรคปวดเมื่อยตามข้อกระดูก โรคไหลเวียนโลหิต โรคผดผื่นคัน เป็นต้น ทำให้พุน้ำร้อนเค็มคลองท่อม เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่มีศักยภาพ และเป็นหนึ่งในเส้นทางท่องเที่ยวใหม่ใน โครงการวิจัย การประเมินศักยภาพของผลิตภัณฑ์และการบริการทางการท่องเที่ยวในพื้นที่ภาคใต้ที่ได้รับทุนสนับสนุนการวิจัยในปี พ.ศ. 2555

    ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ศิวฤทธิ์ เล่าต่อว่า พุน้ำร้อนเค็มคลองท่อมมีระบบนิเวศและลักษณะทางธรณีวิทยาที่เปราะบาง ง่ายต่อการเปลี่ยนแปลงหากการพัฒนาไม่ได้อยู่บนพื้นฐานวิชาการ ด้วยเหตุนี้ หน่วยวิจัยการบริโภคและเศรษฐกิจยั่งยืน จึงได้ร่วมกับ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานกระบี่ และองค์การบริหารส่วนตำบลห้วยน้ำขาว ในฐานะเจ้าของพื้นที่ พัฒนาโจทย์วิจัยเพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าว ซึ่งผลการวิจัยพบว่า จำเป็นต้องใช้การบูรณาการองค์ความรู้ด้านธรณีฟิสิกส์กับงานวิจัยทางด้านสังคมศาสตร์ เช่น การจัดการและบริหารธุรกิจ และการวางแผนพัฒนาพุน้ำร้อนเค็มให้มีความยั่งยืน โดยคำนึงถึงสิ่งแวดล้อม ประสบการณ์ของนักท่องเที่ยว และเศรษฐกิจของชุมชนท้องถิ่น

    ในการดำเนินงานวิจัยแบบบูรณาการองค์ความรู้ทางด้านวิทยาศาสตร์กับสังคมศาสตร์นั้น ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ศิวฤทธิ์ เล่าว่า ได้มีการแบ่งการทำวิจัยออกเป็นโครงการย่อย 3 โครงการ

    โครงการย่อยที่ 1 ดำเนินการสำรวจฐานทรัพยากรของพุน้ำร้อนเค็มคลองท่อม สำรวจทิศทางการไหลของธารน้ำร้อน คุณภาพน้ำและดินด้วยวิธีธรณีฟิสิกส์ รวมทั้งดำเนินการเก็บตัวอย่างน้ำและดินเพื่อวิเคราะห์คุณภาพและคุณประโยชน์ที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยว

    โครงการย่อยที่ 2 ศึกษาความต้องการและความพร้อมของชุมชนท้องถิ่นต่อการจัดการการท่องเที่ยว การพัฒนากิจกรรมการท่องเที่ยวและสิ่งอำนวยความสะดวกเพื่อรองรับความต้องการของนักท่องเที่ยว ตลอดจนความคุ้มค่าในการพัฒนา โดยใช้การเก็บรวบรวมข้อมูลด้วยแบบสอบถาม และการประชุมกลุ่มย่อยกับชุมชนตำบลห้วยน้ำขาว

    โครงการย่อยที่ 3 ศึกษาความต้องการสิ่งอำนวยความสะดวกของนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างประเทศที่เดินทางมาท่องเที่ยวในจังหวัดกระบี่ และแหล่งท่องเที่ยวพุน้ำร้อนเค็มคลองท่อม โดยใช้แบบสอบถาม รวมทั้งการประชุมกลุ่มย่อยเพื่อวางแผนด้านการพัฒนาสิ่งอำนวยความสะดวกร่วมกับผู้ที่มีส่วนได้เสียทางการท่องเที่ยวพุน้ำร้อนเค็มคลองท่อม ก่อนที่จะนำข้อมูลไปสังเคราะห์เพื่อกำหนดเขตการใช้ประโยชน์ของพื้นที่ และแนวความคิดในการพัฒนาสิ่งอำนวยความสะดวกในแหล่งท่องเที่ยว

    ผลการวิจัยพบว่า พุน้ำร้อนบริเวณนี้เกิดจากแหล่งน้ำเดียวกันทั้งหมดและมีปริมาณที่จำกัด โดยพุน้ำร้อนเค็มคลองท่อมมีต้นกำเนิดแตกต่างจากน้ำพุร้อนอื่น ๆ ในจังหวัดกระบี่ ด้วยลักษณะทางธรณีวิทยาที่มีความเปราะบาง หากมีการพัฒนาสิ่งก่อสร้างขนาดใหญ่หรือมีการขุดเจาะจะส่งผลกระทบต่อแหล่งท่องเที่ยวอย่างแน่นอน ภายใต้เงื่อนไขดังกล่าว การพัฒนาจึงควรเน้นการใช้ประโยชน์อาคารที่มีให้เต็มศักยภาพ เช่น อาคารนวดแผนโบราณ อาคารห้องน้ำบริเวณที่จอดรถ รวมไปถึงการปรับพฤติกรรมนักท่องเที่ยวโดยใช้การออกแบบภูมิทัศน์และการจัดการระบบการไหลเวียนให้สอดคล้องกับกิจกรรมและวัฒนธรรมการแช่น้ำแร่

    ส่วนสิ่งอำนวยความสะดวกที่มีความจำเป็นเร่งด่วน คือระบบการบำบัดน้ำเสีย และการปรับปรุงภูมิทัศน์ ทั้งนี้ชุมชนตำบลห้วยน้ำขาวมีความต้องการเข้าไปมีส่วนร่วมในการบริหารจัดการทั้งทางตรงและทางอ้อมอย่างมาก ซึ่งสอดคล้องกับผลการวิเคราะห์ความคุ้มทุนที่พบว่า การบริหารจัดการโดยภาครัฐที่มีชุมชนเข้าไปมีส่วนร่วมจะก่อให้เกิดผลตอบแทนต่อชุมชนมากกว่าการจัดสรรสัมปทานให้กับเอกชนเป็นผู้บริหารจัดการ

    ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ศิวฤทธิ์ ได้เล่าถึงแผนงานวิจัยนี้ว่า ได้นำเสนอแบบร่างการก่อสร้างสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ เช่น ศูนย์บริการนักท่องเที่ยว เส้นทางศึกษาธรรมชาติ ระบบสื่อความหมายทางธรรมชาติ และการจัดขอบเขตพื้นที่การใช้ประโยชน์อย่างชัดเจน จากข้อมูลดังกล่าวนั้นสามารถนำเสนอแนวทางการจัดการการท่องเที่ยวพุน้ำร้อนเค็มคลองท่อม จังหวัดกระบี่ อย่างยั่งยืน โดยการจัดตั้งคณะกรรมการบริหารจัดการพุน้ำร้อนเค็มคลองท่อม การจัดทำพื้นที่กันชน การประกาศเป็นพื้นที่พิเศษที่มีกฎหมายในการบริหารจัดการการใช้ประโยชน์ในพื้นที่ การดูแลรักษาสิ่งอำนวยความสะดวกในพื้นที่ให้อยู่ในสภาพที่สามารถใช้งานได้ตลอดเวลา พร้อมบอกถึงแนวทางการจัดการการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนว่า โดยภาพรวมจะแบ่งการจัดการเป็นสองระยะ ได้แก่ ระยะสั้น (1ปี) และระยะกลาง (2 – 5 ปี) รวมทั้งการจัดการพื้นที่ให้บริการภายใต้หลักศาสนาอิสลามเพื่อนำไปสู่การจัดการการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนต่อไป อาทิ การชำระร่างกายก่อน เป็นต้น

    จากผลงานวิจัยนี้ สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ได้ใช้เป็นข้อมูลพื้นฐานเพื่อนำไปจัดทำข้อเสนอโครงการพัฒนาเมืองสปาต้นแบบ อำเภอคลองท่อม จังหวัดกระบี่ ในคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชน (กรอ.) เพื่อเสนอขออนุมัติจากคณะรัฐมนตรี และนำไปเป็นข้อมูลในการกำหนดนโยบายพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวและการจัดสรรงบประมาณในการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยว รวมทั้งนำแผนแม่บทฯ ไปของบประมาณจากกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาอีกด้วย

    จะเห็นได้ว่า งานวิจัยเรื่อง “แนวทางการพัฒนาพุน้ำร้อนเค็มคลองท่อม จังหวัดกระบี่ อย่างยั่งยืน” นี้ มีการบูรณาการองค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ด้านธรณีฟิสิกส์กับศาสตร์ทางด้านบริหารธุรกิจ การจัดการและการท่องเที่ยว เพื่อกำหนดเป็นนโยบายและแนวทางอย่างเป็นรูปธรรมในการพัฒนาการท่องเที่ยวพุน้ำร้อนเค็มคลองท่อม จังหวัดกระบี่ อย่างยั่งยืนและสามารถกระจายรายได้จากการท่องเที่ยวสู่ท้องถิ่น มีผลทำให้ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ศิวฤทธิ์ พงศกรรังศิลป์ ได้รับรางวัลผลงานวิจัยเด่นด้านนโยบาย จากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ประจำปี 2558

    สมพร อิสรไกรศีล เรียบเรียง

  • ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ชูชาติ พันธ์สวัสดิ์ ศึกษาพยาธิกำเนิดของมาลาเรียขึ้นสมองและภาวะปอดบวมน้ำ

    ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ชูชาติ พันธ์สวัสดิ์ ศึกษาพยาธิกำเนิดของมาลาเรียขึ้นสมองและภาวะปอดบวมน้ำ

    ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ชูชาติ พันธ์สวัสดิ์ อาจารย์ประจำสำนักวิชาแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ร่วมกับรองศาสตราจารย์ ดร.พญ.พรรณเพ็ญ วิริยเวชกุล สังกัดภาควิชาพยาธิวิทยาเขตร้อน คณะเวชศาสตร์เขตร้อน มหาวิทยาลัยมหิดล ศึกษาพยาธิกำเนิดของมาลาเรียขึ้นสมองและภาวะปอดบวมน้ำในผู้ป่วยโรคมาลาเรียฟัลซิพารัมชนิดรุนแรง พบว่า พยาธิกำเนิดของมาลาเรียขึ้นสมองเกี่ยวข้องกับการกระตุ้นการทำงานของโปรตีน NF-B p65 โดยเชื้อมาลาเรียซึ่งเหนี่ยวนำให้เกิดการตายของเซลล์ในสมอง ส่วนภาวะปอดบวมน้ำในผู้ป่วยมาลาเรียมีสาเหตุจากการตายของเซลล์ในปอดแบบอะพอพโทซิสผ่านวิถีภายนอก หรือวิถีตัวรับการตาย (extrinsic pathway หรือ death receptor pathway) ซึ่งเกิดจากการจับของลิแกนด์ (death ligands) จากภายนอกเซลล์ เริ่มจากการจับกันของ Fas และ Fas ligand ส่งผลให้เกิดการกระตุ้นการทำงานของเอนไซม์ caspase-8 และ caspase-3 และมีผลให้เกิดการตายแบบอะพอพโตซิสของเซลล์และนำไปสู่ภาวะปอดบวมน้ำ

    ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ชูชาติ เล่าว่า โรคมาลาเรียเกิดจากเชื้อโปรโตซัว ซึ่งเป็นสัตว์เซลล์เดียวในจีนัส พลาสโมเดียม (Plasmodium) ซึ่งมีมากกว่า 100 ชนิด ปัจจุปันพบเพียง 5 ชนิดที่ก่อโรคในคน ได้แก่ พลาสโมเดียม ฟัลซิพารัม (Plasmodium falciparum) พลาสโมเดียม ไวแว็กซ์ (P. vivax) พลาสโมเดียม มาลาริอี่ (P. malariae) พลาสโมเดียม โอวาเล่ (P. ovale) และชนิดสุดท้ายคือ พลาสโมเดียม โนวไซ (P. knowlesi) ซึ่งเดิมเป็นเชื้อก่อโรคมาลาเรียที่พบในลิงแสมและลิงกัง โรคมาลาเรียหรือไข้จับสั่นถือเป็นปัญหาสาธารณสุขที่สำคัญของประเทศต่างๆ ในแถบแอฟริกาและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ในส่วนของประเทศไทยพบมากในแถบชายแดนที่มีป่าเขาหนาแน่น ได้แก่ บริเวณรอยต่อชายแดนไทย-พม่า ชายแดนไทย-กัมพูชา ชายแดนไทย-ลาว และทางภาคใต้ของประเทศไทย ได้แก่ จังหวัดระนอง ปัตตานี ยะลา และสงขลา โดยองค์การอนามัยโลก หรือ World Health Organization (WHO) ประเมินว่า ในปี 2556 มีผู้ป่วยจากโรคมาลาเรีย 198 ล้านคน และมีผู้เสียชีวิตจากโรคมาลาเรีย จำนวน 584,000 คน ทั่วโลก

    โรคมาลาเรียสามารถติดต่อได้โดยการถูกยุงกัด ซึ่งยุงที่เป็นพาหะนำโรคคือ ยุงก้นปล่องเพศเมีย (female Anopheles spp.) ที่เรียกอย่างนี้เนื่องจากเวลาที่ยุงก้นปล่องกัดคน มันจะเกาะโดยยกส่วนท้องขึ้นทำมุมกับผิวหนัง 45 องศา ซึ่งเชื้อที่พบในประเทศไทยส่วนใหญ่เป็นชนิด พลาสโมเดียม ฟัลซิพารัม (P. falciparum) และ พลาสโมเดียม ไวแว็กซ์ (P. ovale) โดยมาลาเรียชนิดรุนแรงเกิดจากเชื้อพลาสโมเดียม ฟัลซิพารัม (P. falciparum) มีระยะฟักตัวประมาณ 7-14 วัน และใช้เวลาในการแบ่งตัว 42-48 ชั่วโมง เมื่อเชื้อนี้เข้าสู่กระแสเลือดจะลงไปสู่ตับ จากนั้นเข้าสู่เม็ดเลือดแดง เมื่อเม็ดเลือดแดงแตกออกเชื้อจำนวนมากก็จะถูกแพร่เข้าสู่กระแสเลือดไปสู่เม็ดเลือดแดงใหม่ต่อไป ทั้งนี้เม็ดเลือดแดงที่ติดเชื้อเมื่ออยู่ในกระแสเลือดจะไปเกาะติดที่ผนังเซลล์หลอดเลือดขนาดเล็ก ก่อให้เกิดการอุดตันทำให้เลือดและออกซิเจนไม่สามารถไปเลี้ยงอวัยวะต่างๆ ได้ เกิดภาวะแทรกซ้อนต่างๆ เช่น ไตวาย ตับวาย ปอดบวมน้ำ ภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ และมาลาเรียขึ้นสมอง เป็นต้น

    ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ชูชาติ เล่าต่อว่า ปัจจุบันข้อมูลเกี่ยวกับพยาธิวิทยาของสมองและปอดของผู้ป่วยที่เสียชีวิตจากโรคมาลาเรียยังมีไม่มากนักและไม่ได้เป็นการศึกษาในเชิงลึก ทั้งยังไม่ทราบพยาธิกำเนิดที่แน่ชัดของการเกิดมาลาเรียขึ้นสมองและภาวะปอดบวมน้ำในผู้ป่วยโรคมาลาเรียฟัลซิพารัมชนิดรุนแรง ดังนั้น จึงได้ทำงานวิจัยร่วมกับรองศาสตราจารย์ ดร.พญ.พรรณเพ็ญ วิริยเวชกุล จากภาควิชาพยาธิวิทยาเขตร้อน คณะเวชศาสตร์เขตร้อน มหาวิทยาลัยมหิดล ศึกษาพยาธิกำเนิดของมาลาเรียขึ้นสมองและภาวะปอดบวมน้ำในผู้ป่วยโรคมาลาเรียฟัลซิพารัมชนิดรุนแรง โดยเป็นภาวะแทรกซ้อนที่เกิดขึ้นกับระบบประสาทและระบบหายใจ ซึ่งภาวะดังกล่าวเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ผู้ป่วยเสียชีวิต

    ผลจากการวิจัยพบว่า เซลล์ประสาท เซลล์ค้ำจุนประสาท เซลล์บุผนังหลอดเลือด และเซลล์เม็ดเลือดขาว ในเนื้อสมองของผู้ป่วยที่เสียชีวิตจากมาลาเรียขึ้นสมอง มีการกระตุ้นและการแสดงออกของโปรตีน NF-B p65 เพิ่มสูงขึ้นเมื่อเปรียบเทียบกับสมองผู้ป่วยที่ไม่ได้เสียชีวิตจากมาลาเรียขึ้นสมองและกลุ่มชิ้นเนื้อสมองปกติ นอกจากนี้ยังพบดัชนีการตายและการแสดงออกของโปรตีน NF-B p65 ในนิวเคลียสของเซลล์เม็ดเลือดขาว และเซลล์บุผนังหลอดเลือดเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ เมื่อเทียบกับสมองผู้ป่วยที่ไม่ได้เสียชีวิตจากมาลาเรียขึ้นสมองและกลุ่มชิ้นเนื้อสมองปกติ ซึ่งทำให้เข้าใจถึงสมมติฐานหนึ่งของพยาธิกำเนิดของมาลาเรียขึ้นสมองว่าสามารถเกิดจากการกระตุ้นการทำงานของโปรตีน NF-B p65 โดยเชื้อมาลาเรียซึ่งเหนี่ยวนำให้เกิดการตายของเซลล์ในสมอง จนเกิดมีอาการรุนแรงต่างๆ ตามมา

    ผลการศึกษาชิ้นเนื้อสมองของผู้ป่วยที่เสียชีวิตจากโรคมาลาเรีย ช่วยทำให้เข้าใจกลไกการเกิดโรคมาลาเรียขึ้นสมองเพิ่มมากขึ้น และทำให้ทราบว่าโปรตีน NF-B p65 เป็นโปรตีนที่ส่งสัญญาณเหนี่ยวนำให้เกิดกระบวนการตายของเซลล์บุผนังหลอดเลือด และเม็ดเลือดขาวที่อยู่ในหลอดเลือดในชิ้นเนื้อสมอง

    ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ชูชาติ กล่าวว่า จากผลงานวิจัยครั้งนี้จะมีการนำไปประยุกต์ทางด้านคลินิก เพื่อพัฒนายาที่จะช่วยยับยั้งการสร้างโปรตีน NF-B p65 โดยใช้ร่วมกับยาต้านมาลาเรียในปัจจุบัน เพื่อช่วยยับยั้งภาวะการตายของเซลล์ต่างๆ ในร่างกาย โดยคาดหวังว่าคนไข้ที่ติดเชื้อรุนแรงจะมีอาการดีขึ้น เป็นการลดอัตราการเสียชีวิตในที่สุด

    ในส่วนของภาวะปอดบวมน้ำเป็นภาวะที่มีการคั่งของสารน้ำในถุงลมของเนื้อปอด ทำให้ไม่สามารถทำหน้าที่แลกเปลี่ยนก๊าซได้ตามปกติ ซึ่งเป็นอีกภาวะแทรกซ้อนหนึ่งที่สำคัญและเป็นสาเหตุของการเสียชีวิตของผู้ป่วยโรคมาลาเรียฟัลซิพารัมชนิดรุนแรง พบอัตราการตายของผู้ป่วยมาลาเรียจากภาวะปอดบวมน้ำ ร้อยละ 85 โดยร้อยละ 20-30 ของผู้ป่วยมาลาเรียฟัลซิพารัมชนิดรุนแรงที่รักษาตัวอยู่ในห้องหออภิบาลผู้ป่วยหนักมีโอกาสพัฒนาไปสู่ภาวะหายใจล้มเหลวเฉียบพลัน ซึ่งปัจจุบันยังไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัด ดังนั้น ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ชูชาติ พร้อมด้วยทีมวิจัยจึงได้ตั้งสมมติฐานว่า การตายของเซลล์ในเนื้อเยื่อปอดน่าจะเป็นสาเหตุของการเกิดภาวะปอดบวมในผู้ป่วยโรคมาลาเรีย จึงเป็นที่มาของการศึกษากลไกส่งสัญญาณการตายของเซลล์ในปอดของผู้ป่วยโรคมาลาเรียฟัลซิพารัมชนิดรุนแรง โดยได้รับทุนสนับสนุนโครงการวิจัยประเภทเพิ่มขีดความสามารถนักวิจัย จากสถาบันวิจัยและพัฒนา มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์

    จากผลการศึกษาพยาธิสภาพของปอดในโรคมาลาเรียฟัลซิพารัมชนิดรุนแรง พบสารน้ำอยู่ในถุงลม มีเลือดคั่งในหลอดเลือดฝอย และพบเม็ดเลือดแดงที่ติดเชื้อมาลาเรียและเม็ดเลือดแดงปกติ รวมถึงพบนิวโทรฟิลและเซลล์แมคโครฟาจที่จับกิน malaria pigment ในถุงลม ทั้งยังได้ค้นพบว่า มีการแสดงออกของโปรตีน Fas และ Fas ligand เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในปอดของกลุ่มผู้ป่วยที่เสียชีวิตจากโรคมาลาเรียฟัลซิพารัมที่มีภาวะปอดบวมน้ำ เมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มผู้ป่วยที่เสียชีวิตจากโรคมาลาเรียฟัลซิพารัมที่ไม่มีภาวะปอดบวมน้ำและกลุ่มชิ้นเนื้อปอดปกติ และพบมีการแสดงออกของเอนไซม์ caspase-8 และ caspase-3 เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติในชิ้นเนื้อปอดของกลุ่มผู้ป่วยที่เสียชีวิตจากโรคมาลาเรียฟัลซิพารัมที่มีภาวะปอดบวมน้ำ เมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มผู้ป่วยที่เสียชีวิตจากโรคมาลาเรียฟัลซิพารัมที่ไม่มีภาวะปอดบวมน้ำและกลุ่มชิ้นเนื้อปอดปกติ

    จากการศึกษานี้สามารถสรุปได้ว่า กระบวนการตายของเซลล์ในปอดของผู้ป่วยโรคมาลาเรียฟัลซิพารัมชนิดรุนแรงเกิดจากการกระตุ้นผ่านการตายแบบวิถีภายนอก (Death receptor-induced extrinsic pathway) ซึ่งเกิดจากการจับกันของ Fas และ Fas ligand ส่งผลให้เกิดการกระตุ้นเอนไซม์ caspase-8 และ caspase-3 ภายในเซลล์และเหนี่ยวนำให้เกิดการตายของเซลล์ปอดซึ่งนำไปสู่การเกิดภาวะปอดบวมน้ำ ดังนั้นถ้าหากมีการคิดค้นหรือพัฒนายาที่สามารถยับยั้งการจับกันระหว่าง Fas และ Fas ligand ก็จะส่งผลให้ไม่เกิดการตายของเซลล์ในเนื้อเยื่อปอดและช่วยป้องกันการเกิดภาวะปอดบวมน้ำในผู้ป่วยโรคมาลาเรียฟัลซิพารัมชนิดรุนแรงได้

    “ปัจจุบันทางทีมวิจัยยังคงมุ่งมั่นพัฒนาการศึกษาวิจัยด้านพยาธิวิทยาและพยาธิกำเนิดของโรคมาลาเรียฟัลซิพารัมชนิดรุนแรงในเชิงลึกอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างองค์ความรู้ใหม่ๆ ที่ช่วยให้เข้าใจกลไกการเกิดภาวะแทรกซ้อนต่างๆ ในโรคมาลาเรียและนำมาประยุกต์ใช้ในทางด้านคลินิกสำหรับการเฝ้าระวัง และพัฒนาการรักษามาลาเรีย โดยเฉพาะการติดเชื้อมาลาเรียชนิดรุนแรง โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อช่วยลดอัตราการเสียชีวิตจากโรคมาลาเรียในอนาคต” ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ชูชาติ พันธ์สวัสดิ์ กล่าวในตอนท้าย พร้อมฝากข้อมูลเกี่ยวกับป้องกันและการรักษาโรคมาลาเรียไว้สำหรับดูแลตนเอง ว่า “เมื่อจะเดินทางเข้าป่า หรือเข้าไปในพื้นที่เสี่ยงต่อการติดเชื้อมาลาเรีย สิ่งสำคัญที่สุดคือต้องหลีกเลี่ยงไม่ให้ยุงกัด พยายามใส่เสื้อผ้าที่ปิดมิดชิด และนอนในมุ้งหรือในบ้านที่มีมุ้งลวดเสมอ โดยปกติยุงก้นปล่องซึ่งนำเชื้อมาลาเรียจะออกหากินตอนกลางคืน ดังนั้น ในช่วงเวลาดังกล่าวต้องเพิ่มความระมัดระวังเรื่องยุง อย่างไรก็ตามมาลาเรียเป็นโรคที่รักษาให้หายขาดได้ แต่ต้องได้รับการวินิจฉัยและรักษาตั้งแต่เนิ่นๆ ซึ่งแพทย์จะเป็นผู้พิจารณาในการให้ยารักษามาลาเรีย ตามชนิดของเชื้อ ความรุนแรงของโรค และสภาวะสุขภาพของผู้ป่วยแต่ละราย”

    เอกสารอ่านเพิ่มเติม

    สมพร อิสรไกรศีล เรียบเรียง

  • อ.ดร.อุเทน ทับทรวง : การวิจัยและการเรียนการสอนต้องคู่กันและเอื้อประโยชน์ต่อกัน

    อาจารย์ ดร.อุเทน ทับทรวง อาจารย์ประจำสำนักวิชาวิศวกรรมศาสตร์และทรัพยากร มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ เชื่อว่า งานวิจัยมีส่วนสำคัญที่เอื้อประโยชน์ต่อการเรียนการสอนและต้องทำควบคู่กัน เพราะการสอนนักศึกษานอกจากจะสอนโดยอ้างอิงจากหลักวิชาการหรือตำราแล้ว ยังต้องนำประสบการณ์ที่ได้จากการวิจัยและการทดลองมาสอน เพื่อให้นักศึกษาเกิดกระบวนการคิดและแก้ปัญหาที่เป็นระบบ

    อาจารย์ ดร.อุเทน เป็นชาวอำเภอท่ามะกา จังหวัดกาญจนบุรี จบการศึกษาวิศวกรรมศาสตรบัณฑิต สาขาวิศวกรรมเคมี จากคณะวิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยีอุตสาหกรรม มหาวิทยาลัยศิลปากร จากนั้นศึกษาต่อในระดับปริญญาเอกสาขาวิทยาศาสตร์พอลิเมอร์ (หลักสูตรนานาชาติ) ที่วิทยาลัยปิโตรเลียมและปิโตรเคมี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย หลังจากจบการศึกษาได้เข้าทำงานในตำแหน่งอาจารย์สาขาวิชาวิศวกรรมวัสดุ สำนักวิชาวิศวกรรมศาสตร์และทรัพยากร มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ เมื่อวันที่ 1 สิงหาคม 2557

    อาจารย์ ดร.อุเทน มีความสนใจพัฒนาวัสดุที่มีรูพรุนในระดับนาโนเมตร ซึ่งเป็นวัสดุที่มีพื้นที่ผิวและมีปริมาตรรูพรุนสูง สามารถควบคุมขนาดของรูพรุนได้ น้ำหนักเบา ความหนาแน่นต่ำ ทำให้สามารถนำมาใช้ประโยชน์ในด้านต่าง ๆ ได้หลากหลาย อาทิเช่น ตัวรองรับตัวเร่งปฏิกิริยา ขั้วสำหรับเซลล์เชื้อเพลิง/แบตเตอรี่/ตัวเก็บประจุยิ่งยวด ตัวดูดซับสำหรับกระบวนการบำบัดอากาศหรือน้ำเสีย ตัวตรวจวัด(Sensor) เยื่อเลือกผ่านสำหรับการะบวนการแยก ฯลฯ โดยมีแรงจูงใจจากการทำงานวิจัยขณะที่ศึกษาระดับปริญญาเอกเกี่ยวกับการสังเคราะห์และการพิสูจน์คุณลักษณะของพอลิเบนซอกซาซีน คาร์บอนที่มีรูพรุนในระดับนาโนเมตรจากพอลีเบนซอกซาซีน และซีโอไลท์ที่มีขนาดอนุภาคในระดับนาโนเมตร ทำให้มีผลงานวิจัยได้รับการตีพิมพ์ในวารสารนานาชาติที่เป็นชื่อแรก จำนวน 3 เรื่อง ได้แก่ เรื่อง Novel template confinement derived from polybenzoxazine-based carbon xerogels for synthesis of ZSM-5 nanoparticles via microwave irradiation ตีพิมพ์ในวารสาร Microporous and Mesoporous Materials ซึ่งมี Impact factor (2011) = 3.285 เรื่อง Improvement in the pore structure of polybenzoxazine-based carbon xerogels through a silica templating method ตีพิมพ์ในวารสาร Journal of Porous Materials ซึ่งมี Impact factor (2012) = 1.348 และเรื่อง Self-formation of 3D interconnected macroporous carbon xerogels derived from polybenzoxazine by selective solvent during the sol-gel process ตีพิมพ์ในวารสาร Journal of Materials Science ซึ่งมี Impact factor (2012) = 2.163 และอยู่ระหว่างขั้นตอนการตีพิมพ์อีกหนึ่งเรื่องคือ Advanced and economical ambient drying method for controlled mesopore polybenzoxazine-based carbon xerogels: Effects of non-ionic and cationic surfactant on porous structure ในวารสาร Journal of Colloid and Interface Science ซึ่งมี Impact factor (2014) = 3.368

    นอกจากนี้ อาจารย์ ดร.อุเทน ยังมีโอกาสนำเสนอผลงานวิจัยในที่ประชุมวิชาการนานาชาติทั้งแบบโปสเตอร์และแบบปากเปล่า อาทิเช่น ที่ประเทศสหรัฐอเมริกา (ปี 2010, แบบโปสเตอร์) ประเทศอิตาลี (ปี 2012, แบบปากเปล่า) ประเทศเกาหลีใต้ (ปี 2012, แบบปากเปล่า) ประเทศญี่ปุ่น (ปี 2012, แบบโปสเตอร์) และที่กรุงเทพมหานคร 2 ครั้ง ทั้งแบบปากเปล่าและโปสเตอร์ ปัจจุบันมีผลงานวิจัยที่ได้รับการตอบรับให้ตีพิมพ์ลงในวารสารวิชาการนานาชาติ เรื่อง “Highly Sensitive Room Temperature Organic Vapor Sensor based on Polybenzoxazine-derived Carbon Aerogel Thin Film Composite” ในวารสาร Materials Science and Engineering: B ซึ่งมี Impact factor (2014) 2.169

    อีกบทบาทหนึ่งของ อาจารย์ ดร.อุเทน ในฐานะที่เป็นนักวิจัยของศูนย์วิจัยความเป็นเลิศด้านวิทยาศาสตร์และวิศวกรรมไม้ จึงมีแนวคิดที่จะพัฒนาวัสดุหรือการใช้ประโยชน์จากไม้และเซลลูโลส โดยอ้างอิงบนพื้นฐานความรู้และความเชี่ยวชาญที่มี เพื่อนำไปต่อยอดการใช้ประโยชน์ โดยงานวิจัยที่สนใจคือการพัฒนาเซลลูโลสเพื่อนำมาประยุกต์ใช้ทางด้านการกักเก็บพลังงาน อาทิเช่น การกักเก็บพลังงานไฟฟ้าหรือการกักเก็บเชื้อเพลิงต่าง ๆ เช่น ไฮโดรเจน หรือมีเทน เป็นต้น รวมถึงการนำมาประยุกต์ใช้ทางด้านการบำบัดมลพิษทางอากาศและทางน้ำ เช่น การกำจัดโลหะหนักในน้ำเสีย หรือการดูดซับแก้สคาร์บอนไดออกไซด์ รวมถึงการประยุกต์ใช้เซลลูโลสสำหรับเซลล์เชื้อเพลิง ซึ่งเป็นหัวข้อที่กำลังเป็นที่สนใจในสังคมปัจจุบัน ทั้งภาวะโลกร้อนจากแก๊สเรือนกระจก มลภาวะทางน้ำ หรือแม้กระทั่งความต้องการใช้พลังงานที่เพิ่มมากขึ้นในปัจจุบัน

    ที่สำคัญพลังงานจากฟอสซิล(น้ำมัน) มีน้อยลงทุกวันและมีราคาสูงขึ้น มนุษย์จึงพยายามหาแหล่งพลังงานทางเลือกใหม่เพื่อนำมาใช้ทดแทนน้ำมัน ซึ่งเซลล์เชื้อเพลิงคือหนึ่งในพลังงานทางเลือก ที่บริษัทผลิตรถยนต์ค่ายต่าง ๆได้มีการพัฒนารถยนต์ที่ไม่ใช้น้ำมัน อาทิเช่น รถยนต์พลังงานไฮโดรเจน เป็นต้น ด้วยเหตุนี้ อาจารย์ ดร.อุเทน จึงเกิดความสนใจทางด้านการพัฒนาวัสดุที่มีขนาดอนุภาคในระดับนาโนเมตรอย่างเช่น core/shell nanoparticles เพื่อใช้เป็นตัวเร่งปฏิกิริยาสำหรับเซลล์เชื้อเพลิงที่ใช้ในรถยนต์ ซึ่งจะทำให้เซลล์เชื้อเพลิงที่ได้มีประสิทธิภาพที่ดียิ่งขึ้น พร้อมทั้งมีแนวคิดที่จะนำวัสดุที่มีรูพรุนในระดับนาโนเมตรมาประยุกต์ใช้เป็นตัวตรวจวัดแก๊ส (Gas Sensor) สำหรับอุตสาหกรรมอีกด้วย เช่น อุตสาหกรรมปิโตรเคมี เป็นต้น

    แม้ว่าไม่เคยมีประสบการณ์ทางด้านการสอนมาก่อน แต่ อ.ดร.อุเทน มองว่าครูหรืออาจารย์นั้นมีมิติที่มากกว่าคำว่าสอน เพราะคนที่เป็นครู/อาจารย์คือคนที่จะช่วยทำให้ลูกศิษย์มีพัฒนาการทั้งทางด้านวิชาการ สังคม ความรับผิดชอบต่อประเทศชาติ และคุณธรรมจริยธรรม ดังนั้น การสอนนักศึกษานอกจากจะสอนโดยอ้างอิงจากหลักวิชาการหรือตำราแล้ว การอธิบายพื้นฐานให้นักศึกษาเข้าใจก่อนที่จะเจาะลึกลงไปในรายละเอียดที่ประยุกต์มากขึ้นเป็นเรื่องจำเป็น ที่สำคัญนักศึกษาแต่ละคนมีพื้นฐานที่ต่างกัน คนเป็นครูจึงต้องรู้จักพื้นฐานนักศึกษาแต่ละคนเพื่อที่จะสอนหรืออธิบายด้วยวิธีและเทคนิคที่ต่างกันเพื่อให้นักศึกษาเข้าใจในบทเรียนนั้น ๆ

    ขณะเดียวกัน งานวิจัยก็มีส่วนสำคัญที่จะเอื้อประโยชน์ต่อการเรียนการสอน เพราะเป็นประสบการณ์ตรงที่สามารถนำมาสอนนักศึกษาได้ทั้งกระบวนการคิด สิ่งที่เกิดขึ้นจริง กระบวนการอธิบายปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นจากการทดลอง และแนวทางการแก้ปัญหา ดังนั้น อ.ดร.อุเทน จึงเชื่อมั่นว่า การวิจัยและการเรียนการสอนเป็นสิ่งที่ต้องมาคู่กันและเอื้อประโยชน์ต่อกัน นั่นหมายความว่าครู/อาจารย์ในมหาวิทยาลัยจะต้องเป็นทั้งครูและนักวิจัยเพื่อประโยชน์สูงสุดต่อนักศึกษา นอกจากนี้ ยังมีมุมมองด้านการสอนว่า เป็นการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ซึ่งกันและกัน เราถ่ายทอดสิ่งที่รู้ให้กับนักศึกษา บางครั้งนักศึกษาก็สะท้อนบางแง่มุมที่เราอาจจะคาดไม่ถึงกลับมา ทำให้เกิดการเรียนรู้ทั้งสองฝ่าย

    อ.ดร.อุเทน ทับทรวง ได้บอกถึงเป้าหมายในอนาคตในตอนท้ายว่า ต้องการเป็นครูที่ดี ถ่ายทอดความรู้ให้กับนักศึกษา เพื่อให้นักศึกษาเพียบพร้อมไปด้วยความรู้ทางด้านวิชาการและคุณธรรมจริยธรรมรวมไปถึงความรับผิดชอบต่อสังคมและประเทศชาติ ขณะเดียวกันจะมุ่งมั่นพัฒนาด้านการสอนให้ดียิ่งขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่วนการวิจัยนั้นมีเป้าหมายที่จะทำงานวิจัยที่สามารถนำไปต่อยอดและใช้ประโยชน์ได้จริงในชุมชมหรือสังคม รวมทั้งสามารถนำผลงานวิจัยไปเผยแพร่ในวารสารวิชาการระดับชาติและนานาชาติได้

    สมพร อิสรไกรศีล ส่วนประชาสัมพันธ์ เรียบเรียง

  • อาจารย์ ดร. เพ็ญโฉม จันทร์หวาน: มุ่งเน้นศึกษาวิจัยร่วมกับบริการวิชาการตรวจวินิจฉัยโรคติดเชื้อปรสิต

    อาจารย์ ดร. เพ็ญโฉม จันทร์หวาน อาจารย์ประจำหลักสูตรเทคนิคการแพทย์ สำนักวิชาสหเวชศาสตร์และสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ อาจารย์ที่เชี่ยวชาญด้านปรสิตวิทยาพื้นฐานและปรสิตวิทยาเชิงโมเลกุล โดยเฉพาะอย่างยิ่งการผลิตชุดตรวจวินิจฉัยโรคติดเชื้อทางปรสิตที่ใช้แอนติเจนจำพวกสารสกัดหยาบของปรสิตและการใช้รีคอมบิแนนท์โปรตีนที่ผลิตโดยเทคนิคทางพันธุวิศวกรรม โดยมุ่งเน้นศึกษาวิจัยร่วมกับการบริการวิชาการ

    อาจารย์ ดร. เพ็ญโฉม จันทร์หวาน เป็นคนอำเภอกันตัง จังหวัดตรัง สำเร็จการศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนปลายจากโรงเรียนบูรณะรำลึก จังหวัดตรัง ศึกษาต่อระดับปริญญาตรี หลักสูตรเทคนิคการแพทย์ สำนักวิชาสหเวชศาสตร์และสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ ได้รับเกียรตินิยมอันดับ 1 เหรียญทอง ในปี 2550

    ด้วยความคิดและความตั้งใจที่จะทำงานโดยอาศัยการเรียนรู้/ฝึกฝนทักษะจนเกิดความเชี่ยวชาญที่น้อยคนสามารถทำได้ และเป็นงานที่จะทำให้ได้เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ และต้องพัฒนาตนเองอยู่ตลอดเวลา ดังนั้น หลังจากจบการศึกษา อาจารย์ ดร. เพ็ญโฉม จึงตัดสินใจทำงานเป็นนักเทคนิคการแพทย์ในสายงานนักวิทยาศาสตร์ ด้านการเลี้ยงตัวอ่อนสำหรับผู้มีบุตรยากที่โรงพยาบาลเอกชนและคลินิกเอกชนในกรุงเทพฯ ซึ่งเป็นช่วงเวลาแห่งความสุขและสนุกกับการทำงานเป็นอย่างมาก

    ในระหว่างที่ได้ทำงานที่ชอบเป็นเวลา 1 ปี ผู้ช่วยศาสตราจารย์วิทยา อานามนารถ อาจารย์สำนักวิชาสหเวชศาสตร์และสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ ซึ่งเป็นอาจารย์ที่ปรึกษาทางวิชาการขณะเรียนระดับปริญญาตรี ได้แนะนำทุนการศึกษาโครงการเครือข่ายเชิงกลยุทธ์เพื่อการผลิตและพัฒนาอาจารย์ในสถาบันอุดมศึกษา หลักสูตรปริญญาเอกในประเทศ จากสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) โดยจะต้องไปเรียนที่มหาวิทยาลัยขอนแก่น เป็นเวลาอย่างน้อย 5 ปี และหลังสำเร็จการศึกษาจะต้องมาเป็นอาจารย์ในสถาบันอุดมศึกษา ด้วยความชอบและรักในงานที่ทำอยู่ ทำให้ไม่อยากลาออกจากงาน แต่ด้วยคำพูดของคุณพ่อที่ว่า “โอกาสการเรียนต่อปริญญาเอก นั้นไม่ได้มีผ่านเข้ามาง่ายๆ ที่สำคัญการเรียนต่อจะทำให้เราได้มีโอกาสเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ และได้พัฒนาตนเองเช่นกัน” ทำให้ต้องตัดสินใจครั้งยิ่งใหญ่ในชีวิต โดยเลือกศึกษาต่อในสาขาปรสิตวิทยา คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น แม้ว่าโดยส่วนตัวจะเป็นคนที่ไม่กล้าแสดงออกหรือพูดบรรยายหน้าชั้นเรียน แต่ด้วยทุนที่ได้รับต้องมาเป็นอาจารย์ จึงตั้งใจเลือกมาเป็นอาจารย์ที่มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยที่จบการศึกษาระดับปริญญาตรี มีความคุ้นเคยและอยู่ใกล้บ้าน ที่สำคัญผู้บังคับบัญชา เพื่อนร่วมงาน และชาววลัยลักษณ์ทุกคน น่ารัก มีน้ำใจ เอื้อเฟื้อ ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ซึ่งเป็นสังคมที่น่าอยู่อาศัยและทำงาน

    ขณะที่ศึกษาต่อในระดับปริญญาเอก อาจารย์ ดร. เพ็ญโฉม บอกว่า ถือเป็นโชคดีอย่างมากที่อาจารย์ที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์ คือ ศาสตราจารย์ ดร.วันชัย มาลีวงษ์ และ ศาสตราจารย์ แพทย์หญิงผิวพรรณ มาลีวงษ์ เป็นผู้ที่ดูแลเอาใจใส่ ให้คำปรึกษา/คำแนะนำที่ดีมาโดยตลอดทั้งทางด้านวิชาการและการดำเนินชีวิต โดยให้โอกาสทำงานวิจัยเพื่อเป็นหัวข้อวิทยานิพนธ์เกี่ยวกับ “การผลิตแอนติเจนของพยาธิตัวจี๊ดที่จำเพาะโดยเทคนิคดีเอ็นเอสายผสมและการประยุกต์ใช้” ซึ่งเป็นงานที่ค่อนข้างยากและต้องใช้เวลาพัฒนาชุดตรวจวินิจฉัยโรคพยาธิตัวจี๊ดอยู่ถึง 5 ปี โดยผลงานวิจัยชุดตรวจวินิจฉัยนี้ได้รับการพิมพ์เผยแพร่ในวารสารระดับนานาชาติฐานข้อมูล ISI จำนวน 3 ฉบับ และนำไปจดสิทธิบัตร/อนุสิทธิบัตรจำนวน 3 เรื่อง ที่สำคัญช่วยให้แพทย์ตรวจวินิจฉัยโรคพยาธิตัวจี๊ดของผู้ป่วยได้ถูกต้อง ทำให้สามารถรักษาโรคได้ทันท่วงที

    นอกจากนี้ อาจารย์ที่ปรึกษาทั้งสองท่านยังสอนให้เรียนรู้ว่า การเรียนในระดับ ป.เอก นั้นไม่ใช่เรียนเพื่อให้ได้เพียงใบปริญญา แต่จะต้องเรียนรู้ทักษะต่างๆ ที่นอกเหนือจากวิทยานิพนธ์ ด้วยเหตุนี้ อาจารย์ ดร. เพ็ญโฉม จึงเรียนรู้งานทุกอย่าง ตลอดจนเทคโนโลยี/เทคนิค/เครื่องมือต่างๆ นอกเหนือจากงานในหัวข้อวิทยานิพนธ์ รวมทั้งได้มีโอกาสทำงานวิจัยร่วมกับผู้อื่น ซึ่งเป็นงานวิจัยที่ค่อนข้างหลากหลาย ส่งผลให้มีผลงานวิจัยตีพิมพ์เผยแพร่วารสารระดับนานาชาติ ในฐานข้อมูล ISI จำนวน 22 เรื่อง โดยในปี 2554 – 2556 มีผลงานที่เป็นชื่อแรกจำนวน 4 เรื่อง ที่มี Impact factor สูงถึง 3.251 เรื่อง Growth and development of Gnathostoma spinigerum (Nematoda: Gnathostomatidae) larvae in Mesocyclops aspericornis (Cyclopoida: Cyclopidae) วารสาร Parasites & Vectors เรื่อง Application of recombinant Gnathostoma spinigerum matrix metalloproteinase-like protein for serodiagnosis of human gnathostomiasis by immunoblotting วารสาร Am J Trop Med Hyg มี Impact factor 2.736 เรื่อง Rapid detection of Opisthorchis viverrini and Strongyloides stercoralis in human fecal samples using a duplex real-time PCR and melting curve analysis วารสาร Parasitol Res. มี Impact factor 2.327 และเรื่อง A recombinant matrix metalloproteinase protein from Gnathostoma spinigerum for serodiagnosis of neurognathostomiasis วารสาร Korean J Parasitol มี Impact factor 0.965

    เมื่อสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาเอกแล้ว อาจารย์ ดร. เพ็ญโฉม ยังคงทำงานวิจัยร่วมกับอาจารย์ที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์ทั้งสองท่านอย่างต่อเนื่อง ทำให้ได้เพิ่มทักษะและความเชี่ยวชาญทางด้านปรสิตวิทยาพื้นฐานและปรสิตวิทยาเชิงโมเลกุลโดยเฉพาะอย่างยิ่งการผลิตชุดตรวจวินิจฉัยโรคติดเชื้อทางปรสิตที่ใช้แอนติเจนจำพวกสารสกัดหยาบของปรสิตและการใช้รีคอมบิแนนท์โปรตีนที่ผลิตโดยเทคนิคทางพันธุวิศวกรรม จนถึงปัจจุบันมีผลงานวิจัยตีพิมพ์เผยแพร่วารสารระดับนานาชาติ ในฐานข้อมูล ISI รวม 28 เรื่อง

    ด้านการสอน อาจารย์ ดร. เพ็ญโฉม เล่าว่า นับจากวันที่เข้าปฏิบัติงานเป็นอาจารย์สำนักวิชาสหเวชศาสตร์และสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ ตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2557 จนถึงปัจจุบัน ถือว่า มีประสบการณ์ด้านการสอนน้อยมาก แต่มีความตระหนักอยู่เสมอว่า หน้าที่หลักของอาจารย์คือการสอนนักศึกษาให้เป็นทั้งคนดีที่มีคุณธรรมและคนที่เก่งทางวิชาการในคนเดียวกัน จึงทำให้รู้สึกสนุกทุกครั้งที่ได้สอนและอธิบายความรู้ต่างๆ ให้แก่นักศึกษาได้เข้าใจ ที่สำคัญมีความเชื่อว่าเด็กแต่ละคนมีพื้นฐานความรู้ไม่เท่ากัน ดังนั้นจึงพยายามหาวิธีการเรียบเรียงหัวข้อความรู้ต่างๆ ให้มีความเป็นเหตุเป็นผลกัน บรรยายเป็นเรื่องราวที่น่าติดตามและเข้าใจได้ง่าย ให้ความสนใจและใส่ใจกับนักศึกษาทุกคนในชั้นเรียนไม่ว่าจะเป็นชั่วโมงบรรยายหรือชั่วโมงปฏิบัติการ พร้อมทั้งกระตุ้นการเรียนรู้ของนักศึกษาโดยการตั้งคำถามให้นักศึกษาช่วยกันคิดวิเคราะห์ และมีแบบฝึกหัดหรือการบ้านที่สอนให้นักศึกษารู้จักคิดเป็นกระบวนการและสามารถอธิบายสิ่งต่างๆ โดยเริ่มจากการหา keyword ที่สำคัญ แล้วค่อยอธิบายนิยามของ keyword เหล่านั้นให้ครบถ้วนและเชื่อมโยงความสัมพันธ์กันให้ได้ ซึ่งมองว่าการสอนให้นักศึกษาคิดเป็นกระบวนการนี้ จะทำให้นักศึกษารู้จักการวางแผนการทำงาน ตลอดจนนำไปประยุกต์ใช้ในการวางแผนการดำเนินชีวิตได้

    นอกจากการสอนทางวิชาการที่ อาจารย์ ดร. เพ็ญโฉม บอกว่า ยังคงต้องเรียนรู้และพัฒนาตนเองให้เป็นอาจารย์ที่ดีต่อไป อาจารย์ยังเน้นในเรื่องคุณธรรมจริยธรรมให้แก่นักศึกษาด้วย โดยการสอนให้นักศึกษาช่วยเหลือซึ่งกันและกัน รู้จักหน้าที่ของตนเอง ตรงต่อเวลา ให้เกียรติผู้อื่น และไม่ทุจริตในการสอบหรือการทำงานที่ได้รับมอบหมาย ซึ่งเรื่องการทุจริตนี้ถือว่าเป็นเรื่องที่สำคัญมาก เพราะทุกวันนี้สังคมและประเทศของเราจะสงบสุขได้ต้องเริ่มต้นจากความซื่อสัตย์ทั้งต่อตนเองและผู้อื่น ขณะเดียวกันก็บอกให้นักศึกษารู้ว่าความขยัน ความอดทนเพียรพยายาม และความซื่อสัตย์สุจริตเท่านั้นที่จะนำไปสู่ความสำเร็จได้ เหมือนอย่างที่อาจารย์มีความเชื่อที่ว่า “ไม่มีอะไรที่เป็นไปไม่ได้และไม่มีอะไรยากเกินความพยายามและความตั้งใจของคน”

    ด้านการวิจัย อาจารย์ ดร. เพ็ญโฉม ยังคงให้ความสนใจเกี่ยวกับโรคติดเชื้อทางปรสิต ซึ่งในเบื้องต้นได้ศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องนี้พบว่า โรคติดเชื้อทางปรสิตในพื้นที่ภาคใต้ค่อนข้างแตกต่างกับทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือเป็นอย่างมาก ทำให้ในช่วงแรกนั้นคิดโจทย์ปัญหาในการทำงานวิจัยได้ค่อนข้างยาก แต่จากการสังเกตได้พบเห็น วัว/วัวชน อยู่ข้างทางขณะที่เดินทางมาทำงานทุกวัน จึงได้สนใจหาข้อมูลเกี่ยวกับการศึกษาวิจัยพยาธิในเลือดของวัว ซึ่งพบว่ามีความน่าสนใจและยังมีผู้ศึกษาวิจัยอยู่น้อย ทำให้มีแนวคิดดำเนินงานวิจัยตรวจวินิจฉัยพยาธิในเลือดของวัวชน โดยอยู่ในช่วงดำเนินการพัฒนาศึกษาวิจัย นอกจากนี้ได้วางแผนที่จะมุ่งเน้นศึกษาวิจัยร่วมกับการบริการวิชาการที่จะก่อให้เกิดประโยชน์ในการตรวจวินิจฉัยโรคติดเชื้อปรสิตต่างๆ ได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพทั้งในคนและสัตว์ที่ติดเชื้อปรสิตในชุมชนมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ และขยายผลออกไปยังระดับจังหวัดและภูมิภาคต่อไป เพื่อก่อให้เกิดความยั่งยืนของการตรวจวินิจฉัย/เฝ้าระวัง/ควบคุมป้องกันโรคติดเชื้อทางปรสิตได้อย่างมีประสิทธิภาพ

    ในตอนท้าย อาจารย์ ดร. เพ็ญโฉม จันทร์หวาน บอกถึงสิ่งที่ภูมิใจในวันนี้ว่า คือการทำให้พ่อกับแม่ภาคภูมิใจที่จบการศึกษาระดับปริญญาเอกและมีงานทำที่มั่นคง โดยในการดำเนินชีวิตทุกวันนี้ ตัวของอาจารย์เองมีคติง่ายๆ อยู่ว่า “มีสติ ทำหน้าที่ของตนเองให้ดี ให้เกียรติผู้อื่น และเป็นคนดี”

  • ผศ.ดร.ศราวุธ ปาลิโภชน์ : จากแนวคิด “ความรู้ไม่มีที่สิ้นสุด”และ “ความใฝ่รู้ในสิ่งที่ยังไม่รู้”

    ผศ.ดร.ศราวุธ ปาลิโภชน์ : จากแนวคิด “ความรู้ไม่มีที่สิ้นสุด”และ “ความใฝ่รู้ในสิ่งที่ยังไม่รู้”

    director1

    ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ศราวุธ ปาลิโภชน์ อาจารย์ประจำสำนักวิชาแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ กับแนวคิดที่ว่า “ความรู้ไม่มีที่สิ้นสุด” ทุกคนสามารถเรียนรู้ได้ตลอดเวลาและตลอดชีวิต ตราบเท่าที่เราอยากเรียนรู้ และมีแรงบันดาลใจด้านงานวิจัยจาก “ความใฝ่รู้ในสิ่งที่ยังไม่รู้” โดยเปรียบนักวิจัยเสมือนนักสืบ ทำให้เกิดผลงานมากมาย

    ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ศราวุธ ปาลิโภชน์ เป็นชาวจังหวัดสตูล จบการศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนปลายจากโรงเรียนควนกาหลงวิทยาคม “นิคมวัฒนา” จังหวัดสตูล ศึกษาต่อระดับปริญญาตรีและสำเร็จการศึกษาด้วยเกียรตินิยมอันดับหนึ่งในสาขาเทคนิคการแพทย์ สำนักวิชาสหเวชศาสตร์และสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ (บัณฑิตรุ่นที่ 6) จากนั้นได้ศึกษาต่อระดับปริญญาโท-เอก ด้านพยาธิชีววิทยา จากภาควิชาพยาธิชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล โดยได้รับการสนับสนุนและคำแนะนำช่วยเหลือจาก รองศาสตราจารย์ ดร.สุรสีห์ วัฒนวิกย์กิจ คณบดี และอาจารย์วิทยา อานามนารถ สำนักสหเวชศาสตร์และสาธารณสุขศาสตร์ รวมทั้งอาจารย์อีกหลายๆ ท่าน จนทำให้ได้รับการจัดสรรทุนโครงการเครือข่ายเชิงกลยุทธ์เพื่อการผลิตและพัฒนาอาจารย์ในระดับอุดมศึกษา (โทควบเอก) จากสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) เมื่อสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาเอก จึงเข้ามาปฏิบัติงานในตำแหน่งอาจารย์ สังกัดสำนักวิชาแพทยศาสตร์ เมื่อวันที่ 4 มกราคม พ.ศ.2555 จากความมุ่งมั่นและทุ่มเทให้กับการสอนและการวิจัยเป็นเวลากว่า 2 ปี ทำให้ได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้ช่วยศาสตราจารย์ (สาขาพยาธิชีววิทยา)

    จากแนวคิดที่ว่า “ความรู้ไม่มีที่สิ้นสุด” ทุกคนสามารถเรียนรู้ได้ตลอดเวลาและตลอดชีวิต ตราบเท่าที่เราอยากเรียนรู้ ทำให้การทำหน้าที่ในฐานะอาจารย์ของ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ศราวุธ ที่นอกจากมีหน้าที่ถ่ายทอดความรู้และ/หรือประสบการณ์แล้ว ยังอยู่ในฐานะผู้เรียนด้วยเช่นกัน โดยเรียนรู้วิธีคิดของนักศึกษาจากการเรียนเป็นกลุ่ม ซึ่งเป็นการเรียนรู้แบบใช้ปัญหาเป็นฐาน (Problem based learning : PBL) โดยสำนักวิชาแพทยศาสตร์ให้ความสำคัญและเน้นรูปแบบการเรียนการสอนในลักษณะนี้ เพื่อให้นักศึกษาได้เรียนรู้โดยตรงด้วยตนเองบวกกับการชี้แนะของผู้สอน ขณะเดียวกัน ก็ทุ่มเทให้กับการสอนอย่างเต็มกำลังความสามารถเพื่อให้สอดคล้องกับปณิธานของมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ที่ว่า “มุ่งสร้างบัณฑิตให้เป็นทั้งคนดีและคนเก่ง” อีกด้วย

    ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ศราวุธ เล่าต่อว่า ในส่วนของการวิจัยจะทำให้ได้มาซึ่งองค์ความรู้ใหม่ ที่สามารถนำมาเชื่อมโยงกับการเรียนการสอนได้ นอกจากนี้ องค์ความรู้ดังกล่าวสามารถนำไปเป็นฐานความรู้เพื่อพัฒนาต่อยอดให้เกิดความรู้ใหม่ๆ ขึ้นอีกจำนวนมาก ดังนั้นการวิจัยจะทำให้ได้ความรู้ใหม่ๆ เกิดขึ้นตลอด “ไม่มีที่สิ้นสุด” และองค์ความรู้ที่ตกผลึกแล้วสามารถนำไปเชื่อมโยงกับงานบริการวิชาการให้แก่ชุมชนได้

    ทั้งนี้ แรงบันดาลใจในการทำวิจัยของ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ศราวุธ เริ่มจาก “ความใฝ่รู้ในสิ่งที่ยังไม่รู้” โดยเปรียบนักวิจัยเสมือนนักสืบ จึงต้องมีการวางแผนการทำวิจัยและทำการทดลองเพื่อไขคำตอบดังกล่าว เน้นการทำงานวิจัยเป็นกลุ่ม และจะมีความสุขมากหากคำตอบหรือผลการทดลองสามารถสร้างเป็นองค์ความรู้ใหม่ให้แก่วงการวิทยาศาสตร์การแพทย์ได้ ที่สำคัญยิ่งกว่านั้นคือสามารถนำองค์ความรู้ดังกล่าวไปประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์และเป็นรูปธรรมได้จริง โดยสนใจศึกษาด้านพยาธิวิทยาและพิษวิทยา (Toxicological pathology) เน้นศึกษากลไกที่ทำให้เกิดพยาธิสภาพในภาวะเครียดออกซิเดชั่น (oxidative stress) รวมทั้งศึกษาคุณสมบัติของสารที่ได้จากธรรมชาติในการต้านอนุมูลอิสระ

    ผลงานวิจัยที่มีชื่อของ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ศราวุธ เป็นชื่อแรกได้รับการตีพิมพ์เผยแพร่ทางวารสารวิชาการระดับนานาชาติและระดับชาติ จำนวน 8 เรื่อง เช่น วารสาร Tropical Journal of Pharmaceutical Research, African Journal of Traditional Complementary and Alternative Medicines, Journal of Medicinal Plants Research และ Journal of Toxicologic Pathology เป็นต้น นอกจากนี้ ยังได้จัดตั้งกลุ่มวิจัยภายใต้ชื่อ “กลุ่มวิจัยพยาธิชีววิทยาของเซลล์และเนื้อเยื่อ” เพื่อศึกษาและวิจัยการเปลี่ยนแปลงทั้งในระดับเซลล์และเนื้อเยื่อ ที่มีสาเหตุมาจากสารเคมีและเชื้อโรค โดยมุ่งเน้นศึกษากระบวนการเปลี่ยนแปลงทางชีวเคมี รูปร่าง และโครงสร้างระดับเซลล์และเนื้อเยื่อ ซึ่งทดลองทั้งในหลอดทดลอง (in vitro) และในสัตว์ทดลอง (in vivo) เพื่อให้ได้องค์ความรู้ใหม่ ซึ่งเป็นพื้นฐานที่สำคัญในการนำไปประยุกต์ใช้เพื่อเป็นแนวทางในวินิจฉัยโรคและการรักษาโรคให้มีประสิทธิภาพต่อไป นอกจากนี้ยังส่งเสริมให้เกิดความร่วมมือระหว่างนักวิจัยทั้งภายในมหาวิทยาลัย และระหว่างมหาวิทยาลัยทั้งในและต่างประเทศอีกด้วย ภายใต้แนวคิดที่ว่า “นักวิจัยต้องสามารถสร้างสรรค์งานวิจัยที่มีคุณภาพภายใต้ทรัพยากรที่มีจำกัดได้”

    แม้ว่า จะได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้ช่วยศาสตราจารย์ ภายในสองปีหลังจากมาปฏิบัติงานในตำแหน่งอาจารย์ ได้เป็นรองบรรณาธิการ (Associate Editor in Health and Biological Sciences) ของวารสาร Walailak Journal of Science and Technology เป็นผู้ประเมินบทความวิจัย (reviewer) ให้แก่วารสารทั้งในระดับชาติและนานาชาติ เช่น BMC complementary and alternative medicine, Pharmaceutical biology, Natural product communications เป็นต้น และเป็นหัวหน้ากลุ่มวิจัยพยาธิชีววิทยาของเซลล์และเนื้อเยื่อ แต่ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ศราวุธ บอกว่า ทั้งหมดถือเป็นจุดเริ่มต้นและก้าวแรกในการทำงาน ยังต้องมีการสั่งสมประสบการณ์อีกมากมาย อย่างไรก็ตาม “ครอบครัวคือกำลังใจที่สำคัญที่สุด”

    ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ศราวุธ ปาลิโภชน์ บอกในตอนท้ายว่า “ผมมีการตั้งเป้าหมายในแต่ละด้านเอาไว้ และวางแผนเพื่อไปให้ถึงเป้าหมาย จากนั้นทำทุกอย่างที่วางไว้อย่างเต็มที่ เต็มความสามารถ และมั่นใจ โดยบอกตัวเองเสมอว่า “เดินแต่ละก้าวจงมั่นใจ พยายามมุ่งไปข้างหน้า เพื่อค้นหาความสำเร็จ”