Category: นักวิจัยเด่นมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์

  • กิจกรรมอบรมการใช้งานระบบข้อมูลสารสนเทศและนวัตกรรมแห่งชาติ (NRIIS)

    กิจกรรมอบรมการใช้งานระบบข้อมูลสารสนเทศและนวัตกรรมแห่งชาติ (NRIIS)

    สถาบันวิจัยและนวัตกรรม ได้จัดกิจกรรมอบรมการใช้งานระบบข้อมูลสารสนเทศและนวัตกรรมแห่งชาติ (NRIIS) เมื่อวันที่ 9 มีนาคม 2564 ณ ห้องประชุม 3 อาคารวิจัย เวลา 13.30 – 14.30 น. และ 15.00 – 16.00 น. เพื่อให้นักวิจัยได้รับทราบประโยชน์และการใช้งานระบบ NRIIS ในการเสนอขอรับทุนวิจัยจากแหล่งต่างๆรวมทั้งการติดตามสถานะของโครงการวิจัย

    ระบบ NRIIS (National Research and Innovation Information System) เป็นระบบที่สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) พัฒนาขึ้นเพื่อสร้างฐานข้อมูลงานวิจัยของประเทศให้มีเอกภาพ มีความปลอดภัยและสิทธิ์การเข้าถึงระบบอย่างถูกต้อง ลดความซ้ำซ้อนของระบบบริหารจัดการงานวิจัยของประเทศ และความซ้ำซ้อนของการสนับสนุนงานวิจัยของประเทศ ซึ่งจะช่วยให้ สำนักงบประมาณ หน่วยบริหารจัดการโปรแกรม (PMU) ผู้ทรงคุณวุฒิ ผู้ประสานงาน และนักวิจัย สามารถเข้าถึงงานวิจัยทั้งหมดที่ได้รับงบประมาณจากกองทุนส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (กองทุน ววน.) ในปัจจุบันแหล่งทุนอุดหนุนการวิจัยหลักของประเทศ (PMU) มี 7 แหล่งทุน ได้แก่ วช. สวก. สวรส. บพค. บพข. บพท. และ สป.อว. จะประกาศรับข้อเสนอโครงการวิจัยผ่านระบบ NRIIS และกำหนดให้นักวิจัยยื่นข้อเสนอโครงการผ่านระบบ NRIIS เช่นกัน ดังนั้นจึงมีความจำเป็นที่นักวิจัยจะต้องรับทราบความสำคัญและสามารถใช้ระบบ NRIIS ได้อย่างถูกต้อง

    ซึ่งกิจกรรมการอบรมดังกล่าวได้รับการตอบรับจากนักวิจัยเป็นอย่างดี มีนักวิจัยเข้าร่วมกิจกรรมทั้งสองช่วงเวลาจำนวนทั้งสิ้น 23 คน โดยนักวิจัยจะสามารถนำความรู้ที่ได้จากการเข้ารับการอบรมไปต่อยอดให้เกิดประโยชน์อย่างมีประสิทธิภาพต่อไป

    ประมวลภาพกิจกรรม

     

    ช่องทางติดต่อสื่อสาร :

     

    Facebook : สถาบันวิจัยและนวัตกรรม มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์

  • ม.วลัยลักษณ์ วิจัยยกระดับน้ำมันปาล์มดิบ จากเกรดอาหารสัตว์เป็นเกรดเวชสำอาง

    ม.วลัยลักษณ์ วิจัยยกระดับน้ำมันปาล์มดิบ จากเกรดอาหารสัตว์เป็นเกรดเวชสำอาง

    มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์จับมือภาคีเครือข่าย วิจัยเพื่อยกระดับการผลิตของโรงบีบปาล์มชุมชนจากเกรดอาหารสัตว์เป็นเกรดเวชสำอาง ด้วยนวัตกรรมการกระตุ้นผลปาล์มสุกด้วยคลื่นไมโครเวฟร่วมกับแก๊สซิฟิเคชัน เป็นชุมชนแห่งแรกในประเทศไทยและในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

    รองศาสตราจารย์ ดร.หมุดตอเล็บ  หนิสอ  ในฐานะหัวหน้าห้องปฏิบัติการเทคโนโลยีพลาสมาและคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า ศูนย์ความเป็นเลิศด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมอาหาร และศูนย์ศูนย์ความเป็นเลิศด้านวัสดุเชิงฟังก์ชันและนาโนเทคโนโลยี ม.วลัยลักษณ์ เปิดเผยว่า ตนพร้อมด้วยทีมนักวิจัยของห้องปฏิบัติการพลาสมาฯ ศูนย์ความเป็นเลิศทางวิชาการด้านปาล์มน้ำมัน มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ แผนกเครื่องกล วิทยาลัยเทคนิคนนทบุรี และโรงงานสกัดน้ำมันปาล์มแสงอรุณปาล์มออยล์จังหวัดพังงา ภายใต้การสนับสนุนจาก สวทช. อุทยานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ สกว.และสวก. ร่วมกันวิจัยพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตน้ำมันปาล์มดิบจากเดิมย่างด้วยเตาเผาฟืน เปลี่ยนเป็นการกระตุ้นด้วยคลื่นไมโครเวฟร่วมกับความร้อนจากเตาแก๊สซิฟิเคชัน  ทำให้โรงบีบปาล์มชุมชนสามารถเปลี่ยนกระบวนการผลิตน้ำปาล์มดิบจากเกรดอาหารสัตว์กิโลกรัมละ 20 – 30 บาท เป็นเกรดเวชสำอางกิโลกรัมละ 100 – 1000 บาท และถือเป็นโรงบีบปาล์มชุมชนแห่งแรกในประเทศไทยและในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่มีเทคโนโลยีดังกล่าว สามารถผลิตน้ำมันปาล์มดิบคุณภาพสูง สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับน้ำมันปาล์มดิบมากกว่า 10 เท่า  ที่สำคัญยังพบว่าในน้ำมันปาล์มที่สกัดได้มีวิตามิน A และวิตามิน E สามารถต่อยอดพัฒนาไปเป็นอาหารเสริมสุขภาพและเครื่องสำอางได้ด้วย

    รองศาสตราจารย์ ดร.หมุดตอเล็บ  กล่าวอีกว่า ทีมนักวิจัยได้ทำการวิจัยชิ้นนี้มาตั้งแต่ปีพ.ศ. 2556 ปัจจุบันถือว่าประสบความสำเร็จอย่างมาก สามารถยกระดับการผลิตน้ำมันปาล์มดิบจากเกรดอาหารสัตว์ซึ่งมีค่า โดบี้ต่ำกว่า 1 มีปริมาณกรดไขมันอิสระสูงกว่า 10% เป็นน้ำมันปาล์มดิบเกรดเอและเกรดพรีเมี่ยม ซึ่งมีค่าโดบี้สูงกว่า 2.4 มีปริมาณกรดไขมันอิสระต่ำกว่า 2.8% และสามารถลดเวลาของการผลิตได้ 2 เท่า และเพิ่มกำลังการผลิตจากเดิมวันละ 2 ตัน เป็นวันละ 4 ตัน  และปัจจุบันภาคีเครือข่ายการวิจัยได้แก่ โรงบีบปาล์มแสงอรุณปาล์มออยล์ อุทยานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ และสถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ จะร่วมมือกันพัฒนาศูนย์การเรียนรู้ เพื่อยกระดับการผลิตน้ำมันปาล์มดิบของโรงบีบปาล์มชุมชนในภาคใต้จากเกรดอาหารสัตว์เป็นเกรดอาหารเสริมสุขภาพและเวชสำอาง ซึ่งจะสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับเกษตรกรผู้ปลูกปาล์มน้ำมันและโรงบีบปาล์มชุมชน และจะทำให้สามารถแก้ปัญหาวิกฤตของราคาปาล์มตกต่ำอย่างยั่งยืนในอนาคตอีกด้วย

    “งานวิจัยแบบนี้ถือเป็นการวิจัยสร้างองค์ความรู้ใหม่และใช้ได้จริง สามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงในระดับสังคมฐานราก และถือเป็นงานวิจัยอีกระดับที่เข้ามาเปลี่ยนแปลงกระบวนการผลิต ยกระดับการประกอบอาชีพของประชาชน สร้างรายได้ให้ประชาชน ตอบโจทย์ชุมชนสังคม” รองศาสตราจารย์ ดร.หมุดตอเล็บ กล่าว

    ด้าน คุณไพโรจน์ ภู่ต้อง กรรมการผู้จัดการ หจก. แสงอรุณปาล์มออย กล่าวว่า ด้วยเทคโนโลยีการผลิตน้ำมันปาล์มดิบกระตุ้นด้วยคลื่นไมโครเวฟร่วมกับความร้อนจากเตาแก๊สซิฟิเคชัน ของทีมนักวิจัยดังกล่าว ทำให้เจ้าของสวนปาล์มรายย่อยมีรายได้เพิ่มขึ้น ส่วนโรงงานมีเทคโนโลยี “การอบแห้ง” ทดแทนการใช้เตาฟืนที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ยกระดับการแก้ปัญหาทางการเกษตรที่ยั่งยืนมีประสิทธิภาพ เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศด้านการอบแห้งสำหรับชุมชน โดยเฉพาะพืชเศรษกิจที่มีเปลือก  อาทิ ปาล์ม ข้าว ลำไย  หมาก  เป็นต้น

    แหล่งที่มา : https://www.wu.ac.th/th/news/19396?fbclid=IwAR1IGFYZTjE2_HWApvDmxNhAVl9MbeQhD-JFiX9THLQVvDUIF6GDatVRuYY

  • Rubber-Based Training Handgun

    Rubber-Based Training Handgun

    Research Name : Rubber-Based Training Handgun
    ชื่องานวิจัย : ปืนยางสำหรับการฝึกอบรมและปฏิบัติ

    Background and importance :
    Nowadays, an increasing number of trainees each year cause a number of training handguns insufficient. Therefore, the training handgun made from wood or resin can solve such insufficiency. However, the handguns made form such materials cause disadvantages in terms of shape and weight. Moreover, the use of imported-training handgun is limited and expensive.
    ที่มาและความสำคัญ :
    ปัจจุบันการฝึกการใช้ปืนพกของนักเรียนตำรวจในแต่ละปีนั้นมีจำนวนนักเรียนตำรวจมาก จึงเกิดปัญหาด้านจำนวนปืนพกสำหรับฝึกไม่เพียงพอต่อการใช้งาน ทางศูนย์ฝึกจึงพยายามจัดหาอุปกรณ์การฝึกมาใช้ทดแทนสำหรับการฝึกยิงปืนพก เช่น ปืนที่ทำจากไม้ เรซิน เป็นต้น รวมทั้งการนำเข้าปืนพกจำลองจากต่างประเทศ ซึ่งมีราคาแพง และไม่สามารถที่จะทำให้การฝึกนั้นช่วยให้นักเรียนตำรวจมีความรู้สึกคุ้นเคยเหมือนกับปืนจริงได้

    Technology :
    Here a rubber handgun is made from natural rubber as a main ingredient. The Ribbed Smoked Sheet (RSS) from latex is mixed with the chemicals using two-roller mill. Compound rubber is compressed by a hydraulic press machine at temperature, pressure, and time specified, then characterized the properties of density, hardness and strength. The trainee evaluates the rubber handguns with the highest level of satisfaction in their capability.
    เทคโนโลยี :
    เป็นผลิตภัณฑ์นวัตกรรมยางพารา โดยใช้วัตถุดิบในท้องถิ่น คือน้ำยางพารา มาศึกษาลักษณะในทุกด้าน พัฒนาสูตรยางคอมปาวด์ โดยได้ทำการศึกษาค่าความหนาแน่น ความแข็ง และความทนทาน พร้อมทั้งศึกษากระบวนการอัดขึ้นรูปปืนยางต้นแบบ ด้วยกระบวนการอัดยางเข้าแบบพิมพ์ โดยใช้แบบพิมพ์และเครื่องอัดร้อนในระดับห้องปฏิบัติการ และทดลองนำไปใช้งานจริง เพื่อให้ได้ปืนยางที่มีน้ำหนักใกล้เคียงกับอาวุธปืนจริง และมีคุณสมบัติที่เหมาะสมสำหรับใช้ในการฝึก


    Advantages / Pros :
    1.The shape and weight of training handgun are nearly to real gun and cost price of rubber-based handgun is cheaper than imported-training handgun.
    2. The rubber gun products can add value to raw rubber and generate revenue for the manufacturer.
    ข้อดี / จุดเด่น :
    1.มีขนาดและน้ำหนักที่ใกล้เคียงของจริง และราคาถูก
    2.เป็นการนำวัตถุดิบทางการเกษตรมาใช้ประโยชน์และสร้างมูลค่าเพิ่ม

    Inventor :
    Asst.Prof.Dr. Prachid Saramolee
    ผู้ประดิษฐ์ :
    ผศ.ดร. ประชิด สระโมฬี

    Intellectual Property Status :
    Petty patent application number 1603001353
    Patent No. 14407
    สถานะทรัพย์สินทางปัญญา :
    หมายเลขคำขออนุสิทธิบัตร 1603001353
    เลขที่สิทธิบัตร 14407

    For inquiries:
    Office of Intellectual Property and Technology Transfer
    Science and Technology Park Walailak University
    Tel 075-672927
    สนใจสอบถามข้อมูล :
    สำนักงานทรัพย์สินทางปัญญาและถ่ายทอดเทคโนโลยี
    อุทยานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์
    โทร. 075-672927 , http://ipdb.wu.ac.th

  • นักวิจัยดีเด่น ประจำปี พ.ศ.2563

    มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ ขอแสดงความยินดีกับนักวิจัยดีเด่น ประจำปี พ.ศ.2563 ทั้ง 3 ประเภท

    ประเภทที่ 1 High quality publication (Q1) จำนวนผลงานวิจัยที่ตีพิมพ์ในฐานข้อมูลนานาชาติ Q1

     

    ประเภทที่ 2 Research productivity (Scopus/ISI)

     

    ประเภทที่ 3 International collaboration Q1 และ Q2

  • Crab Bank: Social engagement project for the blue swimming crab restoration that links to international standard

    Crab Bank: Social engagement project for the blue swimming crab restoration that links to international standard

    Marine fishes and shellfishes are the important sources of protein and income, through fisheries, for number of people in Thailand, in particular those whom live along the coastlines. It is recognized that, nowadays, the marine fishery resources especially the Blue swimming crab (BSC) have become depleted due to high fishing pressure. The BSC is one of the most economic species of fishery industries in Thailand and exported worldwide, in which Thailand is the 5th largest exporter. Hence, the reduction in abundance of this shellfish is inevitably effect to the fishers and all the supply-chain sectors, which eventually effect to the country’s GDP from fishery products.

    Walailak University (WU) is located in Nakhon Si Thammarat and the academic service area corresponds the Southern of Thailand, where marine fishery is among the main occupation of the local people. From the needs assessment surveys and requests from the stakeholders in BSC fishery, in particular the fishers per se, Thai Frozen Foods Association, local crab-processing factories, Thai Food Processor Association and Department of Fisheries (DoF). WU has launched the academic project that aims to improve BSC stock and its fishery in the 2 main fishing grounds in Nakhon Si Thammarat and Surat Thani Provinces. The additional benefit of such project is an opportunity to get the certification on fishery improvement standard, i.e. Fishery improvement Projects (FIPs), which is advantage in order to prevent international trade wall and extend global markets for BSC products of Thailand.

    The project that launched by WU is called “Crab Bank”, which is the community engagement project to not only answer the social needs but also build partnership and strengthening stakeholder participation. This project is financial supported by various organizations, in particular National Research Council of Thailand, Agricultural Research Development Agency and Ministry of Science and Technology. The “Crab Bank” is the program on taking the caught gravid females BSC in the in rearing condition, allowing them to spawn and then releasing the zoea and young crabs back to the sea. Along with the “Crab Bank” project, number of scientific studies to assess the condition of the BSC stocks, evaluate the fishing habitat, and other relevant issues have also been conducted, which collaborate to the listed stakeholders and other academic institutes, i.e. other universities in Thailand, NFI crab council (USA), World Wildlife Fund and Marine Resources Assessment Group (MRAG). The scientific is now focusing in Bandon Bay, the biggest BSC fishing ground in the Gulf of Thailand.

    Training and knowledge sharing are the important processes to exchange information among stakeholders. The research findings related to crab restoration were discussed with stakeholders in several meetings at fishery community and DoF offices (Figure 1). The academic information about “Crab bank” operation was distributed to fishers who keen to be volunteer to the project. The evaluation of the fisher’s understanding about crab bank was also examined.

     

    Figure 1. Meeting to discuss and share research findings with experts and stakeholders from government and industrial sectors

     

    The total of 60 “Crab bank” were already constructed along coastal areas in Nakhon Si Thammarat and Surat Thani Pprovinces (Figure 2). At each bank, more than 10 fishers are involved. They not only act as committee, but also donors of gravid females crabs. This means that there are, at least, 600 fisher volunteers in these areas, which significantly increased comparing to before the project’s launching.

     

    Figure 2. Crab bank station was built in fisher community.

     

    This project per se was evaluated by both internal (grant agencies) and external (MRAG: UK) agencies. Baseline data of the projects were compared to the present data, i.e. after operating social engagement project. Impact pathways illustrate a clearly benefits of the project to social, environmental and economic dimensions (Figure 3).

     

    Figure 3. The impact pathways of crab restoration project.

     

    The societal impact related to sustainable development goals (SDG) of this project covered at least 5 topics which are life below water, decent work and economic growth, zero hunger, no poverty and partnerships for the goals. The short explanation of each topic is showed in following paragraph

     

    Figure 4. The improvement of Fishery improvement project (FIP) Scoring from C to A level.
    Source: https://fisheryprogress.org

     

    Figure 5. Stakeholder partnerships

     

    Inventor:
    Assist.Prof.Dr.Amonsak Sawusdee,
    School of Science,
    Walailak University, Thasala, Nakhon Si Thammarat 80160

    Research Fundings:
    – Full research scholarships supported by National research council of Thailand, Agricultural research development Agency and Ministry of science and technology

    Awards:
    – National award for academic services: good governance for better life, Awarded by Office of the Public Sector Development Commission
    – Service innovation, awarded by National Thai Research Council

    WebPage:
    Web: https://cas.wu.ac.th/
    Facebook: https://www.facebook.com/ธนาคารปูม้า-มวล-วช-1690478851056897/

    Related Link:
    Facebook: https://www.facebook.com/Walailak-University-Social-Engagement-573324809746748/

     

    ที่มา: https://www.wu.ac.th/th/knowledge/detail/1051

  • ผศ.ดร.กิตติพงค์ คุณจริยกุล : การนำของเสียมาใช้ในคอนกรีตหรือซีเมนต์

    ผศ.ดร.กิตติพงค์ คุณจริยกุล : การนำของเสียมาใช้ในคอนกรีตหรือซีเมนต์

    ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. กิตติพงค์ คุณจริยกุล อาจารย์ประจำสำนักวิชาวิศวกรรมศาสตร์และทรัพยากร มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ ซึ่งสนใจทำวิจัยเกี่ยวกับการนำของเสียมาใช้ในคอนกรีตหรือซีเมนต์ การจัดการของเสีย คุณลักษณะทางกลและระดับจุลภาคของซีเมนต์ และคอนกรีต 

    ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. กิตติพงค์ สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี สาขาวิศวกรรมโยธาและเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ ปริญญาโท สาขาวิศวกรรมสิ่งแวดล้อม และปริญญาดุษฎีบัณฑิต สาขาเทคโนโลยีสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี โดยได้ทำวิจัยหัวข้อ “การนำของเสียที่มีอลูมิเนียมปนเปื้อนและนำแกลบมาใช้ในการผลิตคอนกรีตมวลเบาอบไอน้ำ” จากนั้น ได้ทำงานวิจัยหลังปริญญาเอก สาขาวิชาเทคโนโลยีสิ่งแวดล้อม คณะพลังงาน สิ่งแวดล้อมและวัสดุ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี ก่อนที่จะมาเป็นอาจารย์ประจำสาขาวิศวกรรมโยธา สำนักวิชาวิศวกรรมศาสตร์และทรัพยากร ในปี พ.ศ. 2559 

    เมื่อถามถึงแรงจูงใจในการทำวิจัย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. กิตติพงค์ เล่าว่า ที่ผ่านมาได้เห็นมนุษย์ก่อของเสียให้เกิดขึ้นจำนวนมากมาย เกิดเป็นมลพิษแก่สิ่งแวดล้อมเป็นอย่างมาก จากเหตุผลนี้เอง จึงทำให้มีแนวคิดในการนำของเสียกลับมาใช้ใหม่ เพื่อให้เป็นประโยชน์ ซึ่งหนึ่งในผลิตภัณฑ์ที่มีการนำของเสียมาใช้และพัฒนามาอย่างต่อเนื่องนั่นคือ “วัสดุก่อสร้าง” ประกอบกับมีความชอบที่จะเห็นการพัฒนานวัตกรรมใหม่ๆ ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม จึงเป็นเหตุผลให้มีแนวคิดในการพัฒนาของเสียต่างๆ ให้สามารถมาเป็นผลิตภัณฑ์หรือนวัตกรรมใหม่ของวัสดุก่อสร้าง รวมทั้งยังพัฒนาวัสดุก่อสร้างให้มีความสามารถที่มากกว่าเดิม เช่น กำลังอัด การเป็นฉนวนกันความร้อน การใช้พลังงานในการผลิตลดลง หรือการป้องกันรังสี เป็นต้น 

    จากแรงจูงใจในการทำวิจัยดังกล่าว ทำให้ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. กิตติพงค์ มีผลงานนำเสนอในที่ประชุมนานาชาติ จำนวน 5 เรื่อง อาทิ เรื่อง Preparation of β-C2S phase using Nano-silica Extracted from Rice Husk Ash และเรื่อง Microwave Activation for Synthesis of β-dicalcium Silicate ที่ประชุม The 10th international conference on the physical properties and application of advanced materials เรื่อง Preparation of C2S phase using nano-silica from RHA การประชุม International Conference on Safe and Sustainable Nanotechnology เป็นต้น นอกจากนี้ ยังมีผลงานวิจัยเผยแพร่ในวารสารต่างๆ อาทิ Construction and Building Materials, Journal of Environmental Management, Journal of Materials in Civil Engineering 

    นอกจากนี้ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. กิตติพงค์ ยังมีประสบการณ์การทำงานวิจัยในหลากหลายโครงการทั้งภาครัฐและเอกชน อาทิ โครงการอิทธิพลของพิบัติภัยดินถล่มต่อคุณภาพน้ำผิวดินและดินตะกอนลำน้ำของพื้นที่ลุ่มน้ำคลองคราม ตำบลท่าอุแท อำเภอกาญจนดิษฐ์ จังหวัดสุราษฎร์ธานี โครงการการสร้างเครื่องมือในการพัฒนาศักยภาพช่างชุมชนภาคใต้ โครงการศึกษาและออกแบบระบบการจัดการขยะอย่างยั่งยืนของการท่าเรือแห่งประเทศไทย (พื้นที่ศึกษาท่าเรือคลองเตย ท่าเรืองเชียงของ ท่าเรือเชียงแสน และท่าเรือระนอง) โครงการศึกษาเพื่อจัดทำร่างโครงสร้างองค์กรและศึกษาแนวทางการจัดทาแนวปฏิบัติที่ดีในการใช้ถ่านหินในประเทศไทยอย่างยั่งยืน สำนักงานสนับสนุนวิจัย (สกว.) ทั้งยังเป็นผู้เชี่ยวชาญในโครงการพัฒนาและยกระดับผู้ประกอบการจัดการของเสียอันตรายภาคอุตสาหกรรม: โครงการย่อยที่ 1 โครงการพัฒนาศักยภาพการใช้ประโยชน์กากของเสีย 

    ด้วยความมุ่งมั่นในการทำงานด้านการวิจัยควบคู่ไปกับการเรียนการสอน ทำให้ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. กิตติพงค์ ได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งทางวิชาการในตำแหน่ง “ผู้ช่วยศาสตราจารย์” สาขาวิศวกรรมโยธา ภายในระเวลา 2 ปี ซึ่งถือเป็นความสำเร็จและความภาคภูมิใจอย่างหนึ่ง 

    อย่างไรก็ตาม ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. กิตติพงค์ คุณจริยกุล ได้ตั้งเป้าหมายในอนาคตไว้ว่า จะทำผลงานวิจัยที่สามารถนำไปจดสิทธิบัตร และสามารถนำไปใช้เป็นผลิตภัณฑ์ที่มีการซื้อขายในท้องตลาดได้จริง ไม่เพียงเท่านั้น ผลงานวิจัยที่ทำสามารถนำไปพัฒนาชุมชนและส่งเสริม สนับสนุนด้านการเรียนการสอนให้กับนักศึกษา รวมทั้งสามารถตีพิมพ์เผยแพร่เพื่อประโยชน์ในแวดวงวิชาการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งทางด้านวิศวกรรมโยธา 

    ประวัติและผลงาน 

    สมพร อิสรไกรศีล ส่วนสื่อสารองค์กร เรียบเรียง


    • วันที่ส่งข่าว – 13/06/2562
    • หน่วยงานผู้ส่งข่าว – ส่วนสื่อสารองค์กร
  • ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. ยุวดี วิทยพันธ์ : การปฏิบัติงานสาธารณสุข/ดูแลสุขภาพชุมชนโดยใช้การวิจัยเป็นฐาน

    ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. ยุวดี วิทยพันธ์ : การปฏิบัติงานสาธารณสุข/ดูแลสุขภาพชุมชนโดยใช้การวิจัยเป็นฐาน

    ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. ยุวดี วิทยพันธ์ อาจารย์ประจำสำนักวิชาสหเวชศาสตร์ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ มุ่งสร้าง “การเชื่อมโยงระหว่างวิจัย ทฤษฎี และการปฏิบัติ เพื่อประกันว่าบริการสาธารณสุข/การดูแลสุขภาพชุมชน เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ประสิทธิผล เหมาะสม และไม่เป็นอันตราย” โดยนำแนวคิด “การปฏิบัติงานสาธารณสุขโดยใช้การวิจัยเป็นฐาน” มาใช้ 

    ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. ยุวดี สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาเอก หลักสูตรสาธารณสุขศาสตรดุษฎีบัณฑิต(การพยาบาลสาธารณสุข) (นานาชาติ) จากมหาวิทยาลัยมหิดล โดยในปี พ.ศ.2555 ได้มาปฏิบัติงานเป็นอาจารย์ประจำสำนักวิชาสหเวชศาสตร์และสาธารณสุขศาสตร์ (ขณะนั้น) มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ ทำหน้าที่อาจารย์สอนในหลักสูตรกายภาพบำบัด เทคนิคการแพทย์ สาธารณสุขศาสตร์ อาชีวอนามัยและความปลอดภัยฯ เป็นประธานสาขาสาธารณสุขศาสตร์ และรองคณบดีสำนักวิชาสหเวชศาสตร์และสาธารณสุขศาสตร์ และดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสถาบันวิจัยและนวัตกรรม มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ ระหว่างวันที่ 1 เมษายน 2560 ถึง 1 เมษายน 2562 

    ก่อนหน้าที่ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. ยุวดี จะมาปฏิบัติงานที่มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ ได้เคยเป็นนักศึกษาแลกเปลี่ยนที่ University of North Carolina at Chapel Hill สหรัฐอเมริกา โดยได้รับทุนสนับสนุนจากคณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ หลังสำเร็จการศึกษาในปี พ.ศ. 2551 ได้กลับไปเป็นอาจารย์ประจำคณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ นอกเหนือจากประสบการณ์ทำงานในสายวิชาการ ยังได้รับโอกาสทำงานด้านบริหารวิชาการตำแหน่งผู้ช่วยคณบดีฝ่ายวิจัย คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ อีกด้วย 

    การได้ปฏิบัติงานฐานะอาจารย์ด้านสาธารณสุขในรั้วมหาวิทยาลัยตั้งแต่ ปี พ.ศ. 2551 ถือเป็นโอกาสสำคัญที่ทำให้ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. ยุวดี ได้สร้าง “การเชื่อมโยงระหว่างวิจัย ทฤษฎี และการปฏิบัติ” โดยนำแนวคิด “การปฏิบัติงานสาธารณสุขโดยใช้หลักฐานเชิงประจักษ์” แนวคิด “สามเหลี่ยมเขยื้อนภูเขา” และแนวคิด “การปฏิบัติงานสาธารณสุขโดยใช้การวิจัยเป็นฐาน” มาใช้ในการออกแบบการปฏิบัติงานการเรียนการสอน วิจัย การบริการวิชาการ และทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรม ตามพันธกิจหลักของมหาวิทยาลัย โดยได้นำมาบูรณาการงานในหลากหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นการบูรณาการโดยทำงาน 2 พันธกิจหรือมากกว่า พร้อมกันในช่วงเวลาเดียวกัน หรือในรูปแบบที่นำผลที่ได้จากพันธกิจหนึ่ง ส่งต่อ ต่อยอด และขยายผลไปอีกยังพันธกิจหนึ่งหรือมากกว่า รวมถึงได้ถ่ายทอดแนวคิดนี้แก่คณาจารย์/ผู้ร่วมงาน ทั้งในระดับสำนักวิชา และระดับมหาวิทยาลัย เมื่อครั้งปฏิบัติงานด้านบริหารวิชาการ 

    ผลงานวิจัยเรื่อง “ประสิทธิผลของการเรียนการสอนโดยใช้การวิจัยเป็นฐานต่อการเสริมสร้างสมรรถนะด้านการปฏิบัติการสร้างเสริมสุขภาพที่ใช้การวิจัยเป็นฐานฯ” เป็นตัวอย่างแรกของ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. ยุวดี ที่บูรณาการงานวิจัยกับการเรียนการสอนรายวิชาการสร้างเสริมสุขภาพและป้องกันการเจ็บป่วย และการบริการวิชาการสร้างเสริมสุขภาพ ทั้งยังได้พัฒนา “นวัตกรรมการเรียนการสอนโดยใช้การวิจัยเป็นฐาน สร้างเสริมสุขภาพชุมชนฯ” เพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการควบคุมกำกับการสอนควบคู่ไปกับการทำโครงการ “วิจัยในชั้นเรียน” ที่ถือว่าเป็น “การวิจัยหน้างานของอาจารย์” เพื่อประเมินการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นกับนักศึกษา 

    ภายใต้นวัตกรรมฯ นี้ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. ยุวดี ยังได้ทำโครงการ “วิจัยในการให้บริการวิชาการแก่ผู้รับบริการสาธารณสุข” ด้วย โดยได้จัดสภาพการเรียนการสอนเอื้อให้นักศึกษานำความรู้จากการวิจัย/ใช้ผลการวิจัย สู่การปฏิบัติงานสาธารณสุข/ดูแลสุขภาพชุมชนได้แบบมีส่วนร่วมกับผู้รับบริการ และทีมบริการสุขภาพในชุมชน จัดให้มีการประเมินความจำเป็นด้านการสร้างเสริมสุขภาพของกลุ่มเป้าหมาย มีการนำปัญหา/ความต้องการที่ได้มาตรวจสอบความสำคัญด้วยการทบทวนวรรณกรรมและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องและคืนข้อมูลกับชุมชนอีกครั้ง ก่อนนำมากลั่นกรองและปรับใช้ในการวางแผนการดำเนินงาน และจัดทำโครงการบริการวิชาการ ที่มีการติดตามวัดประเมินผลอย่างถูกต้องตามระเบียบวิธีการวิจัย เพื่อประกันว่าการปฏิบัติงานสาธารณสุข/การดูแลสุขภาพชุมชน ที่จะไปให้บริการนั้นจะเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ประสิทธิผล เหมาะสม และไม่เป็นอันตราย 

    อีกตัวอย่างหนึ่งเป็นการบูรณาการงานการเรียนการสอน กับการบริการวิชาการและการทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรม โดยจัดทำโครงการ “สานต่อประเพณีไทย ร้อยใจถวายเทียนพรรษา” และโครงการ “สร้างเสริมสุขภาพแก่นักเรียน” พร้อมๆ กัน โดยเป็นส่วนหนึ่งของการเรียนการสอนรายวิชาการสร้างเสริมสุขภาพและป้องกันการเจ็บป่วย ตัวอย่างสุดท้ายคือการบูรณาการความรู้จากงานวิจัยมาใช้ประโยชน์ ขยายผล ต่อยอดองค์ความรู้ เป็นการดำเนินงานโครงการวิจัยเรื่อง “การปฏิบัติงานสาธารณสุขโดยใช้การวิจัยเป็นฐาน” และโครงการบริการวิชาการเรื่อง “เสริมสร้างการปฏิบัติงานสาธารณสุขโดยใช้การวิจัยเป็นฐาน” โดยได้นำความรู้/ใช้ผลงานวิจัยมาใช้ในการออกแบบกิจกรรมสร้างทักษะประสบการณ์การปฏิบัติงานสาธารณสุขโดยใช้การวิจัยเป็นฐาน แก่บุคลากรสาธารณสุขในเขตพื้นที่จังหวัดนครศรีธรรมราชและจังหวัดสุราษฎร์ธานี ให้สามารถพัฒนางานสาธารณสุขแบบมีเป้าหมายที่มุ่งเน้นการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นกับผู้รับบริการสาธารณสุขอย่างเป็นรูปธรรมผ่าน “การปฏิบัติงานประจำให้เป็นงานวิจัย” โดยมีการทำโครงการ “วิจัยหน้างานของบุคลากรสาธารณสุข” ที่จะเป็นเจ้าภาพหลักในการดำเนินงานสาธารณสุขในพื้นที่ มีคณาจารย์มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์และเครือข่ายเป็นพี่เลี้ยงวิชาการ รวมถึงสนับสนุนทุนร่วมจากโครงการ/บางส่วนจากหน่วยงานสาธารณสุข เพื่อเป็นระบบหล่อเลี้ยงให้สามารถพัฒนางานสาธารณสุขได้ตามเป้าหมาย 

    ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. ยุวดี เล่าว่า โครงการนี้ได้กำหนดให้พี่เลี้ยงวิชาการดูแลให้มีการส่งโครงร่างการวิจัยแก่คณะกรรมการจริยธรรมการวิจัยในมนุษย์ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ และวิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนีนครศรีธรรมราช พิจารณารับรองจริยธรรมการวิจัยในมนุษย์ โดยมีโครงการที่ผ่านการรับรอง จำนวน 36 เรื่อง ผลการวิจัยที่แล้วเสร็จได้นำเสนอในเวทีการประชุมวิชาการระดับชาติและนานาชาติ จำนวน 12 เรื่อง และตีพิมพ์เผยแพร่ในวารสารวิชาการระดับระดับชาติ จำนวน 8 เรื่อง 

    ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. ยุวดี มีความเชี่ยวชาญและให้ความสนใจเกี่ยวกับการวิจัยด้านสาธารณสุข/การดูแลสุขภาพชุมชน พฤติกรรมสุขภาพ/การดูแลสุขภาพ การสร้างเสริมสุขภาพและป้องกันการเจ็บป่วย การปฏิบัติงานประจำให้เป็นงานวิจัย โดยได้รับเชิญไปเป็นวิทยากรบรรยายด้านการวิจัยสาธารณสุขให้กับหลายหน่วยงาน มีผลงานเขียน/ร่วมเขียน คู่มือ/หนังสือ จำนวน 3 เล่ม มีผลงานวิจัยที่เผยแพร่ในเวทีประชุม/วารสารวิชาการระดับชาติและนานาชาติกว่า 40 เรื่อง รางวัลที่ได้รับจากการปฏิบัติงาน เช่น รางวัลชมเชยนวัตกรรมทางการพยาบาล และรางวัลอาจารย์ดีเด่นประเภทการวิจัย คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ รางวัลเชิดชูบุคลากรด้านการบริการวิชาการ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ เป็นต้น ล่าสุดในปี พ.ศ. 2562 ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. ยุวดี ได้รับการรับรองมาตรฐานการสอนในระดับ Fellow ตามกรอบมาตรฐานวิชาชีพเพื่อการสอนและสนับสนุนการเรียนรู้ของประเทศอังกฤษ (The UK Professional Standards Framework) และการรับรองเป็น “วิทยากรหลักสูตรการพัฒนานักวิจัย” จากสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ ถือได้ว่าเป็นปัจจัยเสริมแรงที่แสดงถึงความสำเร็จในการปฏิบัติงาน 

    หากแต่ความภาคภูมิใจและแรงจูงใจในการปฏิบัติงานที่แท้จริงของผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. ยุวดี มาจากการได้ทำตามเป้าหมายสำคัญที่มุ่งหวังไว้ว่า จะปฏิบัติงานให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับนักศึกษา ผู้รับบริการ และบุคลากรด้านพยาบาลและสาธารณสุข ตลอดจนพัฒนางานด้านพยาบาลและสาธารณสุขให้เกิดประโยชน์ โดยได้ใช้ภูมิรู้ที่ร่ำเรียนมาจากครู/อาจารย์ และภูมิทำจากประสบการณ์ที่ได้ทำมาตลอดนับตั้งแต่สำเร็จการศึกษา ทั้งในฐานะผู้ปฏิบัติงานวิชาชีพ อาจารย์ งานวิชาการและบริหารวิชาการ 

    เป้าหมายสำคัญอีกอย่างหนึ่งที่ตั้งใจจะทำ คือ “การเขียนหนังสือ/ตำรา” ที่ดีมีคุณภาพในการถ่ายทอดภูมิรู้และภูมิทำ เพื่อรังสรรค์ประโยชน์แก่ศิษย์ทั้งภายในและภายนอกรั้วมหาวิทยาลัย ที่จะช่วยสรรค์สร้างประโยชน์ด้านสาธารณสุขแก่ชุมชน สังคม และประเทศต่อไป ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. ยุวดี วิทยพันธ์ กล่าวในตอนท้าย 

    ประวัติและผลงาน 

    สมพร อิสรไกรศีล ส่วนสื่อสารองค์กร เรียบเรียง


    • หน่วยงานผู้ส่งข่าว – ส่วนสื่อสารองค์กร
  • รศ.ดร. สมชาย สวัสดี : เชี่ยวชาญกระบวนการผลิตยา เน้นยาแอโรโซลและยารูปแบบของแข็ง

    รศ.ดร. สมชาย สวัสดี : เชี่ยวชาญกระบวนการผลิตยา เน้นยาแอโรโซลและยารูปแบบของแข็ง

    รองศาสตราจารย์ ดร. สมชาย สวัสดี อาจารย์ประจำสำนักวิชาเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์เชี่ยวชาญกระบวนการผลิตยาทุกรูปแบบ (Dosage forms) โดยเน้นยาแอโรโซล และยารูปแบบของแข็ง เช่น ยาผงแห้ง ยาเม็ด เทคโนโลยีของสารเคลือบฟิล์ม ปัจจุบันมีผลงานวิจัยตีพิมพ์ในวารสารวิชาการระดับนานาชาติที่เกี่ยวข้องกับรูปแบบยาดังกล่าวมากกว่า 10 เรื่อง 

    รองศาสตราจารย์ ดร. สมชาย สำเร็จการศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนปลายจากโรงเรียนหาดใหญ่วิทยาลัย จังหวัดสงขลา สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีเภสัชศาสตรบัณฑิต คณะเภสัชศาสตร์มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ เมื่อ พ.ศ. 2546 จากนั้นศึกษาต่อระดับปริญญาโทและปริญญาเอกสาขาเภสัชศาสตร์ ที่มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ เช่นเดียวกัน ก่อนที่จะมาเป็นอาจารย์ประจำสำนักวิชาเภสัชศาสตร์ ในปี พ.ศ. 2556 จนถึงปัจจุบัน เคยทำงานเป็นเภสัชกรฝ่ายวิจัยและพัฒนาของโรงงานผลิตยาแผนปัจจุบัน รับผิดชอบในการพัฒนายาและผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพหลากหลายประเภทจนสามารถขึ้นทะเบียนและวางจำหน่ายทั่วไปได้ 

    ยาเป็นหนึ่งในปัจจัยสี่ที่มีความจำเป็นต่อชีวิตมนุษย์ มูลค่าตลาดยาในประเทศไทยอยู่ที่ประมาณ 1.6 แสนล้านบาท ส่วนใหญ่เป็นการนำเข้ายาจากต่างประเทศ ส่วนยาที่ผลิตได้ภายในประเทศจะมีราคาไม่สูงมากนัก เพราะเน้นการผลิตยาชื่อสามัญ (Generic drug) เนื่องจากประเทศไทยขาดงานวิจัยเพื่อพัฒนายาต้นแบบ (Original drugs) ซึ่งเป็นยาที่มีราคาสูงและอาศัยเทคโนโลยีขั้นสูงในกระบวนการวิจัยและการผลิตยา ดังนั้น หากมีนักวิจัยที่ร่วมกันวิจัยพัฒนายาใหม่ จะช่วยส่งเสริมให้ประเทศไทยมีความก้าวหน้ามากขึ้น ในฐานะที่ รองศาสตราจารย์ ดร. สมชาย ศึกษาทางด้านเภสัชศาสตร์อย่างต่อเนื่องในระดับปริญญาตรีถึงเอก จึงมีความสนใจและทำวิทยานิพนธ์ที่เกี่ยวข้องกับระบบนำส่งยาสู่ทางเดินหายใจ หรือยาสูดพ่น เช่น ยาแอโรโซล ยาสูดผงแห้ง (Dry powder inhalers) ยาสูดอัดไอกำหนดขนาด (Metered dose inhalers) เป็นต้น ซึ่งยาดังกล่าวต้องนำเข้ายาจากต่างประเทศปีละหลายพันล้านบาท แม้ว่าปัจจุบันประเทศไทยจะมีโรงงานผลิตยาแอโรโซลอยู่บ้าง แต่ยังผลิตได้ในปริมาณจำกัด และใช้เทคโนโลยีที่ไม่สูงมากนัก 

    รองศาสตราจารย์ ดร. สมชาย เล่าว่า การทำวิจัยเกี่ยวกับองค์ความรู้และเทคโนโลยีการผลิตยาของประเทศไทยที่ยังต้องพึ่งพาจากต่างประเทศ จะทำให้ประเทศไทยมีความเข้มแข็ง ลดการพึ่งพายาจากต่างประเทศลงได้ โดยได้ทำวิจัยเกี่ยวกับยาแอโรโซล และยารูปแบบของแข็ง เช่น ยาเม็ด เทคโนโลยีของสารเคลือบฟิล์ม มีผลงานวิจัยตีพิมพ์เผยแพร่ทั้งในระดับชาติและนานาชาติ เช่น Asian Journal of Pharmaceutical Sciences, European Journal of Pharmaceutics and Biopharmaceutics, Saudi Pharmaceutical Journal และ International Journal of Pharmaceutics เป็นต้น รวมทั้งการทำเสนองานวิจัยในที่ประชุมทางวิชาการต่างๆ เช่น International Symposium on Drug Delivery and Pharmaceutical Sciences: Beyond the History (ISDDPS), The 4th Current Drug Development International Conference 2016 (CDD2016), Asian Federation of Pharmaceutical Sciences Conference 2015 (AFPS 2015) และวลัยลักษณ์วิจัย ครั้งที่ 8 เป็นต้น ปัจจุบันมีผลงานวิจัยตีพิมพ์ในวารสารวิชาการระดับนานาชาติที่เกี่ยวข้องกับรูปแบบยาดังกล่าวมากกว่า 10 เรื่อง นอกจากนี้ยังเป็น peer-review ให้กับวารสารทางวิชาการระดับนานาชาติหลายวารสาร 

    ปัจจุบัน รองศาสตราจารย์ ดร. สมชาย อยู่ระหว่างการทำงานวิจัยเพื่อพัฒนายาใหม่ โดยศึกษาและพัฒนากลไกของระบบนำส่งยาเม็ดของยาที่ละลายน้ำได้น้อย เพื่อให้สามารถใช้ยาได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยผ่านการศึกษาในเซลล์เพาะเลี้ยงและสัตว์ทดลองแล้ว ขั้นตอนถัดไป คาดว่า จะมีโอกาสได้ศึกษาในมนุษย์ ซึ่งงานวิจัยดังกล่าวได้รับการสนับสนุนและความช่วยเหลือจาก ศาสตราจารย์ ดร.ภก.ธีระพล ศรีชนะ สถานวิจัยความเป็นเลิศระบบนำส่งยา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ และอาจารย์จากศูนย์ความเป็นเลิศด้านยาและเครื่องสำอาง มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ จึงทำให้งานมีความก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว 

    ในส่วนของการเรียนการสอน รองศาสตราจารย์ ดร. สมชาย ได้สอนรายวิชาที่เกี่ยวข้องกับทฤษฎีและปฏิบัติการที่เกี่ยวข้องในการผลิตยา การตั้งตำรับยา ในทุกรูปแบบ ได้แก่ ยาน้ำที่เป็นรูปแบบสารละลาย (เช่น ยาน้ำใส ยาน้ำเชื่อม ยาอิลิกเซอร์ เป็นต้น) ยารูปแบบวัฏภาคกระจายตัว (เช่น ยาน้ำแขวนตะกอน ครีม เจล อิมัลชั่น แอโรโซล เป็นต้น) ยาในรูปแบบของแข็ง (เช่น ยาแกรนูล ยาเม็ด ยาเม็ดเคลือบ ยาแคปซูล เป็นต้น) กลุ่มยาปราศจากเชื้อ การเตรียมยาและสารน้ำที่ใช้ในโรงพยาบาล รวมถึงระบบนำส่งยาไปยังอวัยวะเป้าหมายเพื่อให้ยาสามารถออกฤทธิ์ได้อย่างแม่นยำ นอกจากนี้ยังอาศัยความรู้ความเชี่ยวชาญที่ได้ทำงานในโรงงานผลิตยาแผนปัจจุบันกว่า 10 ปี เพื่อสอนในรายวิชาที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการผลิตยาในระดับอุตสาหกรรม รวมถึงรายวิชาวิทยาการเครื่องสำอาง รวมทั้งรับผิดชอบหลักสูตรวิทยาศาสตรมหาบัณฑิตและปรัชญาดุษฎีบัณฑิต สาขาวิทยาการด้านยาและเครื่องสำอาง และสาขานวัตกรรมยาและเครื่องสำอาง ทั้งยังมีส่วนในการร่างหลักสูตรและปรับปรุงหลักสูตรระดับปริญญาเอกอีกด้วย 

    นอกจากเป็นอาจารย์ประจำสำนักวิชาเภสัชศาสตร์แล้ว รองศาสตราจารย์ ดร. สมชาย ยังเป็นหัวหน้าศูนย์ความเป็นเลิศด้านยาและเครื่องสำอาง ที่ก่อตั้งเมื่อปี พ.ศ.2557 ซึ่งเป็นการรวมกลุ่มของคณาจารย์ จำนวน 11 คน ที่มีความสนใจทำวิจัยทางด้านนี้ร่วมกัน โดยสมาชิกแต่ละคนจะถนัดงานวิจัยที่แตกต่างกัน เช่น งานด้านเทคโนโลยีชีวภาพ งานด้านสมุนไพร การวิเคราะห์ยา การค้นหายาใหม่ ระบบนำส่งยา หรือการพัฒนาเกี่ยวกับเครื่องสำอาง ซึ่งแต่ละคนมีส่วนช่วยในงานที่แตกต่างกัน เพื่อให้ได้งานวิจัยที่มีคุณภาพและสามารถตอบเป้าหมายของศูนย์ความเป็นเลิศด้านยาและเครื่องสำอางได้เป็นอย่างดี ที่สำคัญ เป็นการส่งเสริมให้เกิดความก้าวหน้าในการขอกำหนดตำแหน่งทางวิชาการที่สูงขึ้นของสมาชิก นอกจากนี้ ทางศูนย์ความเป็นเลิศฯ ยังได้ให้บริการวิชาการเกี่ยวกับการพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้กับผู้ประกอบการ การให้คำแนะนำในการตรวจประเมินมาตรฐานโรงงาน เป็นต้น 

    รองศาสตราจารย์ ดร. สมชาย สวัสดี กล่าวในตอนท้ายว่า ยังคงมีความมุ่งมั่นตั้งใจที่จะพัฒนางานวิจัยเกี่ยวกับยาใหม่ และพัฒนายาเดิมให้มีประสิทธิภาพเพิ่มมากขึ้นด้วยการวิจัยด้านระบบนำส่งยา เพื่อลดการนำเข้ายาจากต่างประเทศที่มีราคาแพง และเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงยาสำหรับผู้มีรายได้น้อย จะได้ใช้ยาที่มีคุณภาพและประสิทธิภาพในการรักษาโรค และลดอาการอันไม่พึงประสงค์จากการใช้ยา ขณะเดียวกันก็นำความรู้ที่ได้รับจากงานวิจัยมาประยุกต์ใช้ในด้านการเรียนการสอนอีกด้วย 

    ประวัติและผลงาน

    สมพร อิสรไกรศีล ส่วนสื่อสารองค์กร เรียบเรียง


    • วันที่ส่งข่าว – 01/02/2562
    • หน่วยงานผู้ส่งข่าว – ส่วนสื่อสารองค์กร
  • อ.นพ.ลั่นหล้า อุดมเวช : จักษุแพทย์ อาจารย์ และนักวิจัย บทบาทอันแตกต่างแต่ลงตัว

    อ.นพ.ลั่นหล้า อุดมเวช : จักษุแพทย์ อาจารย์ และนักวิจัย บทบาทอันแตกต่างแต่ลงตัว

    อาจารย์ นายแพทย์ลั่นหล้า อุดมเวช อาจารย์ประจำสำนักวิชาแพทยศาสตร์ และจักษุแพทย์ประจำศูนย์การแพทย์มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านจักษุวิทยา สอนนักศึกษาแพทย์และสาขาวิชาที่เกี่ยวข้องเกี่ยวกับความผิดปกติของตาและการมองเห็น ทั้งในและนอกมหาวิทยาลัย 

    อาจารย์ นายแพทย์ลั่นหล้า สำเร็จการศึกษา พ.บ. (เกียรตินิยม) คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล ป. บัณฑิต ชั้นสูง วิทยาศาสตร์การแพทย์ (จักษุวิทยา) คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล ว.ว. จักษุวิทยา ราชวิทยาลัยจักษุแพทย์แห่งประเทศไทย และวุฒิบัตร Fellowship of International Council of Ophthalmology (องค์กรระหว่างประเทศ) 

    นอกจากบทบาทของอาจารย์ประจำสาขาวิชาวิทยาศาสตร์การแพทย์คลินิกแล้ว และอาจารย์ผู้สอนในรายวิชาที่เกี่ยวข้องเกี่ยวกับความผิดปกติของตาและการมองเห็น ทั้งในและนอกมหาวิทยาลัยแล้ว ยังทำหน้าที่แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านจักษุวิทยาประจำคลินิกจักษุ ศูนย์การแพทย์มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ และให้บริการวิชาการ ตรวจโรคตาและผ่าตัดตา ที่โรงพยาบาลสิชล อีกด้วย 

    อาจารย์ นายแพทย์ลั่นหล้า เล่าว่า ในประเทศไทยโดยเฉพาะภาคใต้ ยังขาดแคลนจักษุแพทย์ ประกอบกับการเริ่มเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุของประเทศไทย ทำให้มีผู้ป่วยในจังหวัดนครศรีธรรมราช และจังหวัดใกล้เคียงเข้ามารับบริการที่ศูนย์การแพทย์ฯ จำนวนมาก ซึ่งเป็นวัยที่เริ่มมีโรคตา อาทิ ต้อกระจก ต้อหิน ตาแห้ง นอกจากนี้ยังพบว่ามีนักศึกษาและบุคลากรมหาวิทยาลัยมีภาวะสายตาผิดปกติ และโรคตาที่เกี่ยวข้องกับการทำงานจำนวนมากเช่นกัน 

    จากการพูดคุยกับผู้ป่วยที่มารับการรักษาเกี่ยวกับตา ต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า อาจารย์ นายแพทย์ลั่นหล้า เป็นแพทย์รุ่นใหม่ที่มีอัธยาศัยดี ใส่ใจในรายละเอียดเกี่ยวกับอาการของผู้ป่วย ซักถามและพูดคุยกับผู้ป่วย พร้อมให้คำแนะนำการดูแลรักษาตา ทำให้การรักษาเป็นไปได้ด้วยดี เป็นที่ประทับใจของผู้ป่วย โดยเฉพาะผู้ป่วยสูงอายุ

    อาจารย์ นายแพทย์ลั่นหล้า เล่าต่อว่า จากการให้บริการตรวจรักษาผู้ป่วยเกี่ยวกับตา มีผู้เข้ารับบริการจำนวนมากต้องการปรึกษาถึงแนวทางแก้ไขสายตาผิดปกติ ศูนย์การแพทย์มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ จึงได้จัดตั้งคลินิกเฉพาะโรค คือคลินิกวัดสายตาและคลินิกคอนแทคเลนส์ เพื่อให้ความช่วยเหลือผู้ป่วยกลุ่มดังกล่าวในการเลือกแนวทางการแก้ไขสายตาผิดปกติได้อย่างมีประสิทธิภาพและปลอดภัย เป็นการขยายขีดความสามารถการให้บริการทางจักษุในจังหวัดนครศรีธรรมราช โดยปัจจุบันเป็นแห่งเดียวที่ให้บริการการรักษาด้วยคอนแทคเลนส์ชนิดกึ่งแข็งแก๊สซึมผ่านได้ (rigid gas-permeable contact lens: RGP contact lens) ซึ่งเหมาะกับผู้มีค่าสายตาผิดปกติมาก ผู้มีสายตาเอียงไม่ปกติ (irregular astigmatism) ผู้ป่วยโรคกระจกตาย้วย (keratoconus) หรือผู้ป่วยสายตาผิดปกติทั่วไป ที่ต้องการภาพที่คมชัดมากขึ้น และผู้ป่วยที่ต้องการใส่คอนแทคเลนส์เป็นระยะเวลานาน 

    ขณะเดียวกันยังทำให้ อาจารย์ นายแพทย์ลั่นหล้า พบปัญหาทางคลินิกที่หลากหลาย จุดประกายให้เกิดคำถามการวิจัยตามมา เนื่องจากผู้ป่วยที่เข้ารับบริการจำนวนมาก มีอาการแสบตา คันตา เคืองตา ตามัว และเมื่อตรวจร่างกาย จากการตรวจพบว่า มีการอักเสบของเปลือกตาและขอบตา ร่วมกับการมีคราบสะสม บริเวณโคนขนตาปริมาณมาก จากการค้นคว้าทางวรรณกรรมทางการแพทย์ พบว่า ส่วนหนึ่งเกิดจากการติดเชื้อไรขน (Demodex spp.) ได้ ทั้งนี้ ยังมีข้อโต้แย้ง เนื่องจากไรขนนี้ สามารถพบในคนที่ไม่มีอาการใดๆ ได้ด้วย และยังมีการศึกษาถึงความชุมและความสัมพันธ์กับภาวะเปลือกตาอักเสบ รวมถึงการรักษาโรคเปลือกตาอักเสบจากไรขนนี้ จึงได้ร่วมกับ อาจารย์ แพทย์หญิงนนทพรรณ ผาสุข ทำโครงการวิจัยเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างภาวะเปลือกตาอักเสบกับไรขน ซึ่งอยู่ระหว่างการดำเนินการและยังเปิดรับอาสาสมัครอยู่ 

    นอกจากนี้ อาจารย์ นายแพทย์ลั่นหล้า ยังมีปัญหาทางคลินิกที่พบและมีความสนใจที่จะสร้างเป็นงานวิจัยอื่นๆ ได้แก่ งานวิจัยเกี่ยวกับความสามารถในการเกิด biofilm ในคอนแทคเลนส์ที่ผลิตจากวัสดุต่างๆ ภาวะสายตาผิดปกติและภาวะตาขี้เกียจในเขตอำเภอท่าศาลา และการประดิษฐ์เครื่องมือทางจักษุ 

    ไม่ว่าจะทำงานหนักเพียงใด อาจารย์ นายแพทย์ลั่นหล้า ยังมีเวลาผ่อนคลายความเครียดจากการทำงานด้วยการเป็นอาจารย์ที่ปรึกษาชมรมดุริยางค์มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ (WU Ensemble) ร่วมกับ อาจารย์ ดร.จุฑามาศ รัตติกาลสุขะ สำนักวิชาวิศวกรรมศาสตร์และทรัพยากร ซึ่งวง WU Ensemble ได้มีโอกาสแสดงตามงานต่างๆ เช่น พิธีพระราชทานปริญญาบัตรแก่ผู้สำเร็จการศึกษาจากมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ เป็นประจำทุกปี 

    ในอนาคต อาจารย์ นายแพทย์ลั่นหล้า วางแผนที่จะศึกษาต่อในอนุสาขาเฉพาะทางจักษุวิทยา เพื่อเตรียมพร้อมด้านการเรียนการสอนสำหรับนักศึกษาแพทย์ในรายวิชาจักษุวิทยา เมื่อศูนย์การแพทย์มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์เปิดให้บริการเต็มรูปแบบ และเพิ่มขีดความสามารถการให้บริการวิชาการและการวิจัย 

    อาจารย์มหาวิทยาลัยทุกท่าน ล้วนมีภาระหลักทั้งงานสอน งานวิจัย งานบริการวิชาการ และงานทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรม แต่ด้วยความแตกต่างในความเชี่ยวชาญของสาขาวิชาชีพ ทำให้อาจารย์ทุกท่าน มีเรื่องเล่าจากการทำงานหลากหลายด้านที่ต่างกัน เป็นสีสันของการทำงานในรั้วมหาวิทยาลัย 

    สมพร อิสรไกรศีล ส่วนสื่อสารองค์กร เรียบเรียง


    • วันที่ส่งข่าว – 02/11/2561
    • หน่วยงานผู้ส่งข่าว – ส่วนสื่อสารองค์กร
  • รศ.ดร.วรวรรณ พันพิพัฒน์ : การทำวิจัยให้มากกว่าเรื่องวิชาการ

    รศ.ดร.วรวรรณ พันพิพัฒน์ : การทำวิจัยให้มากกว่าเรื่องวิชาการ

    รองศาสตราจารย์ ดร.วรวรรณ พันพิพัฒน์ อาจารย์ประจำสาขาวิทยาศาสตร์การอาหารและนวัตกรรม สำนักวิชาเทคโนโลยีการเกษตร มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ กับงานวิจัยในฐานะหัวหน้าโครงการกว่า 15 โครงการ และผู้ร่วมวิจัย 12 โครงการ ไม่นับรวมบทความวิจัยและบทความวิชาการ ตำรา และ Proceeding กว่า 100 เรื่อง ทำให้ตกผลึกทางความคิดที่ว่า “การทำวิจัยให้มากกว่าเรื่องวิชาการ” 

    รองศาสตราจารย์ ดร.วรวรรณ สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีและปริญญาโทจากสาขาเทคโนโลยีอาหาร มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุนารี เน้นการวิจัยด้านโปรตีนในอาหาร และในปี 2548 ได้ทำงานในตำแหน่งอาจารย์ประจำสาขาเทคโนโลยีอาหาร สำนักวิชาเทคโนโลยีการเกษตร มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ เป็นเวลา 5 ปี ก่อนที่จะได้รับตำแหน่งทางวิชาการเป็นผู้ช่วยศาสตราจารย์ จากนั้นในปี 2553 ได้รับทุนการศึกษาจากกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ไปศึกษาต่อระดับปริญญาเอก ณ มหาวิทยาลัยออฮุส (Aarhus University) ประเทศเดนมาร์ก โดยเน้นการศึกษาวิจัยด้านไขมันในอาหาร ซึ่งเป็นการเปลี่ยนความเชี่ยวชาญจากการทำวิจัยในระดับปริญญาโทและงานวิจัยที่ทำอยู่ในช่วงปฏิบัติงานที่มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ เนื่องจากมองเห็นว่า พื้นที่ภาคใต้ที่มหาวิทยาลัยตั้งอยู่มีวัตถุดิบน้ำมันและไขมันเป็นจำนวนมาก ประกอบกับประเทศไทยมีนักวิจัยที่ทำงานด้านไขมันในอาหารจำนวนน้อย จึงน่าจะเป็นโอกาสอันดีในการนำความรู้กลับมาพัฒนาประเทศ 

    ในระหว่างการศึกษาระดับปริญญาเอกนั้น รองศาสตราจารย์ ดร.วรวรรณ ได้รับโอกาสให้ไปฝึกอบรมทางด้านเทคโนโลยีนาโน (Nanotechnology) จากผู้เชี่ยวชาญทางด้านนี้เป็นเวลา 3 เดือน จึงนำความรู้ที่ได้มาประยุกต์ใช้ในการทำวิจัยขั้นสูง ส่งผลให้สามารถผลิตงานวิจัยที่มีคุณภาพ ทำให้ได้รับรางวัล Honored Student Awards 2013 จาก American Oil Chemists’ Society (AOCS) ซึ่งเป็นองค์กรที่ทำงานด้านไขมันและน้ำมันที่ใหญ่ที่สุดในโลก โดยรางวัลดังกล่าวจะมอบให้แก่นักศึกษาระดับปริญญาเอกที่มีผลงานวิจัยโดดเด่นด้านไขมันและน้ำมัน นอกจากนี้ AOCS Biotechnology Division ยังได้มอบรางวัล 2013 2nd student paper competition Award จากผลงานวิจัยเรื่อง “Improved acylation of phytosterols catalyzed by Candida antarctica lipase A with superior catalytic activity” ให้อีกด้วย ทั้งยังได้ร่วมเขียน Book Chapter จำนวน 2 บท ในหนังสือด้านไขมันจากสำนักพิมพ์ AOCS 

    เมื่อสำเร็จการศึกษาในระดับปริญญาเอกในปี พ.ศ. 2556 รองศาสตราจารย์ ดร.วรวรรณ ได้กลับมาปฏิบัติงานที่มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ โดยมีความมุ่งมั่นในการทำวิจัยและการสอนด้านไขมันและโปรตีนในอาหาร ซึ่งเป็นการบูรณาการองค์ความรู้จากการทำวิจัยทั้งในระดับปริญญาโทและปริญญาเอกเข้าด้วยกัน ทั้งยังมุ่งเน้นพัฒนานักวิจัยด้านไขมันและโปรตีนในอาหาร จึงมีนักศึกษาระดับบัณฑิตศึกษาทั้งการเป็นอาจารย์ที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์หลักและอาจารย์ที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์ร่วมกว่า 20 คน รวมทั้งเป็นผู้ร่วมก่อตั้งหน่วยวิจัยอาหารเพื่อสุขภาพ ซึ่งต่อมาได้ถูกยกระดับเป็นศูนย์ความเป็นเลิศด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมอาหารในปี 2560 

    รองศาสตราจารย์ ดร.วรวรรณ ได้รับทุนสนับสนุนการทำวิจัยจากแหล่งทุนภายนอกทั้งในฐานะผู้วิจัยหลักและผู้ร่วมวิจัยกว่า 30 โครงการ ซึ่งหลายโครงการได้ทำงานอย่างใกล้ชิดร่วมกับภาคเอกชน เพื่อมุ่งเน้นการนำผลงานวิจัยไปใช้ประโยชน์ และยังได้นำองค์ความรู้ไปบริการวิชาการแก่ผู้ประกอบการอาหารในพื้นที่จังหวัดนครศรีธรรมราชและภาคใต้ เช่น บริษัท ช โปรเซสซิ่งฟู๊ด จำกัด บริษัท ช เกษตรรุ่งเรือง จำกัด บริษัท เซโกฟาร์ม จำกัด กลุ่มนาข้าวแซมดิน กลุ่มวิสาหกิจชุมชนเครื่องดื่มสมุนไพรโพธิ์เสด็จ และกลุ่มทำนาบ้านเพิง เป็นต้น รวมทั้งเป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิตรวจประเมินโครงการวิจัยและบทความวิจัย เพื่อตีพิมพ์ในวารสารวิชาการระดับชาติและนานาชาติจำนวนมาก 

    จากผลงานวิจัยที่ทำให้ได้ประโยชน์ในแง่ของผลงานทางวิชาการและการก้าวเข้าสู่ตำแหน่งทางวิชาการที่สูงขึ้นแล้ว รองศาสตราจารย์ ดร.วรวรรณ ยังได้เรียนรู้หลายอย่างจากการทำงานวิจัย 

    ประการที่ 1 เรียนรู้การวางแผนงาน เริ่มตั้งแต่การมองหาแหล่งทุนวิจัย การเขียนข้อเสนอโครงการให้ตรงกับความต้องการของแหล่งทุน และการวางแผนดำเนินโครงการหลังจากที่ได้รับทุนวิจัย โดยรองศาสตราจารย์ ดร.วรวรรณ ได้ยกตัวอย่างการมองหาแหล่งทุนวิจัยก่อนที่จะสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาเอก โดยเลือกที่จะเสนอขอทุนพัฒนาศักยภาพอาจารย์รุ่นใหม่ ของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) เป็นทุนแรก เนื่องจาก สกว. เป็นแหล่งทุนวิจัยขนาดใหญ่ของประเทศ ที่สำคัญการได้รับทุนพัฒนาศักยภาพอาจารย์รุ่นใหม่ และมีผลการวิจัยในระดับที่ดี จะส่งผลต่อการได้ทุนที่สูงขึ้นจาก สกว. เช่น ทุนโครงการปริญญาเอกกาญจนาภิเษก (คปก.) 

    ดังนั้น หลังจากที่อาจารย์สอบป้องกันวิทยานิพนธ์เสร็จ 1 สัปดาห์ ได้กลับมารายงานตัว เพื่อทำงานต่อที่มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ และเพื่อให้ทันกำหนดเวลาในการขอทุน ซึ่งขณะที่อยู่ต่างประเทศได้คิดหัวข้อและสืบค้นหาข้อมูลสำหรับการเขียนข้อเสนอโครงการเตรียมไว้ล่วงหน้า ดังนั้น การขอทุนวิจัยครั้งแรกนี้ จึงใช้เวลาเขียนข้อเสนอโครงการสั้นที่สุดในชีวิต ในที่สุดก็ได้รับการจัดสรรทุนดังกล่าว ส่งผลให้ผ่านการประเมินคุณสมบัติทุน คปก. รุ่นที่ 21 ตามที่ได้วางแผนไว้ 

    ประการที่ 2 เรียนรู้การบริหารจัดการอย่างเป็นระบบ รองศาสตาจารย์ ดร.วรวรรณ เล่าว่า การทำวิจัยนั้นต้องมีความรับผิดชอบต่อแหล่งทุน จึงจำเป็นต้องมีการบริหารจัดการที่ดี ตั้งแต่การบริหารจัดการคน (ผู้ช่วยวิจัย) การบริหารโครงการวิจัย และการบริหารเงินทุน เพื่อให้งานวิจัยสำเร็จตามเป้าหมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากต้องทำงานวิจัยหลายๆ เรื่อง และสอนนักศึกษาทั้งในระดับปริญญาตรีและบัณฑิตศึกษาไปพร้อมกัน ดังนั้น การทำวิจัยที่ดีจึงต้องมีการบริหารจัดการที่ดีเข้ามาเกี่ยวข้อง 

    ประการที่ 3 เรียนรู้เรื่องความอดทน เรื่องนี้เป็นสิ่งที่ รองศาสตราจารย์ ดร.วรวรรณ ไม่คิดว่าจะได้เรียนรู้จากงานวิจัย โดยอาจารย์ได้เล่าให้ฟังว่า ขณะที่กำลังตั้งครรภ์ลูกคนที่ 2 ได้ทำวิจัยเรื่อง “การพัฒนาผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มกึ่งสำเร็จรูปเพื่อสุขภาพจากข้าวไข่มดริ้น: ข้าวพันธุ์พื้นเมือง จ.นครศรีธรรมราช” ซึ่งมีการติดตามความก้าวหน้าของงานทุก 2, 6 และ 12 เดือน จึงจำเป็นต้องทำรายงานและวิเคราะห์ผลตลอดเวลา หลังจากที่คลอดลูกแล้ว 1 สัปดาห์ ก็ต้องไปนำเสนอรายงานความก้าวหน้าแบบปากเปล่า นับได้ว่า เป็นงานวิจัยที่ต้องใช้ความอดทนและมานะพยายามสูงที่สุด 

    อย่างไรก็ตาม ผลจากความทุ่มเทในการทำโครงการวิจัยนี้ ส่งผลให้ผลงานวิจัยเรื่องดังกล่าวได้รับการคัดเลือกจากสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ให้ผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มจากข้าวไข่มดริ้น “ชาข้าวแซมดิน” เป็น 1 ใน 6 ผลงานที่ได้รับเกียรติให้เข้าร่วมแสดงนิทรรศการผลงานวิจัย และจัดผลิตภัณฑ์นวัตกรรมนี้เป็นของที่ระลึกในการประชุมสภานโยบายวิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ ครั้งที่ 1/2560 ณ ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล โดยมีพลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานสภานโยบายวิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ เป็นประธาน รวมทั้งได้จัดแสดงในงานมหกรรมการวิจัยแห่งชาติ 2560 (Thailand Research Expo 2017) และเข้าร่วมการเสวนาในหัวข้อ “การเพิ่มมูลค่าข้าวพันธุ์พื้นเมือง” ณ เวที Highlight stage อีกด้วย 

    ล่าสุดงานวิจัยเรื่องนี้ ยังได้รับการคัดเลือกให้เป็นผลงานวิจัยเด่นในทุนวิจัยมุ่งเป้าของกลุ่มเรื่องเทคโนโลยีอุตสาหกรรมเพื่อวิสาหกิจชุมชนขนาดกลางและขนาดย่อม ซึ่งได้รับเชิญให้ไปจัดแสดงในการประชุมวิชาการ “แผนยุทธศาสตร์สนับสนุนทุนวิจัยและการใช้ประโยชน์จากงานวิจัยเพื่อพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) ทั้งระบบ” เมื่อวันที่ 26 กรกฎาคม 2561 ที่ผ่านมา ณ โรงแรมพูลแมน คิง เพาเวอร์ กรุงเทพ 

    ประการที่ 4 เรียนรู้เพิ่มเติมตลอดเวลา นับตั้งแต่การเริ่มเขียนข้อเสนอเพื่อขอรับการสนับสนุนทุนวิจัย จำเป็นต้องสืบค้นข้อมูลต่างๆ เพื่อนำมาใช้อ้างอิง สนับสนุนแนวคิดและวางแผนการทำวิจัย จนถึงผลการทำวิจัยที่ได้องค์ความรู้ใหม่ๆ ทำให้เกิดการศึกษาและความรู้เพิ่มเติมตลอดเวลา 

    ประการที่ 5 เรียนรู้การคิดเชิงสร้างสรรค์ รองศาสตราจารย์ ดร.วรวรรณ เล่าว่า การขอทุนสนับสนุนการวิจัยโดยเฉพาะจากแหล่งภายนอกจำเป็นต้องเสนอเรื่องที่น่าสนใจและเป็นเรื่องใหม่ และเป็นเรื่องที่เราเชี่ยวชาญ แต่ที่สำคัญที่สุดคือ หัวข้อต้องมีความสร้างสรรค์ ซึ่งเป็นที่มาของการได้รับรางวัลการเขียนข้อเสนอโครงการนวัตกรรม “ระดับดีมาก” และผลงานนวัตกรรม “ระดับเหรียญเงิน” จากผลงานเรื่อง “เจลทำความสะอาดมือเพื่อกำจัดกลิ่นคาวปลาและอาหารทะเล” ในกลุ่มอาหารและผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ (Food and Health Products) จากการประกวดนวัตกรรมสายอุดมศึกษาปี 2561 ในงาน มหกรรมการวิจัยแห่งชาติ 2561 ซึ่งจัดโดยสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ระหว่างวันที่ 9-12 สิงหาคม 2561 ณ โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ และบางกอก คอนเวนชันเซ็นเตอร์ เซ็นทรัลเวิลด์ กรุงเทพฯ โดยได้รับรางวัลจาก ดร.กอบศักดิ์ ภูตระกูล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี 

    ประการสุดท้าย คือ สร้างความร่วมมือทั้งในวงวิชาการและภาคเอกชน การทำงานวิจัยทำให้ รองศาสตราจารย์ ดร.วรวรรณ มีโอกาสพบปะพูดคุยกับบุคคลต่างๆ ทั้งในแวดวงวิชาการ ภาครัฐ และภาคเอกชน ซึ่งนำไปสู่การสร้างความร่วมมือด้านการวิจัย และการทำโครงการวิจัยร่วมกันหลายโครงการ 

    “การทำวิจัยทำให้เกิดการเรียนรู้อย่างไม่มีที่สิ้นสุด และงานวิจัยพื้นฐาน (Basic Research) มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการนำผลงานวิจัยไปสู่การใช้ประโยชน์ และนำพาประเทศไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน นอกเหนือจากการพัฒนาตนเองและนักศึกษา” รองศาสตราจารย์ ดร.วรวรรณ พันพิพัฒน์ กล่าวในตอนท้าย 

    ประวัติและผลงาน 

    สมพร อิสรไกรศีล ส่วนสื่อสารองค์กร เรียบเรียง


    • วันที่ส่งข่าว – 11/09/2561
    • หน่วยงานผู้ส่งข่าว – ส่วนสื่อสารองค์กร