Category: ข่าวเด่น

  • ม.วลัยลักษณ์ ขอแสดงความยินดีกับนักวิจัยที่ได้รับทุนเพื่อสนับสนุนงานวิจัยในโครงการ “IP Audit”

    ม.วลัยลักษณ์ โดย อุทยานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ขอแสดงความยินดีกับนักวิจัยที่ได้รับทุนเพื่อสนับสนุนงานวิจัยในโครงการ “IP Audit” เป็นเงิน 50,000 บาทต่อทุน  จำนวน 7 ทุน  เพื่อเป็นการยกระดับและต่อยอดงานวิจัยให้สามารถนำไปใช้ในเชิงพาณิชย์ได้
             

    ทุนสนับสนุนงานวิจัยในครั้งนี้แบ่งเป็น 2 ประเภท คือ

    1) ทุนต่อยอดเทคโนโลยี มีนักวิจัยได้รับทุนสนับสนุนจำนวน 3 ทุน ได้แก่ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ลัคนา พิมพ์จันทร์ สำนักวิชาพหุภาษาและการศึกษาทั่วไป งานวิจัย “เครื่องยิงเทนนิส”  รองศาสตราจารย์ ดร.หมุดตอเล็บ หนิสอ สำนักวิชาวิทยาศาสตร์ งานวิจัย “การสกัดเคอร์คูมินอยด์ปริมาณสูงจากเหง้าของขมิ้นชันด้วยคลื่นไมโครเวฟ”   และศาสตราจารย์ ดร.วรรณา ชูฤทธิ์ รองอธิการบดีฝ่ายวิจัยและบริการสังคม งานวิจัย “กัมมี่เยลลี่ฝรั่งเสริมวิตามินบี 12 จากการหมักด้วย Lactobacillus plantarum WU-P19”

    2) ทุนจัดทำต้นแบบผลงานวิจัย มีนักวิจัยได้รับทุนสนับสนุนจำนวน 4 ทุน ได้แก่ อาจารย์ วาลุกา เอมเอก บัณฑิตวิทยาลัย งานวิจัย  “การพัฒนาผลิตภัณฑ์จากน้ำยางพาราเพื่อเป็นของใช้ในชีวิตประจำวัน”  รองศาสตราจารย์ ดร. กฤษณะเดช เจริญสุธาสินี สำนักวิชาวิทยาศาสตร์ งานวิจัย “นวัตกรรมจอภาพความละเอียดสูงบนคลาวด์สำหรับงานติดตามและจัดการ Big Data”  และรองศาสตราจารย์ ดร.จิตรบรรจง ตั้งปอง สำนักวิชาสหเวชศาสตร์ งานวิจัย “การพัฒนาผลิตภัณฑ์นาโนเจลต้านสิวและนาโนซีรั่มยับยั้งเอนไซม์ไทโรชินเนสจากสารสกัดเปลือกสุก กล้วยหอมทอง” และงานวิจัย  “การพัฒนาผลิตภัณฑ์ต้านสิวและยับยั้งเอนไซม์ไทโรซินเนสจากสารสกัดสมุนไพรเปลือกมังคุดสุก”

             

    ทั้งนี้  ผู้สนใจสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่

    • ฝ่ายบริหารจัดการทรัพย์สินทางปัญญาและถ่ายทอดเทคโนโลยี
    • อุทยานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์
    • เว็บไซด์ https://sciencepark.wu.ac.th/tlo/ 
    • โทรศัพท์ 075-672927, 075-673575

     

    ที่มา: https://www.wu.ac.th/th/news/17952

  • Value-Added Nipa Palm at Kanabnak Community, Pakpanang River Basin, Nakhon Si Thammarat Province Moving Toward Sustainable Development Goals–SDGs

    Value-Added Nipa Palm at Kanabnak Community, Pakpanang River Basin, Nakhon Si Thammarat Province Moving Toward Sustainable Development Goals–SDGs

    Nipa Palm is the traditional plantation of Pakpanang River Basin at Nakhon Si Thammrat. which is valuable and beneficial for the local community economy and conservation in the region. The main products obtained from nipa palm forest that generates income can be divided into 2 parts: 1) Sap products which can be processed into molasses granulated sugar, syrup and vinegar. 2) Products from other parts of nipa palm, such as leaves and stems, which can be used to make roofs and cigarette rolling papers. It was found that most of the communities earn 90-130 USD/day from palm sugar production. Khanap Nak community is a coastal community with large amounts of nipa palm in the area. The income of people relies on making nipa palm products for primary and supplementary income. Recently, there are 476 households planting Nipa Palm around 4,576 Rai. Researchers from Walailak University have studied for a decade to develop the Nipa palm farmers in various dimension. In 2019, Assistant Prof. Dr. Rungrawee Jitpakdee and team have studies on Sustainable upgrading and developing local wisdom of Nipa Palm at Pak Panang River Basin for creating creative products toward commercial marketing. Our team develop Nipa Palm farmer in every chain including 1) developing of food supplementary Nipa palm vinegar tablet from Nipa palm vinegar, 2) studying of local food identity and nutritional values from Nipa Palm forest, 3) designing craft products from Nipa Palm 4) developing potential of local community and their network of local wisdom of Nipa Palm 5) Marketing Channels of Nipa Palm Resources. Therefore, this research project can achieve SDGs for local community in Kanabnak and other areas at Panang River Basin.

    Inventors:
    Assistant Prof. Dr. Rungrawee Jitpakdee is the head of the research project and 4 heads of sub-projects including Assistant Prof. Dr. Wiyada Kwanhian, Ajarn Pavit Tansakul, Ajarn Prachya Kritsanaphan, and Asistant Prof. Bootaree Chanklap.
    School of Management,
    Walailak University, Thasala, Nakhon Si Thammarat 80160

    Research Funding:
    Thailand Science Research and Innovation Fund Under Area Based Research matching fund with Institute of Research and Innovation of Walailak University.

    Award:
    Non, It is just to be praised as the distinctive Area Based Research of Walailak University to be high impact for community.

    WebPage:
    Web: https://management.wu.ac.th/

    Related Link:
    Facebook: https://www.facebook.com/Walailak-University-Social-Engagement-573324809746748/

    ที่มา: https://www.wu.ac.th/th/knowledge/detail/1054

  • เปิดคู่มือเสนอโครงการ 4 แสนล้าน กรอบนโยบายฟื้นฟู ศก.ประเทศ สภาพัฒน์แจง 5 ขั้นตอน พ่วงตัวอย่างแผนงานที่ 3.2

    เปิดคู่มือเสนอโครงการ 4 แสนล้าน กรอบนโยบายฟื้นฟู ศก.ประเทศ สภาพัฒน์แจง 5 ขั้นตอน พ่วงตัวอย่างแผนงานที่ 3.2

    เปิดคู่มือเสนอโครงการ 4 แสนล้าน “กรอบนโยบายการฟื้นฟูเศรษฐกิจของประเทศในด้านต่างๆ” หลัง “สภาพัฒน์” เชิญหน่วยงานแจงขั้นตอนการจัดทำ-เสนอโครงการ 5 ขั้นตอนจัดทำแผนข้อเสนอโครงการ-กลั่นกรองดำเนินการระดับจังหวัด ผ่านองค์กรเอกชน-มูลนิธิ-กองทุนหมู่บ้าน-วิสาหกิจชุมชน พร้อมเสนอฉบับสมบูรณ์พิจารณากลั่นกรองชงเจ้ากระทรวง-ครม.รับพิจารณาได้ 21 ก.ค.นี้ เผยตัวอย่างโครงการการภายใต้แผนงานที่ 3.2

    วันนี้ (26 พ.ค.) มีรายงานจากสำนักงานสภาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือสภาพัฒน์ เปิดเผยว่า ในการประชุมชี้แจงกรอบนโยบายการฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคม ให้แก่หน่วยราชการทั่วประเทศ วานนี้ (25 พ.ค.) ของคณะกรรมการกลั่นกรองการใช้จ่ายเงินกู้ ตามมาตรา 7 ของพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหา เยียวยา และฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคม ที่ได้รับผลกระทบจากการระบาด ของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 “โควิด-19” พ.ศ. 2563” กรอบนโยบายการฟื้นฟูเศรษฐกิจของประเทศในด้านต่างๆ วงเงิน 400,000 ล้านบาท

    ทั้งนี้ มีการเสนอคู่มือการเสนอโครงการ กรอบนโยบายการฟื้นฟูเศรษฐกิจของประเทศในด้านต่างๆ รวมถึงขั้นตอนการจัดทำและเสนอโครงการภายใต้แผนงาน 3.2 ที่ประกอบไปด้วย สนับสนุนให้เกิดการจ้างานในท้องถิ่นชุมชน การนำแนวคิดเศรษฐกิจสร้างสรรค์และการท่องเที่ยวใช้ การปรับตัวเพื่อรองรับการท่องเที่ยวตามวิถีใหม่ ความต้องการของประชาชนในพื้นที่อย่างยั่งยืน ลดช่องว่าง สร้างมูลค่าเพิ่มในห่วงโซ่คุณค่า ฯลฯ มีขั้นตอนดังนี้

    ในขั้นตอน “การจัดทำข้อเสนอโครงการ” ให้ส่วนราชการ/องค์กร/มูลนิธิ/กองทุนหมู่บ้าน/วิสาหกิจชุมชน ในจังหวัดจัดทำโครงการตามแบบฟอร์มที่กำหนด กรณีหน่วยงาน/องค์กรที่ไม่ใช่หน่วยงานรัฐ จะต้องเสนอโครงการผ่านหน่วยงานรัฐที่มีภารกิจสอดคล้องกัน เช่น สหกรณ์ เสนอผ่าน สำนักงานสหกรณ์จังหวัด เพื่อรวบรวม และเสนอต่อคณะกรรมการบริหารงานจังหวัดแบบบูรณาการ (ก.บ.จ.)

    โดยข้อเสนอโครงการ ควรได้รับความเห็นชอบจากประชาชนในพื้นที่ และสอดคล้องกับแผนหมู่บ้าน/ ชุมชน แผนความต้องการของ อำเภอ แผนพัฒนาจังหวัด”

    สำหรับหน่วยงานราชการในจังหวัดผู้เสนอโครงการ พิจารณารวบรวมโครงการที่มีลักษณะเดียวกัน และมีหลายพื้นที่ดำเนินการให้จัดทำรวมเป็นโครงการเดียวกัน เช่น โครงการพัฒนาแหล่งน้ำชุมชน จังหวัด… มีพื้นที่ดำเนินการ รวม… หมู่บ้าน เป็นต้น

    ขั้นตอน “การกลั่นกรอง และดำเนินการระดับจังหวัด” คณะกรรมการบรหิารงานจังหวัด แบบบูรณาการ (ก.บ.จ.) ซึ่งเป็น กลไกการมีส่วนร่วมจากภาคส่วน ต่างๆ ในจังหวัด จัดประชุม พิจารณากลั่นกรองโครงการ โดยดำเนินการดังนี้ พิจารณากลั่นกรองข้อเสนอ โครงการตามศักยภาพ/ปัญหา ของพื้นที่และเป็นไปตามหลักเกณฑ์การจัดทำโครงการ (Do-Don’t), จำแนกประเด็นการพัฒนา/ประเภทโครงการ (เช่น เกษตรกรรมตามแนวทฤษฎีใหม่/เกษตรผสมผสาน ท่องเที่ยวชุมชน/ท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ พัฒนาผลติภัณฑ์ และส่งเสริมการตลาด แหล่งน้ำชุมชน โครงสร้างพื้นฐาน ชุมชน เป็นต้น) พร้อมจัดลำดับความสำคัญ, จัดลำดับความสำคัญของโครงการในแต่ละประเภท

    “ให้หน่วยงานของรัฐ ผู้เสนอโครงการรับประเด็นข้อสังเกตของที่ประชุม (ถ้ามี) ไปปรับปรุงโครงการให้แล้วเสร็จโดยเร็วและเสนอจังหวัดเพื่อรวบรวมต่อไป และให้จัดส่งโครงการ และกลั่นกรองโครงการเบื้องต้น ให้ผู้ว่าราชการจังหวัดจัดส่งโครงการที่ผ่านกระบวนการ แล้วส่งมายังสภาพัฒน์ภายในวันศุกร์ที่ 5 มิถุนายน 2563 โดยสภาพัฒน์ จะได้จัดทำความเห็นโครงการ และประสานกลับไปยังจังหวัด ภายในวันพุธที่ 10 มิถุนายน 2563 โดยจังหวัดแจ้งความเห็นดังกล่าว แก่ส่วนราชการ/องค์กร/มูลนิธิ/กองทุนหมู่บ้าน/วิสาหกิจชุมชนที่เสนอโครงการต่อไป”

    ส่วนขั้นตอน “การเสนอโครงการฉบับสมบูรณ์” ส่วนราชการ/องค์กร/มูลนิธิ/กองทุนหมู่บ้าน/วิสาหกิจชุมชน ปรับปรุงโครงการให้สมบูรณ์มากยิ่งขึ้น ตามแบบฟอร์มที่กำหนด และจัดส่งหน่วยงานรัฐผู้เสนอโครงการ โดยหน่วยงานรัฐผู้เสนอโครงการ จัดส่งโครงการที่ปรับปรุงแล้ว ไปยังหน่วยงานต้นสังกัดเพื่อรวบรวมเสนอกระทรวง พร้อมทั้ง กรอกข้อมูลรายละเอียดข้อเสนอโครงการในระบบระบบติดตาม และประเมินผลแห่งชาติ (eMENSCR)

    ทั้งนี้ กระทรวงฯ จะเป็นหน่วยงานรวบรวมโครงการ ทั้งหมดจำแนกตามรายจังหวัด เป็นภาพรวมประเทศ และเสนอรัฐมนตรีเจ้าสังกัดพิจารณาให้ความเห็นชอบ โดยกระทรวงต้องส่งรายละเอียดโครงการ ที่ได้รับความเห็นชอบจากรัฐมนตรีเจ้าสังกัดแล้วให้ สภาพัฒน์ ภายในวันที่ 15 มิถุนายน 2563

    หมายเหตุ : การเสนอโครงการของ หน่วยงาน/องค์กรที่ไม่ใช่หน่วยงานของรัฐ (เช่น องค์กรเอกชน/มูลนิธิ/ กองทุนหมู่บ้าน/วิสาหกิจชุมชน) ให้ดำเนินการตามวิธีการที่กำหนดในเอกสารแนบท้าย

    สุดท้ายขั้นตอน “การพิจารณากลั่นกรอง” สภาพัฒน์และคณะอนุกรรมการกลั่นกรองเงินกู้ฯ พิจารณารายละเอียดโครงการให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 1 กรกฎาคม 2563 เพื่อเสนอผลการกลั่นกรองต่อคณะกรรมการเงินกู้เพื่อพิจารณาภายในวันที่ 14 กรกฎาคม 2563 ก่อนนำเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาให้ความเห็นชอบ ในวันที่ 21 กรกฎาคม 2563 ต่อไป

    ทั้งนี้ สภาพัฒน์ยังได้นำเสนอตัวอย่างโครงการภายใต้แผนงานที่ 3.2 ตามประเภทโครงการ เช่น เกษตรกรรมการตามแนวทฤษฎีใหม่/เกษตรผสมผสาน โครงการท่องเที่ยวชุมชน/ ท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ พัฒนาผลิตภัณฑ์ และส่งเสริมการตลาด แหล่งน้ำชุมชน โครงสร้างพื้นฐานของชุมชน เป็นต้น

    ข้อมูลเพิ่มเติม:
    การประชุมชี้แจงแนวทางการเสนอโครงการภายใต้กรอบนโยบายการฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ
    http://nscr.nesdc.go.th/loanact/?fbclid=IwAR1VenCXzko-wr8XIIzS34G_iagDjCpqjwA-ppLoYhiHoedx0cITLG4KcP4

    ที่มา:
    เปิดคู่มือเสนอโครงการ 4 แสนล้าน กรอบนโยบายฟื้นฟู ศก.ประเทศ สภาพัฒน์แจง 5 ขั้นตอน พ่วงตัวอย่างแผนงานที่ 3.2
    https://mgronline.com/politics/detail/9630000054676

  • Crab Bank: Social engagement project for the blue swimming crab restoration that links to international standard

    Crab Bank: Social engagement project for the blue swimming crab restoration that links to international standard

    Marine fishes and shellfishes are the important sources of protein and income, through fisheries, for number of people in Thailand, in particular those whom live along the coastlines. It is recognized that, nowadays, the marine fishery resources especially the Blue swimming crab (BSC) have become depleted due to high fishing pressure. The BSC is one of the most economic species of fishery industries in Thailand and exported worldwide, in which Thailand is the 5th largest exporter. Hence, the reduction in abundance of this shellfish is inevitably effect to the fishers and all the supply-chain sectors, which eventually effect to the country’s GDP from fishery products.

    Walailak University (WU) is located in Nakhon Si Thammarat and the academic service area corresponds the Southern of Thailand, where marine fishery is among the main occupation of the local people. From the needs assessment surveys and requests from the stakeholders in BSC fishery, in particular the fishers per se, Thai Frozen Foods Association, local crab-processing factories, Thai Food Processor Association and Department of Fisheries (DoF). WU has launched the academic project that aims to improve BSC stock and its fishery in the 2 main fishing grounds in Nakhon Si Thammarat and Surat Thani Provinces. The additional benefit of such project is an opportunity to get the certification on fishery improvement standard, i.e. Fishery improvement Projects (FIPs), which is advantage in order to prevent international trade wall and extend global markets for BSC products of Thailand.

    The project that launched by WU is called “Crab Bank”, which is the community engagement project to not only answer the social needs but also build partnership and strengthening stakeholder participation. This project is financial supported by various organizations, in particular National Research Council of Thailand, Agricultural Research Development Agency and Ministry of Science and Technology. The “Crab Bank” is the program on taking the caught gravid females BSC in the in rearing condition, allowing them to spawn and then releasing the zoea and young crabs back to the sea. Along with the “Crab Bank” project, number of scientific studies to assess the condition of the BSC stocks, evaluate the fishing habitat, and other relevant issues have also been conducted, which collaborate to the listed stakeholders and other academic institutes, i.e. other universities in Thailand, NFI crab council (USA), World Wildlife Fund and Marine Resources Assessment Group (MRAG). The scientific is now focusing in Bandon Bay, the biggest BSC fishing ground in the Gulf of Thailand.

    Training and knowledge sharing are the important processes to exchange information among stakeholders. The research findings related to crab restoration were discussed with stakeholders in several meetings at fishery community and DoF offices (Figure 1). The academic information about “Crab bank” operation was distributed to fishers who keen to be volunteer to the project. The evaluation of the fisher’s understanding about crab bank was also examined.

     

    Figure 1. Meeting to discuss and share research findings with experts and stakeholders from government and industrial sectors

     

    The total of 60 “Crab bank” were already constructed along coastal areas in Nakhon Si Thammarat and Surat Thani Pprovinces (Figure 2). At each bank, more than 10 fishers are involved. They not only act as committee, but also donors of gravid females crabs. This means that there are, at least, 600 fisher volunteers in these areas, which significantly increased comparing to before the project’s launching.

     

    Figure 2. Crab bank station was built in fisher community.

     

    This project per se was evaluated by both internal (grant agencies) and external (MRAG: UK) agencies. Baseline data of the projects were compared to the present data, i.e. after operating social engagement project. Impact pathways illustrate a clearly benefits of the project to social, environmental and economic dimensions (Figure 3).

     

    Figure 3. The impact pathways of crab restoration project.

     

    The societal impact related to sustainable development goals (SDG) of this project covered at least 5 topics which are life below water, decent work and economic growth, zero hunger, no poverty and partnerships for the goals. The short explanation of each topic is showed in following paragraph

     

    Figure 4. The improvement of Fishery improvement project (FIP) Scoring from C to A level.
    Source: https://fisheryprogress.org

     

    Figure 5. Stakeholder partnerships

     

    Inventor:
    Assist.Prof.Dr.Amonsak Sawusdee,
    School of Science,
    Walailak University, Thasala, Nakhon Si Thammarat 80160

    Research Fundings:
    – Full research scholarships supported by National research council of Thailand, Agricultural research development Agency and Ministry of science and technology

    Awards:
    – National award for academic services: good governance for better life, Awarded by Office of the Public Sector Development Commission
    – Service innovation, awarded by National Thai Research Council

    WebPage:
    Web: https://cas.wu.ac.th/
    Facebook: https://www.facebook.com/ธนาคารปูม้า-มวล-วช-1690478851056897/

    Related Link:
    Facebook: https://www.facebook.com/Walailak-University-Social-Engagement-573324809746748/

     

    ที่มา: https://www.wu.ac.th/th/knowledge/detail/1051

  • Integrated pest management for crop production: The Prototype Community

    Integrated pest management for crop production: The Prototype Community

    โครงการเกษตรปลอดภัยโดยชีววิธี นำโดย รศ.ดร.วาริน อินทนา มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ หัวหน้าโครงการ เป็นเทคโนโลยีการนำเชื้อราไตรโคเดอร์มาสายพันธุ์ NST-009 ที่มีประสิทธิภาพสูงในการควบคุมโรคพืชต่างๆทั้งยังนำเชื้อราบิวเวอร์เรียและเชื้อราเมธาไรเซียมมาควบคุมแมลงศัตรูพืช โดยการถ่ายทอดเทคโนโลยีกระบวนการขยายเชื้อราแต่ละชนิด การนำไปใช้ควบคุมศัตรูพืชให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด พร้อมทั้งหาแนวทางการลดต้นทุนและเพิ่มมูลค่าผลผลิตพืช สำหรับเกษตรกรจำนวน 120 ราย ครอบคลุมพื้นที่ 4 อำเภอของจังหวัดนครศรีธรรมราช ได้แก่ กลุ่มผู้ปลูกทุเรียน ต.ตลิ่งชัน อ.ท่าศาลา กลุ่มผู้ปลูกส้มโอ “ทับทิมสยาม” ต.คลองน้อย อ.ปากพนัง และกลุ่มผู้ปลูกมังคุด ต.บ้านเกาะ อ.พรหมคีรี และต.ลานสกา อ.ลานสกา

    Bio-agriculture Safe Project leads by Assoc. Prof. Dr. Warin Intana, Walailak University is a technology to apply a highly efficient Trichoderma NST-009 in controlling various plant diseases, also using Beaveraria and Metarhizium fungi to control pests. By transferring the technology of reproducing and effective utilizing of fungi, cost reduction and increasing of crop value to 120 farmers in the four districts of Nakhon Si Thammarat province. These include Durian growers in Taling Chan sub-district, Tha Sala district; Tub Tim Siam Pomelo Growers in Khlong Noi sub-district, Pak Phanang district; and Mangosteen Growers in Ban Ko subdistrict, Phrom Khiri district, and Lan Saka sub-district, Lan Saka district.

    Inventor:
    Assoc.Prof.Dr. Warin Intana,
    School of Agricultural Technology,
    Walailak University, Thasala, Nakhon Si Thammarat 80160

    Research Fundings
    – ​Full research scholarships supported by National research council of Thailand, Agricultural research development Agency and Ministry of Higher Education, Science, Research and Innovation.

    Awards:
    – The winner, National award for invention and innovation contest: GrowGuard4+ (Biocide OECD standard), Awarded by National Research Council of Thailand.
    – Very good award, research for society: Agricultural Microbial and Production Center, Awarded by Network of Research Universities for Local Southern Region.

    WebPage:
    – Web: https://act.wu.ac.th/
    – Facebook: https://www.facebook.com/ศูนย์ชีวินทรีย์-มวลัยลักษณ์-113413913407716/

    Related Link:
    – Facebook: https://www.facebook.com/Walailak-University-Social-Engagement-573324809746748/

    ที่มา: https://www.wu.ac.th/th/knowledge/detail/1052

  • ขอเชิญชวนส่งบทความเพื่อตีพิมพ์ในสารอาศรมวัฒนธรรมวลัยลักษณ์ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์

    ขอเชิญชวนส่งบทความเพื่อตีพิมพ์ในสารอาศรมวัฒนธรรมวลัยลักษณ์ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์

    สารอาศรมวัฒนธรรมวลัยลักษณ์ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ ขอเชิญชวนอาจารย์ นักวิชาการ และผู้ที่สนใจ ส่งบทความวิจัย หรือ บทความความวิชาการ ตีพิมพ์ในสารอาศรมวัฒนธรรมวลัยลักษณ์ ซึ่งมีกำหนดออกเผยแพร่ ปีละ 2 ฉบับ ได้แก่ ฉบับ ที่ 1 (เดือนมกราคม ถึง เดือนมิถุนายน) และ ฉบับ ที่ 2 (เดือนกรกฎาคม ถึง เดือนธันวาคม)

    สารอาศรมวัฒนธรรมวลัยลักษณ์ รับพิจารณาบทความวิชาการ บทความวิจัย และบทปริทัศน์หนังสือ ทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ โดยขอบเขตเนื้อหาทางวิชาการของสารอาศรมวัฒนธรรมวลัยลักษณ์ ครอบคลุมเนื้อหาเกี่ยวกับสหวิทยาการสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ทุกสาขา เช่น วัฒนธรรมศึกษา ภาษาและวรรณกรรม ศิลปกรรมศาสตร์ ศิลปะการแสดง ดนตรี นาฏศิลป์ จิตรกรรม ประวัติศาสตร์ โบราณคดี รัฐศาสตร์ รัฐประศาสนศาสตร์ สังคมวิทยาและมานุษยวิทยา ภาษาศาสตร์ ประชากรศาสตร์ เอเชียศึกษา และสาขาอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง

    การพิจารณาคุณภาพบทความที่ตีพิมพ์ลงวารสารจะต้องผ่านการพิจารณาและประเมินคุณภาพโดยผู้ทรงคุณวุฒิ (Peer review) อย่างน้อย 2 ท่าน/บทความ

    สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่
    กองบรรณาธิการสารอาศรมวัฒนธรรมวลัยลักษณ์
    https://so06.tci-thaijo.org/index.php/cjwu

  • Untitled post 12604

    Trichoderma asperellum bio-innovation NST-009

     

    Background and importance:

              Growing good quality crops with high quality to meet the market demand is the main target of farmers. But the main obstacle is the problem causing by pests. Practically, farmers prefer using chemicals because it is convenient to use and has good efficiency in pest control. However, it is known that the use of chemicals seriously harms to the natural balance of agriculture.
    The appropriate pest reduction is pest management using a combination of highly efficient chemical and biological methods. Therefore, Walailak University’s research team has studied the use of fungi in pest control. It was found that T. asperellum NST-009 is highly effective in controlling plant diseases. It can create many types of antibiotics that promote plant growth.
    It dissolves nutrients in the soil and also induced plants to build immunity. This fungal strain has been developed for further production as bio-pesticide to eliminate plant diseases that will make plant products of higher quality and safer for both farmers and consumers.  This innovation will greatly benefit the sustainability of agriculture in the country. As well as strengthening the economy in exporting safe plant products worldwide.

     

    นวัตกรรมชีวภัณฑ์เชื้อรา Trichoderma asperellum NST-009

     

    ที่มาและความสำคัญ :

    การปลูกพืชเพื่อให้ได้คุณภาพและปริมาณตามความต้องการของตลาดคือเป้าหมายหลักของเกษตรกร แต่อุปสรรคที่สำคัญคือปัญหาด้านศัตรูพืชเพราะสามารถทำให้พืชเกิดความเสียหายได้ ซึ่งเกษตรกรนิยมใช้สารเคมีเพราะใช้งานสะดวกและมีประสิทธิภาพดีในการกำจัดศัตรูพืช อย่างไรก็ตามเป็นที่ทราบกันดีว่าการใช้สารเคมีทำให้เสียสมดุลทางธรรมชาติเกษตรอย่างรุนแรง การลดปัญหาศัตรูพืชที่เหมาะสมคือการจัดการศัตรูพืชโดยวิธีผสมผสานระหว่างเคมีและชีวภาพที่มีประสิทธิภาพสูง ดังนั้นทีมนักวิจัยมของหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์จึงได้ศึกษาการใช้เชื้อราในการควบคุมศัตรูพืชได้เชื้อรา T. asperellum NST-009 ที่มีประสิทธิสูงทั้งการควบคุมโรคพืช สร้างสารปฏิชีวนะได้หลายชนิด ส่งเสริมการเจริญเติบโตของพืช ละลายธาตุอาหารในดิน ทั้งยังชักนำให้ต้นพืชสร้างภูมิคุ้มกันได้อีกด้วย ซึ่งได้นำมาพัฒนาต่อยอดผลิตเป็นชีวภัณฑ์กำจัดโรคพืชที่จะทำให้ผลผลิตพืชมีคุณภาพและมีความปลอดภัยยิ่งขึ้นต่อเกษตรกรและผู้บริโภค นวัตกรรมนี้จะเป็นประโยชน์อย่างมากต่อความยั่งยืนของการเกษตรในประเทศ ตลอดจนสร้างความเข้มแข็งด้านเศรษฐกิจในการส่งออกผลผลิตพืชที่ปลอดภัยสู่นานาประเทศ

    Technology:

              Researchers have discovered the fungus T. asperellum NST-009, a species that is isolated from the roots of the fern (Cyathea podophylla) collected from Khao Luang Mountain of Nakhon Si Thammarat province. A total of more than 2,000 species were investigated. It was found that
    NST-009 strain is highly effective in controlling plant diseases. The mechanism to destroy the plant pathogens is by mycoparasite and producing antibiosis. It found to promote plant
    growth promoting, dissolve nutrients and inducing plants immunity. It has been developed as an innovation of plant disease elimination products that have won the National Invention and Innovation Award 2020

     

    เทคโนโลยี :

    นักวิจัยได้ค้นพบเชื้อรา T. asperellum NST-009 ซึ่งเป็นสายพันธุ์ที่แยกได้จากรากเฟิร์นมหาสดำ (Cyathea podophylla) บนเทือกเขาหลวงจังหวัดนครศรีธรรมราช ผ่านการคัดเลือกจากกว่า 2,000 สายพันธุ์ จนได้สายพันธุ์ NST-009  ที่มีประสิทธิภาพสูงมากในการควบคุมโรคพืช โดยมีกลไกทำลายเชื้อราโรคพืชด้วยการกินเชื้อราโรคพืชเป็นอาหาร สร้างสารปฏิชีวนะได้หลายชนิด ส่งเสริมการเจริญเติบโตของพืช ละลายธาตุอาหารในดิน และชักนำให้ต้นพืชสร้างภูมิคุ้มกันได้ จึงได้นำมาพัฒนาต่อยอดเป็นนวัตกรรมชีวภัณฑ์กำจัดโรคพืชที่ได้รับรางวัลชนะเลิศสิ่งประดิษฐ์และนวัตกรรมแห่งชาติ ปี 2020

     

    Advantages / Pros:

    1. It has high efficiency of plant disease control and able to control a wide range of plant diseases such as root rot and shoot rot, white rubber root disease, damping-off of vegetables, anthracnose disease of capsicum and important diseases of rice etc.

    2.It Promotes plant growth and helps to dissolve trace elements that are beneficial to plants.
    3. It can naturally proliferate well in soil contaminated with agricultural chemicals.

    4. It grows fast and possesses different parts of plants well.

    5. It tolerates dry weather and high temperature.

     

    ข้อดี / จุดเด่น :

    1. ประสิทธิภาพการควบคุมโรคพืชสูง และสามารถควบคุมเชื้อราโรคพืชได้กว้างขวาง เช่น โรครากเน่าโคนเน่า โรครากขาวยางพารา โรคเน่าระดับดินของพืชผัก โรคแอนแทรคโนสของพริก และโรคสำคัญของข้าว เป็นต้น                                                                                                                 

    2. ส่งเสริมการเจริญเติบโตของต้นพืชและช่วยละลายธาตุที่เป็นประโยชน์ต่อต้นพืชได้ดี                                       

    3. เจริญเพิ่มปริมาณในดินที่ปนเปื้อนสารเคมีทางการเกษตรได้ดี                                                                       

    4. เจริญเติบโตเร็วและครอบครองส่วนต่างของต้นพืชได้ดี                                                                                   

    5. ทนต่อสภาพอากาศแล้งและอุณหภูมิสูง

     

    Intellectual Property Status:

    Innovation

     

    ประเภททรัพย์สินทางปัญญา :

    ผลงานนวัตกรรม

     

    For inquiries:

    Office of Intellectual Property and Technology Transfer

    Science and Technology Park Walailak University

    Tel 075-672927, http://ipdb.wu.ac.th

     

    สนใจสอบถามข้อมูล  

    สำนักงานทรัพย์สินทางปัญญาและถ่ายทอดเทคโนโลยี

    อุทยานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี  มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์

    โทร. 075-672927 , http://ipdb.wu.ac.th

     

    ที่มา: https://www.wu.ac.th/th/knowledge/detail/1055

  • ผศ.ดร.วรวุฒิ สมศักดิ์ : การเรียนทำให้คนทำงานได้ แต่กิจกรรมสอนให้คนทำงานเป็น

    ผศ.ดร.วรวุฒิ สมศักดิ์ : การเรียนทำให้คนทำงานได้ แต่กิจกรรมสอนให้คนทำงานเป็น

    ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. วรวุฒิ สมศักดิ์ รองคณบดีและอาจารย์ประจำหลักสูตรเทคนิคการแพทย์ สำนักวิชาสหเวชศาสตร์ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ ผู้ซึ่งเชื่อมั่นว่า การเรียนทำให้คนทำงานได้ แต่กิจกรรมสอนให้คนทำงานเป็น เพราะการตั้งใจศึกษาเล่าเรียนให้คุณค่าความเป็นคนเก่งในสายอาชีพ แต่การทำกิจกรรมเป็นการเรียนรู้ที่ทำให้สามารถทำงานและอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้

    วัยเด็ก ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. วรวุฒิ ศึกษาที่โรงเรียนสาธิต “พิบูลบำเพ็ญ” มหาวิทยาลัยบูรพา สำเร็จการศึกษาระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 และสอบเทียบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ศึกษาต่อระดับปริญญาตรีคณะเทคนิคการแพทย์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ต่อเนื่องไปจนจบระดับปริญญาเอก คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ระหว่างศึกษาอยู่นั้น ได้ทำกิจกรรมต่างๆ มากมาย อาทิ การทำหน้าที่สโมสรนักศึกษา ประธานชมรมดนตรีสากลและชมรมบาสเกตบอล นักบาสเกตบอลของมหาวิทยาลัย รวมทั้งนักดนตรีของ CMU band ทำให้มีโอกาสได้เล่นดนตรีที่ร้านอาหารเพื่อหารายได้เสริม และได้ทำในสิ่งที่ตนเองชอบนอกเหนือจากกีฬา

    เมื่อสำเร็จการศึกษา ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. วรวุฒิ มีโอกาสทำงานเป็นนักวิจัยที่ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช) จ.ปทุมธานี โดยได้ทำงานร่วมกับนักวิจัยระดับประเทศและต่างประเทศด้านมาลาเรียเป็นเวลาเกือบ 2 ปี ทำให้ได้พัฒนาทักษะด้านกระบวนการทำงานวิจัยและภาษา จากนั้นจึงได้รับการเชิญชวนให้ไปร่วมสอนและพัฒนาคณะเทคนิคการแพทย์ มหาวิทยาลัยเวสเทิร์น จังหวัดกาญจนบุรี ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของการเป็นอาจารย์อย่างเต็มตัว พร้อมๆ ไปกับการเป็นหัวหน้าสาขาวิชา และประธานพันธกิจด้านการวิจัยและบริการวิชาการ ทำให้ได้รับตำแหน่งทางวิชาการและนักวิจัยดีเด่นของมหาวิทยาลัยเวสเทิร์น จากนั้นอีกประมาณ 5 ปี จึงได้เข้ามาเริ่มต้นชีวิตที่จังหวัดนครศรีธรรมราช ในฐานะอาจารย์และผู้บริหารของสำนักวิชาสหเวชศาสตร์ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ จนถึงปัจจุบัน

    ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. วรวุฒิ เล่าให้ฟังเกี่ยวกับแรงบันดาลใจทั้งในฐานะอาจารย์และนักวิจัยว่า เป็นคำสอนที่ได้รับมาจากครอบครัว ที่ว่า “รู้จักหน้าที่” หน้าที่ของการเป็นอาจารย์ที่ดีคือ สอนให้นักศึกษาเป็นผู้รู้และประกอบอาชีพที่ดีได้ในอนาคต พร้อมทั้งสามารถต่อยอดความคิดและประยุกต์ใช้ความรู้ที่มีในการดำเนินชีวิตได้ ส่วนหน้าที่การทำงานวิจัย คือ การสร้างองค์ความรู้ใหม่ การต่อยอดองค์ความรู้เดิม และการสร้างสรรค์องค์ความรู้ให้กลายเป็นชิ้นงานที่สามารถนำมาใช้เพื่อการเปลี่ยนแปลงสิ่งต่างๆ ในทางที่ดีขึ้นได้ ซึ่งนำไปสู่การทำงานด้านบริการวิชาการซึ่งมีหน้าที่ต้องสร้างความเป็นหลักในถิ่นให้กับชุมชน สร้างชุมชนให้มีความเข้มแข็ง และแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่ชุมชนต้องเผชิญ

    ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. วรวุฒิ เป็นผู้มีความเชี่ยวชาญและสนใจด้านมาเลเรีย ชีวเคมี และพันธุศาสตร์โมเลกุล โดยมีผลงานวิจัยที่ได้รับการตีพิมพ์เผยแพร่ทั้งในวารสารระดับชาติและนานาชาติ 47 เรื่อง โดยเป็นผู้เขียนลำดับแรกถึง 19 เรื่อง นอกจากนี้ ยังมีผลงานวิจัยที่นำเสนอในที่ประชุมวิชาการทั้งระดับชาติและนานาชาติ 23 เรื่อง ขณะเดียวกัน ได้ไปนำเสนอบทความแบบปากเปล่า (oral presentation) 21 เรื่อง และโปสเตอร์ (poster presentation) อีก 21 เรื่อง

    “Academic entertainment” เป็นคำที่ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. วรวุฒิ ใช้อธิบายความเชี่ยวชาญและความชอบของตนเอง ว่า การสร้างงานวิชาการ การทำงานบริการวิชาการ และการเรียนการสอนต่างๆ ทั้งหมดอยู่บนพื้นฐานของคำว่า “วิชาการ” พร้อมกันนี้ได้นำ “ความสร้างสรรค์และความบันเทิง” เข้าไปผสมผสานด้วยเสมอ เพื่อให้ผลงานชิ้นนั้นเปรียบเสมือนภาพเขียนที่สวยงาม มีจินตนาการ แต่แฝงปรัชญาทางวิชาการด้วยเสมอ

    เมื่อพูดถึงแรงจูงใจในการทำงาน ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. วรวุฒิ เล่าว่า “ท้าทายตัวเอง” เป็นแรงจูงใจที่ใช้ เพื่อเติมไฟในการทำงานอยู่เสมอ ทุกครั้งเมื่อเดินทางไปถึงเป้าหมายของงานที่ตั้งไว้ ก็จะหาข้อท้าทายตัวเองใหม่ๆ เพื่อไปสู่เป้าหมายที่สูงขึ้นไปอีก ทำให้ต้องแสวงหาความรู้และเรียนรู้เพิ่มเติมอยู่เสมอ โดยมีคติที่ว่า การอยู่ท่ามกลางคนเก่งๆ เป็นสิ่งที่ดี การเป็นคนเก่งในหมู่คนเก่งเป็นสิ่งที่ดีกว่า แต่การเป็นตัวเองที่เก่งกว่าเมื่อวานเป็นสิ่งที่ดีที่สุด

    นอกจากนี้ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. วรวุฒิ ยังได้เล่าต่อถึงแนวทางในการทำงาน ไม่ว่าจะเป็นงานสอน งานวิจัย และบริการวิชาการ ซึ่งมีความเหมือนกันอยู่ 2 อย่าง ด้วยคำจำกัดความที่ว่า “น้อยแต่มาก ยากให้ง่าย” คือ ความมากในเนื้อหาและบริบทต่างๆ และมีความยากในการเข้าใจและเข้าถึง เพราะฉะนั้นเราต้องมองให้ออกถึงจุดมุ่งหมายของสิ่งที่กำลังทำในภาพใหญ่ เพื่อมองหาช่องทางให้เราสามารถลงมือทำเล็กน้อย แต่ได้ผลลัพธ์ที่มากในภาพย่อย นอกจากนี้เรายังต้องแปลงเรื่องที่ยากให้กลายเป็นเรื่องที่ง่ายให้ทุกคนเข้าใจ โดยอาศัยสิ่งที่เรียกว่า “ภาพจำ” คือ การสร้างภาพให้คนจดจำ เข้าถึงและฝังลึกในส่วนของสมองที่สามารถบันทึกและดึงข้อมูลเหล่านี้ออกมาใช้ได้เสมอ ซึ่งการมองเห็นทุกอย่างเป็นภาพจะทำให้เราเข้าใจอะไรได้ง่ายขึ้น

    “การใช้เวลาอย่างคุ้มค่า” ถือเป็นความสำเร็จและความภาคภูมิใจของ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. วรวุฒิ ที่สามารถใช้เวลา 24 ชั่วโมง เท่ากับคนอื่น แต่สามารถทำหน้าที่และบทบาทต่างๆ ได้มากกว่าคนอื่น ทั้งการสอนหนังสือ ทำงานวิจัยและบริการวิชาการ เป็นผู้บริหาร การทำหน้าที่สื่อสารองค์กรและสื่อช่องทางออนไลน์ รวมทั้งนักร้อง-ดนตรี ซึ่งหากใครสามารถเอาชนะการเดินของเวลาได้ คนนั้นก็จะได้ช่วงของเวลาที่มากกว่าคนอื่น รางวัลและการยอมรับต่างๆ จึงเป็นเพียงผลพลอยได้ที่ตามมาจากการทำหน้าที่บนพื้นฐานของการใช้เวลาอย่างคุ้มค่านั่นเอง โดยได้ตั้งเป้าหมายในอนาคตที่จะส่งเสริมลูกศิษย์ทุกคนให้ไปถึงฝั่งฝัน การมีตำแหน่งทางวิชาการสูงสุด และมีส่วนในการเป็นผู้บริหารระดับสูงที่สามารถผลักดันองค์กรให้ก้าวไปได้ไกล

    “การเรียนทำให้คนทำงานได้ แต่กิจกรรมสอนให้คนทำงานเป็น” การตั้งใจศึกษาเล่าเรียนให้คุณค่าของความเป็นคนเก่งในสายอาชีพได้ แต่ไม่ได้เป็นเครื่องรับรองว่าเราจะสามารถทำงานและอยู่ร่วมกับคนอื่นได้ ในชีวิตจริงนั้นมีปัจจัยต่างๆ ที่เกี่ยวข้องมากกว่าการมีความรู้ในสายอาชีพเพียงอย่างเดียว ซึ่งการทำกิจกรรมเป็นการสร้างบทบาทความเป็นผู้นำ-ผู้ตาม การยอมรับความจริง ความพ่ายแพ้ การยอมรับผู้อื่นและการยอมรับตัวเอง การเป็นนักกีฬาทำให้เราเป็นคนมีวินัย การควบคุมอารมณ์ การทำงานเป็นทีมเพื่อชัยชนะ และการยอมรับความพ่ายแพ้ ส่วนการเป็นนักร้อง-นักดนตรีจะช่วยพัฒนาความอ่อนโยน “เรียนดี กิจกรรมเด่น” จึงเป็นสิ่งที่เราควรฝึกฝนและพัฒนา ซึ่ง ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. วรวุฒิ สมศักดิ์ ได้ฝากเป็นข้อคิดสำหรับนักเรียนนักศึกษา ในตอนท้ายของการสนทนา

    ข้อมูลเพิ่มเติม: https://www.wu.ac.th/th/news/17882

  • ผลงานวิจัยด้าน Physical Sciences ของม.วลัยลักษณ์ ติดอันดับ 3 ของประเทศ จัดโดย Nature Index Ranking

    ผลงานวิจัยด้าน Physical Sciences ของม.วลัยลักษณ์ ติดอันดับ 3 ของประเทศ จัดโดย Nature Index Ranking

    ผลงานวิจัยตีพิมพ์ด้าน Physical Sciences ของมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ อยู่ในอันดับที่ 3 ของประเทศไทย จากการจัดอันดับล่าสุดของดัชนีวารสารชั้นนำระดับโลก Nature Index Ranking ส่วนผลงานภาพรวมอยู่ในลำดับที่ 6 ของประเทศ

    เมื่อเร็วๆนี้ เว็บไซต์ natureindex.com ได้เผยแพร่ข้อมูลการจัดอันดับจากดัชนีวารสารชั้นนำระดับโลก Nature Index Ranking ระหว่างวันที่ 1 มกราคม 2019 -31 ธันวาคม 2019 โดยมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ได้รับการจัดอันดับจาก Nature Index Ranking 2020 ด้าน Physical Sciences ให้อยู่ในอันดับที่ 3 ของประเทศไทย มีจำนวนบทความวิจัย Article Count (AC) = 2 และค่าความเป็นเจ้าของและผลงานวิจัย Fractional Count (FC) =1.03 เป็นผลมาจากการเผยแพร่งานวิจัยสำคัญเกี่ยวกับ Deformed Starobinsky model in gravity’s rainbow ในวารสาร European Physical Journal C ซึ่ง มีรองศาสตราจารย์ ดร. พงษ์พิชิต จันทร์นุ้ย เป็น First author และผลงานวิจัยเกี่ยวกับ Unification of inflation and dark matter in the Higgs–Starobinsky model ในวารสาร European Physical Journal C มีรองศาสตราจารย์ ดร.พงษ์พิชิต จันทร์นุ้ย เป็น Corresponding author เช่นเดียวกัน ทำให้ ม.วลัยลักษณ์อยู่อันดับที่ 3 ของมหาวิทยาลัยในประเทศไทยในด้าน Physical Sciences

    อย่างไรก็ตาม หากดูภาพรวมครอบคลุมทั้งในด้าน Physical Sciences, Life Sciences, Chemistry และ Earth & Environmental Sciences ผลปรากฎว่าในช่วงดังกล่าว มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ได้รับการจัดอันดับจาก Nature Index Ranking ให้อยู่ในอันดับที่ 6 ของประเทศไทย ซึ่งเป็นผลมาจากการเผยแพร่ 5 ผลงานวิจัยสำคัญ ดังนี้ 1) ผลงานวิจัยเกี่ยวกับ Deformed Starobinsky model in gravity’s rainbow เผยแพร่ในวารสาร European Physical Journal C โดยมี รองศาสตราจารย์ ดร. พงษ์พิชิต จันทร์นุ้ย เป็น First author
    2) ผลงานวิจัยเกี่ยวกับ Unification of inflation and dark matter in the Higgs–Starobinsky model ในวารสาร European Physical Journal C โดย รองศาสตราจารย์ ดร.พงษ์พิชิต จันทร์นุ้ย เป็น Corresponding author
    3) ผลงานวิจัยเกี่ยวกับ The First Observation of Hidden Hysteresis in an Iron(III) Spin‐Crossover Complex เผยแพร่ในวารสาร Angewandte Chemie International Edition โดยมี รองศาสตราจารย์ ดร.พิมผกา ฮาร์ดิง และรองศาสตราจารย์ ดร. เดวิด เจมส์ ฮาร์ดิง เป็น Corresponding author
    4) ผลงานวิจัยเกี่ยวกับ Metformin Inhibits Progression of Head and Neck Squamous Cell Carcinoma by Acting Directly on Carcinoma-Initiating Cells ในวารสาร Cancer Research โดยมี อาจารย์ ดร.ทพ.พนมวัฒน์ อมรพิมลธรรม เป็น Co-author และ
    5) ผลงานวิจัยเกี่ยวกับ 4E-BP1 Is a Tumor Suppressor Protein Reactivated by mTOR Inhibition in Head and Neck Cancer ในวารสาร Cancer Research ที่มี อาจารย์ ดร.ทพ.พนมวัฒน์ อมรพิมลธรรม เป็น Corresponding author

    ส่งผลให้ ม.วลัยลักษณ์อยู่อันดับที่ 6 ของมหาวิทยาลัยในประเทศไทย

    ทั้งนี้การที่ผลงานวิจัยตีพิมพ์ด้าน Physical Sciences ของมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ได้รับการจัดอันดับจาก Nature Index Ranking ให้อยู่ในอันดับที่ 3 ของประเทศไทย และผลงานภาพรวมอยู่ในลำดับที่ 6 ของประเทศแสดงให้เห็นถึงศักยภาพด้านงานวิจัยของมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ที่มีนโยบายก้าวไปสู่การเป็นมหาวิทยาลัยวิจัยสมบูรณ์แบบที่มีทั้งการวิจัยพื้นฐานเพื่อการเรียนการสอนและการวิจัยขั้นสูงในหลายสาขาที่เป็นที่ยอมรับทั้งในระดับชาติและนานาชาติ

    The 2020 tables are based on Nature Index data from 1 January 2019 to 31 December 2019.

    https://www.natureindex.com/annual-tables/2020/institution/academic/physical-sciences/countries-Thailand?fbclid=IwAR0LZa3xcad9_fVOEDQPX2l0f9jQ7pSLQmXomJJyzgvuNeMmoEFSnXRy_j8

    ข้อมูลเพิ่มเติม: https://www.wu.ac.th/th/news/17911

  • ขยายเวลาส่งผลงานเข้าร่วมนำเสนอในกิจกรรม Thailand Research Expo: Symposium 2020

    ด้วย สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ได้กำหนดจัดกิจกรรม Thailand Research Expo: Symposium 2020 ขึ้น ระหว่างงาน “มหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ ๒๕๖๓ (Thailand Research Expo 2020)” เพื่อเปิดโอกาสให้นักวิจัย นักวิชาการ และบัณฑิตศึกษา ได้นำเสนอผลงานในการประชุมทางวิชาการระดับประเทศ อันนำไปสู่ความก้าวหน้าทางการวิจัย การสร้างเครือข่ายทางวิชาการ และยกระดับผลงานวิจัยให้ได้มาตรฐาน

    ในการนี้ วช. ได้ขยายเวลาเปิดรับการส่งบทความผลงานวิจัย (จากเดิม 15 พ.ค. เป็น 5 มิ.ย.63) จึงขอเชิญชวนนักวิจัย นักวิชาการและบัณฑิตศึกษาในหน่วยงานของท่านได้รับทราบกิจกรรมและส่งผลงาน เข้าร่วมนำเสนอในกิจกรรม Thailand Research Expo: Symposium 2020 ทั้งในภาคการบรรยาย (Oral Presentation) และภาคโปสเตอร์ (Poster Presentation) ใน ๖ กลุ่มเรื่อง ดังนี้

    ๑. การวิจัยด้านการแพทย์ และสาธารณสุข      

    ๒. การวิจัยด้านสังคม ความมั่นคง พลังงานและสิ่งแวดล้อม

    ๓. การวิจัยด้านการศึกษา

    ๔. การวิจัยด้านศิลปวัฒนธรรม สถาปัตยกรรม และการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์

    ๕. การวิจัยด้านการเกษตรและเทคโนโลยีชีวภาพทางการเกษตร

    ๖. การวิจัยด้านการส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม วิสาหกิจชุมชน และวิสาหกิจเริ่มต้น

    โดยสามารถดูรายละเอียดได้จากคู่มือการส่งผลงาน ซึ่งผู้สนใจสามารถส่งผลงานได้ทางระบบอิเล็กทรอนิกส์ที่  https://researchexpo.nrct.go.th/main.php?filename=index_symposuim  ตั้งแต่บัดนี้ – 5 มิถุนายน 2563

    ประชาสัมพันธ์เชิญชวนส่งผลงาน โปรดคลิกคลิ๊ก