Category: งานวิจัยศูนย์ความเป็นเลิศ/สถานวิจัย

  • ม.วลัยลักษณ์ ร่วมกับ สกว. จัดกิจกรรมพัฒนากรอบโจทย์วิจัย เพื่อจัดทำร่างประกาศทุนวิจัยเชิงพื้นที่ ภายใต้โครงการ “การสร้างความมั่นคงทางอาชีพในพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนัง”

    ม.วลัยลักษณ์ ร่วมกับ สกว. จัดกิจกรรมพัฒนากรอบโจทย์วิจัย เพื่อจัดทำร่างประกาศทุนวิจัยเชิงพื้นที่ ภายใต้โครงการ “การสร้างความมั่นคงทางอาชีพในพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนัง”

    สถาบันวิจัยและพัฒนา มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ ร่วมกับ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) จัดกิจกรรมพัฒนากรอบโจทย์วิจัย เพื่อจัดทำร่างประกาศทุนวิจัยเชิงพื้นที่ ภายใต้โครงการ “การสร้างความมั่นคงทางอาชีพในพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนัง” ซึ่งเป็นทุนความร่วมมือระหว่างสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) และมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ เมื่อวันที่ 20-21 กุมภาพันธ์ 2560 ณ พื้นที่ลุ่มน้ำปากพนัง จังหวัดนครศรีธรรมราช ในการจัดกิจกรรมดังกล่าว ได้รับความกรุณาจากนักวิจัยพี่เลี้ยง คือ รองศาสตราจารย์.ดร.ก้าน จันทร์พรหมมา และ อาจารย์สุปราณี จงดีไพศาล ซึ่งทั้งสองท่านเป็นทีมนักวิจัยพี่เลี้ยงในพื้นที่ จาก สกว. พื้นที่ในการศึกษาแบ่งตามอาชีพของแต่ละพื้นที่ ได้แก่ การทำสวนส้มโอทับทิมสยาม ตำบลคลองน้อย  อาชีพการทำนาข้าว ตำบลขนาบนาก ตำบลปากแพรก ตำบลท่าพญา และตำบลบ้านเพิง  อาชีพการทำไร่จาก ตำบลขนาบนาก และ อาชีพการปลูกพืชผัก ในตำบลท่าซอม อำเภอหัวไทร จังหวัดนครศรีธรรมราช ซึ่งการพัฒนากรอบโจทย์วิจัยดังกล่าวเป็นการพัฒนากรอบโจทย์วิจัยถึง 4 เวทีภายใน 2 วัน นำโดย รองศาสตราจารย์ ดร.ชิตณรงค์ ศิริสถิตย์กุล รักษาการแทนรองอธิการบดีฝ่ายวิจัยและบริการสังคม ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ศราวุธ ปาลิโภชน์ รักษาการแทนผู้อำนวยการสถาบันวิจัยและพัฒนา นักวิจัยมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ และบุคลากรสถาบันวิจัยและพัฒนา โดยมีตัวแทนจากภาคส่วนราชการ และภาคเอกชนที่เกี่ยวข้องหมุนเวียนแลกเปลี่ยนเข้าร่วมเวที อาทิเช่น คุณศุภชัย อักษรวงศ์ ผู้แทนจากศูนย์อำนวยการและประสานการพัฒนาพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนัง ผู้แทนจากสำนักงานเกษตรและสหกรณ์จังหวัด เกษตรอำเภอปากพนัง เกษตรตำบล พัฒนากร องค์การบริหารส่วนตำบล ฯลฯ รวมทั้งเกษตรกร ซึ่งเป็นหัวใจหลักของการพัฒนากรอบโจทย์วิจัยดังกล่าว กระบวนการจัดเวทีที่เน้นการมีส่วนร่วมของเกษตรกรและมีกิจกรรมให้ได้ร่วมคิดร่วมทำส่งผลให้บรรยากาศทั้ง 4 เวที เต็มไปด้วยการแสดงความคิดเห็นในประเด็นสถานการณ์ของแต่ละอาชีพ ศักยภาพของเกษตรกร สภาพปัญหา และแนวทางการแก้ไขปัญหา ข้อมูลจากเกษตรกรและผู้เกี่ยวข้องสะท้อนให้เห็นถึงจุดเด่น และจุดที่ต้องพัฒนาเพิ่มเติมของแต่ละอาชีพชัดเจนมากขึ้น อย่างไรก็ดีข้อมูลที่ได้จากเวทีทั้ง 4 เวทีนั้น จะนำไปสู่การพัฒนาร่างประกาศรับข้อเสนอโครงการวิจัยเชิงพื้นที่ โดยการวิเคราะห์ให้สอดคล้องกับนโยบายการพัฒนาอาชีพของเกษตรกรในพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนัง ทั้งนี้ร่างประกาศรับข้อเสนอดังกล่าวจะได้รับข้อเสนอแนะเพื่อตีกรอบให้ชัดเจนและเกิดประโยชน์อย่างสูงสุดต่อเกษตรกรตามนโยบายไทยแลนด์ 4.0 จากผู้ทรงคุณวุฒิ และนักวิจัยที่เลี้ยงจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย ในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2560 และเข้าสู่กระบวนการจัดทำประกาศรับข้อเสนอโครงการวิจัยเชิงพื้นที่ต่อไป

    ภาพและข่าวโดย นางสาวสุจินดา ย่องจีน

  • ม.วลัยลักษณ์ จับมือ วช. จัดงาน “ตามรอยพ่อ สานต่อแนวทางลุ่มน้ำปากพนัง เมืองอู่ข้าว อู่น้ำ”

    ม.วลัยลักษณ์ จับมือ วช. จัดงาน “ตามรอยพ่อ สานต่อแนวทางลุ่มน้ำปากพนัง เมืองอู่ข้าว อู่น้ำ”

    มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) สำนักงานเกษตรและสหกรณ์การเกษตรจังหวัดนครศรีธรรมราช ศูนย์อำนวยการและประสานการพัฒนาพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนัง อันเนื่องมาจากพระราชดำริ หอการค้าจังหวัดนครศรีธรรมราช และศูนย์การค้าเซ็นทรัลพลาซา นครศรีธรรมราช จัดงาน “ตามรอยพ่อ สานต่อแนวทาง ลุ่มน้ำปากพนัง เมืองอู่ข้าว อู่น้ำ” เมื่อวันที่ 18-19 กุมภาพันธ์ 2560  ณ ลานกิจกรรมศูนย์การค้าเซ็นทรัลพลาซา นครศรีธรรมราช เพื่อเป็นการเผยแพร่ ประชาสัมพันธ์ผลงานวิจัยที่ดำเนินการในพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนังของมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ ตลอดจนสนองพระราชดำริในการพัฒนาและฟื้นฟูศักยภาพของพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนังให้สามารถกลับมาเป็นแหล่งผลิตทางเกษตรที่อุดมสมบูรณ์และชุมชนสามารถเลี้ยงตัวเองได้อย่างยั่งยืน และเป็นพื้นฐานการสร้างสังคมที่ผาสุกร่มเย็นของภาคใต้ต่อไป รวมถึงเป็นการประชาสัมพันธ์ให้บุคคลทั่วไปได้รู้จักข้าวพันธุ์พื้นเมืองและของดีอื่น ๆ จากพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนังอีกด้วย

    ได้รับเกียรติจาก นายดนัย เจียมวิเศษสุข รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช เป็นประธานเปิดงาน  รองศาสตราจารย์ ดร.สุรินทร์ ไหมศรีกรด รองอธิการบดีฝ่ายวิชาการและกิจการต่างประเทศ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง รองเลขาธิการคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ นางสาววาริน ชิณวงศ์ ประธานหอการค้าจังหวัดนครศรีธรรมราช หัวหน้าส่วนราชการ และผู้สนใจเข้าร่วมงาน

    สำหรับกิจกรรมในงานประกอบด้วย การสาธิตการประกอบอาชีพ การเสวนาทางวิชาการ ประเด็น ทิศทางการส่งเสริมและอนาคตเข้าพันธุ์พื้นเมืองจังหวัดนครศรีธรรมราช และการบรรยายในหัวข้อ แนวทางการพัฒนาแบรนด์แซมดินมุ่งเน้นสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับข้าว

    นอกจากนี้จัดให้มีการถ่ายทอดเทคโนโลยีจากโครงการวิจัยเพื่อชุมชน จำนวน 4 ผลงาน คือ เครื่องอบข้าวเปลือกด้วยไมโครเวฟผสมลมร้อน การพัฒนา Application เชื่อมโยงกับระบบ Smart Farming ในนาข้าวอินทรีย์ การพัฒนาบรรจุภัณฑ์เพื่อเพิ่มมูลค่าข้าวพันธุ์พื้นเมืองนครศรีธรรมราช และการพัฒนาชาต้นข้าวอ่อนชนิดผงพร้อมชง รวมทั้งการออกร้านจำหน่ายสินค้าของดีจากลุ่มน้ำปากพนัง

  • ประกาศผลผู้ชนะเลิศการประกวดออกแบบบรรจุภัณฑ์สำหรับใส่ข้าวสาร

    โครงการ การเพิ่มมูลค่าด้วย การจัดการนาข้าว เครื่องอบข้าวเปลือกและพัฒนาผลิตภัณฑ์ข้าวพันธุ์พื้นเมือง จังหวัดนครศรีธรรมราช ประกาศผลผู้ชนะเลิศการประกวดออกแบบบรรจุภัณฑ์สำหรับใส่ข้าวสาร ดังนี้

    รางวัลประกอบด้วย
    ประกอบด้วย เกียรติบัตร  และทุนการศึกษา
    – รางวัลชนะเลิศ          จำนวน 1 รางวัล         รางวัลละ   15,000  บาท
    – รางวัลรองชนะเลิศ     จำนวน 1 รางวัล         รางวัลละ   10,000  บาท
    – รางวัลชมเชย            จำนวน 1 รางวัล        รางวัลละ     3,000  บาท

    มีรายชื่อดังต่อไปนี้

    รางวัลชนะเลิศ
    นายจักรพันธุ์     เบญจวิญญู       สำนักวิชาสถาปัตยกรรมศาสตร์และการออกแบบ

    รางวัลรองชนะเลิศ
    นายฐปธน        เฉลิมพนาพันธ์    สำนักวิชาสถาปัตยกรรมศาสตร์และการออกแบบ

    รางวัลชมเชย
    นางสาวกชพร    รูปปัจจัย         สำนักวิชาสถาปัตยกรรมศาสตร์และการออกแบบ

    ติดต่อรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ 

  • นักวิชาการ ม.วลัยลักษณ์ พบเชื้อราไตรโคเดอร์มาสายพันธุ์ใหม่ NST-009 เตรียมนำไปช่วยเหลิอเกษตรกร ฟื้นฟูพืชหลังน้ำท่วม

    นักวิชาการ ม.วลัยลักษณ์ พบเชื้อราไตรโคเดอร์มาสายพันธุ์ใหม่ NST-009 เตรียมนำไปช่วยเหลิอเกษตรกร ฟื้นฟูพืชหลังน้ำท่วม


    นักวิชาการ ม. วลัยลักษณ์ พบเชื้อราไตรโคเดอร์มา สายพันธุ์ NST-009 แยกจากรากเฟิร์นมหาสดำบนเทือกเขาหลวง มีประสิทธิภาพสูง เตรียมนำลงช่วยเหลือเกษตรกรฟื้นฟูแปลงพืชที่ได้รับความเสียหายจากน้ำท่วม

    รองศาสตราจารย์ ดร.วาริน อินทนา อาจารย์ประจำสำนักวิชาเทคโนโลยีการเกษตร ในฐานะหัวหน้าหน่วยวิจัยพืชเขตร้อน ม.วลัยลักษณ์ เปิดเผยว่า ตนได้ค้นพบเชื้อราไตรโคเดอร์สายพันธุ์ท้องถิ่น ภายใต้ชื่อ Trichoderma harzianum สายพันธุ์ NST-009 ซึ่งเชื้อราสายพันธุ์นี้แยกได้จากรากเฟิร์นมหาสดำบนเทือกเขาหลวง และผ่านการคัดเลือกจากกว่า 2,000 สายพันธุ์ทั่วภาคใต้ มีประสิทธิภาพสูงมากในการควบคุมโรคพืช โดยมีกลไกทำลายเชื้อราโรคพืชด้วยการกินเชื้อราโรคพืชเป็นอาหาร สร้างสารปฏิชีวนะได้หลายชนิด ส่งเสริมการเจริญเติบโตของพืช และชักนำให้ต้นพืชสร้างภูมิคุ้มกันได้

    นอกจากนี้ยังมีข้อเด่นคือสามารถอาศัยในดินที่สะสมสารเคมีและมีความชื้นสูงได้ดีกว่าสายพันธุ์อื่นๆ โดยจากการวิจัยมากว่า 7 ปี หน่วยวิจัยฯ พบว่า เชื้อราสายพันธุ์นี้ควบคุมโรคพืชได้หลายชนิด เช่น โรครากเน่าโคนเน่าทุเรียน โรครากเน่าโคนเน่าพืชตระกูลส้ม โรคหน้ายางตายนึ่งและโรครากขาวยางพารา โรคเน่าระดับดินของพืชผัก โรคแอนแทรคโนสของพริก และโรคสำคัญของข้าว เป็นต้น ดังนั้นการเผยแพร่เชื้อราไตรโคเดอร์มาสายพันธุ์นี้สู่เกษตรกร คงจะช่วยป้องกันแก้ไขความเสียหายของต้นพืชหลังภาวะน้ำท่วมขังได้เป็นอย่างดี

    “จากภาวะอุทกภัย 2 ครั้งใหญ่ในภาคใต้ ทำให้พื้นที่การเกษตรใน จ.นครศรีธรรมราชเกิดความเสียหายอย่างหนักทั้งไม้ผล ไม้ยืนต้น พืชผักและนาข้าว ซึ่งมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์เป็นมหาวิทยาลัยในพื้นที่ จึงตระหนักและเห็นถึงความเดือดร้อนของเกษตรกร หน่วยวิจัยพืชเขตร้อนได้ลงพื้นที่วิเคราะห์ปัญหาและหาแนวทางช่วยเหลือเกษตรกรอย่างเร่งด่วน โดยจากการลงพื้นที่พบว่า ภาวะน้ำท่วมเป็นเวลานานทำให้ต้นพืชชะงักการเจริญเติบโต ต้นโทรมและยืนต้นตายในหลายพื้นที่ นอกจากนี้อาจเกิดการระบาดของเชื้อโรคพืชซ้ำเติมต้นพืชที่กำลังอ่อนแอ จะทำให้พืชเกิดโรคและตายเร็วยิ่งขึ้น จึงควรเร่งป้องกันแก้ไขด่วน โดยหน่วยวิจัยฯ ได้ทำการผลิตเชื้อราดังกล่าวทั้งเชื้อราสดและหัวเชื้อรา เพื่อนำไปช่วยเหลือเกษตรกร ทั้งนี้เกษตรกรที่ต้องการความช่วยเหลือด้านเชื้อราไตรเคอร์มาชนิดสด สามารถติดต่อที่หน่วยวิจัยพืชเขตร้อน โทร. 075-672377 ในวันเวลาราชการ” รองศาสตราจารย์ ดร.วาริน กล่าว

    ข่าวโดย นายธีรพงศ์ หนูปลอด ส่วนประชาสัมพันธ์
    ภาพโดยหน่วยวิจัยพืชเขตร้อน ม.วลัยลักษณ์

  • นักวิชาการจาก 6 มหาวิทยาลัย ร่วมเผยแพร่ผลงานใน วารสารวิจัยเพื่อการพัฒนาเชิงพื้นที่

    นักวิชาการจาก 6 มหาวิทยาลัย ร่วมเผยแพร่ผลงานใน วารสารวิจัยเพื่อการพัฒนาเชิงพื้นที่

    วารสารวิจัยเพื่อการพัฒนาเชิงพื้นที่ ปีที่ 8 ฉบับที่ 4 ออกเผยแพร่ออนไลน์แล้ว เป็นฉบับแรกที่ โครงการความร่วมมือเพื่อพัฒนางานวิจัยเชิงพื้นที่ระหว่าง มวล. และ สกว. ได้รับเกียรติจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ให้จัดทำวารสารต่อเนื่องจากสถาบันคลังสมองของชาติ เนื้อหาประกอบด้วยบทความจาก 6 มหาวิทยาลัยที่เชื่อมโยงงานวิชาการสู่ชุมชน ทั้งในด้านสังคม การศึกษา และ การจัดการทรัพยากรพื้นถิ่น

    ผู้สนใจ สามารถดาวน์โหลดบทความ เพื่ออ่าน และอ้างอิง ได้จาก http://abcjournal.trf.or.th และสามารถส่งบทความเพื่อการเผยแพร่ได้ทางอีเมลล์ abctrfjournal@gmail.com

  • อาจารย์ ดร.ภก.สุริยัน เต็งใหญ่ และอาจารย์ ภก.ธนะวิชช์ ปานน้อย ร่วมบรรยายในการอบรมเชิงปฏิบัติการพัฒนางานวิจัยจากงานประจำ (R2R) รุ่นที่ 3

    วันที่ 14 – 16 ธันวาคม 2559 อาจารย์ ดร.ภก.สุริยัน เต็งใหญ่ และอาจารย์ ภก.ธนะวิชช์ ปานน้อย สำนักวิชาเภสัชศาสตร์ ได้รับเชิญเป็นวิทยากรบรรยายใน “การอบรมเชิงปฏิบัติการพัฒนางานวิจัยจากงานประจำ (R2R) รุ่นที่ 3” ที่จัดโดย สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดสุราษฎร์ธานี ซึ่งกิจกรรมนี้จัดขึ้นเพื่อตอบสนองนโยบายกระทรวงสาธารณสุข ในการพัฒนาภูมิปัญญาไทย สุขภาพวิถีไทย โดยมีกลยุทธ์ที่สำคัญคือ การพัฒนาองค์ความรู้ให้เป็นระบบ ควบคู่ไปกับการพัฒนาศักยภาพของบุคลากรให้สามารถสังเคราะห์ปัญหาจากงานประจำและพัฒนาต่อยอดเป็นงานวิชาการได้

    ในการนี้ อาจารย์ ดร.ภก.สุริยัน เต็งใหญ่ ได้รับเชิญฝึกปฏิบัติการ Research writing and presentation และ อาจารย์ ภก.ธนะวิชช์ ปานน้อย ได้รับเชิญบรรยาย เรื่อง “Data analysis with SPSS” และ “Qualitative research (data analysis and interpretation)” นอกจากนี้ยังเป็นอาจารย์ทั้งสองท่านได้ให้ที่ปรึกษาในการทำงานวิจัยจากงานประจำของทีมแพทย์แผนไทย จังหวัดสุราษฎร์ธานี จำนวน 10 โครงการ

    ประมวลภาพ

    ข่าวโดย สำนักวิชาเภสัชศาสตร์

  • ขยะ ยุงลาย ไข้เลือดออก และ CPG : ประเด็นการแก้ปัญหาโรคไข้เลือดออกอย่างยั่งยืนของอำเภอลานสกาจังหวัดนครศรีธรรมราช

    ขยะ ยุงลาย ไข้เลือดออก และ CPG : ประเด็นการแก้ปัญหาโรคไข้เลือดออกอย่างยั่งยืนของอำเภอลานสกาจังหวัดนครศรีธรรมราช

    หน่วยวิจัยและบริการวิชาการโรคไข้เลือดออก และหน่วยพิษวิทยาและโรคติดเชื้อ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ ร่วมกับตัวแทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่อำเภอลานสกา จัดระดมสมองและประชุมชี้แจงชุดโครงการวิจัยเรื่อง การแก้ปัญหาโรคไข้เลือดออกอย่างยั่งยืนของอำเภอพื้นที่เสี่ยงสูง : กรณีการกำจัดการขยะ และแนวปฏิบัติในการดูแลผู้ป่วยของอำเภอลานสกา จังหวัดนครศรีธรรมราช เมื่อเร็วๆ นี้ ณ ห้องประชุมที่ว่าการอำเภอลานสกา โดยมี นายสำคัญ อรทัย นายอำเภอลานสกา ให้เกียรติเป็นประธานและร่วมระดมสมอง

    รองศาสตราจารย์ ดร. จรวย สุวรรณบำรุง อาจารย์ประจำสำนักวิชาสาธารณสุขศาสตร์ เป็นหัวหน้าหน่วยวิจัยและบริการวิชาการโรคไข้เลือดออก ได้เล่าให้ฟังถึงสถานการณ์ปัญหาโรคไข้เลือดออกระบาดในช่วง 10 ปี ที่ผ่านมา ว่า อำเภอลานสกาเป็นอำเภอหนึ่งของจังหวัดนครศรีธรรมราช ที่มีปัญหาโรคไข้เลือดออกเป็นอันดับต้นๆ มีความรุนแรงและมีความเสี่ยงซ้ำซาก ทำให้เกิดความร่วมมือของพื้นที่อำเภอลานสกาและหน่วยวิจัยและบริการโรคไข้เลือดออก มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ ในการดำเนินการเพื่อลดความเสี่ยงของโรคไข้เลือดออกในพื้นที่ทั้งอำเภอลานสกา ด้วยชุดโครงการวิจัยเรื่องรูปแบบการแก้ปัญหาโรคไข้เลือดออกอย่างยั่งยืนในพื้นที่เสี่ยงสูงและต่ำ จังหวัดนครศรีธรรมราช และโครงการอื่นๆ ซึ่งได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากสำนักกองทุนสนับสนุนการวิจัยแห่งชาติ (สกว.) ในช่วงปี 2557 ถึงปัจจุบัน ผลการดำเนินการทำให้เกิด “ลานสกาโมเดล ซึ่งเป็นโมเดลระบบเฝ้าระวังดัชนีลูกน้ำยุงลายเพื่อแก้ปัญหาโรคไข้เลือดออกอย่างยั่งยืน” ส่งผลให้เกิดการตื่นตัวของคนในพื้นที่ ทั้งยังมีการดำเนินการอย่างต่อเนื่อง ทำให้สามารถลดอัตราการป่วยด้วยโรคไข้เลือดออก

    อย่างไรก็ตาม การเกิดโรคไข้เลือดออกมีปัจจัยเชื่อมโยงที่เกี่ยวข้องมากมายที่จำเป็นต้องดำเนินการตัดการเชื่อมโยงของปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการเกิดโรคไข้เลือดออกของอำเภอลานสกาให้มากที่สุด เพื่อให้เกิดความต่อเนื่องในการแก้ปัญหาโรคไข้เลือดออกอย่างยั่งยืน ซึ่งสอดคล้องกับผลการประชุมระดมสมองของแกนนำพื้นที่และเจ้าหน้าที่ทางสุขภาพของอำเภอลานสกา รวมทั้งการทบทวนเอกสารที่เกี่ยวข้อง พบว่า ปัจจัยภาชนะที่เป็นแหล่งเพาะพันธุ์ลูกน้ำยุงลายส่วนใหญ่เป็นภาชนะที่เป็นขยะ ซึ่งอาจมีปัจจัยอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องทั้งพฤติกรรมของคน ระบบหรือนโยบายการดำเนินการของหน่วยงานภาครัฐ และการจัดการปัญหาโรคไข้เลือดออกของเจ้าหน้าที่ในระดับปฐมภูมิที่เป็นจุดต่อเนื่องจากการป้องกันโรคของครัวเรือน โดยจะมีปรากฏการณ์ผู้ป่วยเด็กไข้เลือดออกในพื้นที่อำเภอลานสกาเสียชีวิต เมื่อปี พ.ศ. 2553 จำนวน 4 ราย และ พ.ศ. 2556 จำนวน 1 คน

    รองศาสตราจารย์ ดร. จรวย เล่าต่อว่า เพื่อให้เกิดความต่อเนื่องในการแก้ปัญหา หน่วยวิจัยและบริการวิชาการโรคไข้เลือดออกและหน่วยพิษวิทยาและโรคติดเชื้อ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ ได้ร่วมกับตัวแทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่อำเภอลานสกา ได้ร่วมกันระดมสมองและประชุมชี้แจงชุดโครงการวิจัยเรื่อง การแก้ปัญหาโรคไข้เลือดออกอย่างยั่งยืนของอำเภอพื้นที่เสี่ยงสูง : กรณีการกำจัดการขยะ และแนวปฏิบัติในการดูแลผู้ป่วยของอำเภอลานสกา จังหวัดนครศรีธรรมราช ซึ่งประกอบด้วยโครงการย่อย 2 โครงการ คือ โครงการพัฒนารูปแบบการจัดการขยะมูลฝอยที่เหมาะสมเพื่อใช้ในการควบคุมดัชนีบ่งชี้ลูกน้ำยุงลายในชุมชน อำเภอลานสกา จังหวัดนครศรีธรรมราช และโครงการการพัฒนาและการประยุกต์ใช้แนวปฏิบัติในการดูแลผู้ป่วยโรคไข้เลือดออกของหน่วยบริการปฐมภูมิ อำเภอลานสกา จังหวัดนครศรีธรรมราช โดยได้รับงบประมาณสนับสนุนการวิจัยจากสำนักงานกองทุนการวิจัยแห่งชาติกับมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ ปีงบประมาณ 2560

    “ผลสรุปจากการดำเนินการ ทำให้ได้ประเด็นความร่วมมือของทีมวิจัยและตัวแทนหน่วยงานในพื้นที่ในการกำหนดแนวทางการจัดการขยะ ที่นำไปสู่การลดแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลายที่เป็นปัญหาของโรคไข้เลือดออก ตลอดถึงการกำหนดแนวปฏิบัติ (CPG) ในการดูแลผู้ป่วยโรคไข้เลือดออกในระดับปฐมภูมิที่ครอบคลุมทั้งอำเภอ อย่างไรก็ตาม พบว่า การดำเนินการจัดการขยะทุกพื้นที่ มีทั้งที่ประสบความสำเร็จและล้มเหลว ปัญหาส่วนใหญ่คือ จิตสำนึกในการจำแนกขยะ การลดขยะ การนำขยะมาใช้ประโยชน์ ตลอดถึงการจัดการขยะอย่างครบวงจร” รองศาสตราจารย์ ดร. จรวย สุวรรณบำรุง สรุปในตอนท้าย

    อนึ่ง การจัดระดมสมองและประชุมชี้แจงชุดโครงการวิจัยเรื่อง การแก้ปัญหาโรคไข้เลือดออกอย่างยั่งยืนของอำเภอพื้นที่เสี่ยงสูง : กรณีการกำจัดการขยะ และแนวปฏิบัติในการดูแลผู้ป่วยของอำเภอลานสกา จังหวัดนครศรีธรรมราช ในครั้งนี้ มีตัวแทนจากองค์การบริหารส่วนท้องถิ่น ผู้นำท้องที่ เจ้าหน้าที่จากโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล ของตำบลท่าดี ตำบลลานสกา ตำบลเขาแก้ว ตำบลขุนทะเล ตำบลกำโลนเทศบาลตำบลขุนทะเล เทศบาลตำบลลานสกา โรงพยาบาลลานสกา และสำนักงานสาธารณสุขอำเภอลานสกา เข้าร่วมรวม 30 คน

    ประมวลภาพ

    สมพร อิสรไกรศีล ส่วนประชาสัมพันธ์ เรียบเรียง

  • ม. วลัยลักษณ์ ร่วมแสดงความยินดีกับชุมชนต้นน้ำบ้านเขาวัง อ.ร่อนพิบูลย์ ได้รับรางวัลลูกโลกสีเขียว ครั้งที่ 17

    ม. วลัยลักษณ์ ร่วมแสดงความยินดีกับชุมชนต้นน้ำบ้านเขาวัง อ.ร่อนพิบูลย์ ได้รับรางวัลลูกโลกสีเขียว ครั้งที่ 17

    โครงการวิจัยและพัฒนาพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนังฯ สถาบันวิจัยและพัฒนา มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ ได้จัดทำข้อมูลองค์ความรู้ ภูมิปัญญา วิถีชีวิต และการขับเคลื่อนกิจกรรมของชุมชนในการอนุรักษ์และฟื้นฟูระบบนิเวศ เพื่อเกื้อกูลและอาศัยอยู่ร่วมกับผืนป่าต้นน้ำของชุมชนอย่างยั่งยืนของชุมชนต้นน้ำบ้านเขาวัง หมู่ที่ 12 ตำบลหินตก อำเภอร่อนพิบูลย์ เพื่อส่งเข้าพิจารณารางวัลลูกโลกสีเขียว ครั้งที่ 17 ประเภทชุมชน ในหัวข้อ “วิถีพอเพียง แบ่งปัน ผูกพัน ดิน น้ำ ป่า” ซึ่งจากการประเมินของคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิจากสถาบันลูกโลกสีเขียวระดับภาคใต้และระดับประเทศ ชุมชนผ่านการพิจารณาได้รับคัดเลือกให้รับรางวัลลูกโลกสีเขียว เพื่อเป็นขวัญกำลังใจแก่ชุมชนที่ได้ร่วมกันอนุรักษ์ ดิน น้ำ ป่า และการดำเนินชีวิตตามวิถีพอเพียง สืบสานพระราชปณิธานและแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช

    ในระหว่างวันที่ 21-22 พฤศจิกายน 2559 ที่ผ่านมา บุคลากรจากโครงการวิจัยและพัฒนาพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนังฯ สถาบันวิจัยและพัฒนา ได้เดินทางร่วมกับตัวแทนชุมชนบ้านเขาวัง รวมจำนวน 10 คน ไปร่วมจัดนิทรรศการชุมชน ร่วมการเสวนาสืบสานพระราชปณิธาน วิถีพอเพียง แบ่งปัน ผูกพัน ดิน น้ำ ป่า และร่วมพิธีมอบรางวัลลูกโลกสีเขียว ครั้งที่ 17 ซึ่งมี นายอานันท์ ปันยารชุน ประธานกรรมการสถาบันลูกโลกสีเขียว เป็นผู้มอบรางวัล พร้อมกันนี้ ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล รองประธานกรรมการสถาบันลูกโลกสีเขียว ได้กล่าวปาฐกถาพิเศษ เรื่อง “พระราชปณิธาน วิถีพอเพียง แบ่งปัน ผูกพัน ดิน น้ำ ป่า” และการเสวนา “แนวพระราชดำริวิถีพอเพียง แบ่งปัน ผูกพัน ดิน น้ำ ป่า” ผ่านผู้สืบสานพระราชปณิธาน อาทิ ดร.เฉลิมพล เกิดมณี นายอภิชาต จงสกุล ดร.รอยล จิตดอน ดร.วีระชัย ณ นคร และนายประเสริฐ สลิลอำไพ ในงานดังกล่าว มีชุมชน บุคคล ผู้ที่ได้รับรางวัลลูกโลกสีเขียวจากทั่วประเทศเข้าร่วมกิจกรรมสืบสานพระราชปณิธานกว่าประมาณ 300 คน ได้ร่วมกันทำพิธีถวายความอาลัยแด่พระบาทสมเด็จพระปริมินทรมหาภูมิพลอดุลเดช ร่วมกันด้วย

    ชุมชนบ้านเขาวัง หมู่ที่ 12 ตำบลหินตก อำเภอร่อนพิบูลย์ เป็นพื้นที่ชุมชนที่โครงการวิจัยและพัฒนาพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนังฯ ได้ใช้งานวิจัยเป็นกลไกลในการหนุนเสริมและขับเคลื่อนกิจกรรมการอนุรักษ์ ฟื้นฟูระบบนิเวศ และการหนุนเสริมชุมชนดำเนินชีวิตตามแนวพระราชดำริเศรษฐกิจพอเพียงสู่การพึ่งพาตนเองและการอยู่ร่วมกับผืนป่าอย่างยั่งยืน ผ่านการดำเนินโครงการวิจัยภายใต้โครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี โครงการวิจัยจากการสนับสนุนของสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) และโครงการวิจัยจากการสนับสนุนของเครือข่ายการวิจัยและถ่ายทอดเทคโนโลยีสู่ฐานราก สกอ.ภาคใต้ตอนบน

    ประมวลภาพ

  • ม. วลัยลักษณ์ขับเคลื่อนพันธกิจสัมพันธ์ใน 7 จังหวัดภาคใต้ตอนบน ผ่าน 6 เครือข่าย สกอ.

    มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ ได้รับเกียรติจาก สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษาแห่งชาติ (สกอ.) ให้เป็นแม่ข่ายดูแลและประสานงาน 6 เครือข่ายวิจัยบริการวิชาการ-อนุรักษ์ทรัพยากรท้องถิ่น-เชื่อมโยงสถานประกอนการส่งเสริมผู้ประกอบการ ร่วมกับ 7 สถาบันอุดมศึกษา และ 4 วิทยาเขตสถาบันอุดมศึกษา ในเขตพื้นที่ภาคใต้ 7 จังหวัด (ระนอง ชุมพร พังงา กระบี่ ภูเก็ต นครศรีธรรมราช สุราษฎร์ธานี) ได้แก่

    1) เครือข่ายอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี (อพ. สธ.) สนองพระราชดำริ โดยสกอ. ภาคใต้ตอนบน (เครือข่าย C11) เชื่อมโยงเครือข่ายประชาสังคม วิสาหกิจชุมชนและโรงเรียน เพื่อจัดกิจกรรม และเผยแพร่ การเรียนรู้-ใช้ประโยชน์-สร้างจิตสำนึก เชิงอนุรักษ์ทรัพยากรท้องถิ่น ที่รวมถึง ภูมิปัญญาท้องถิ่น ทรัพยากรชีวภาพ พันธุ์สัตว์ และ พรรณไม้ (ในส่วนข้อเสนอโครงการวิจัยและบริการวิชาการ ให้เสนอผ่านโครงการอุทยานพฤกษศาสตร์ โดยเปิดรับข้อเสนอโครงการประมาณเดือนกรกฎาคมของทุกปี)

    2) เครือข่ายวิจัยและนวัตกรรมเพื่อถ่ายทอดเทคโนโลยีสู่ชุมชนฐานราก สกอ. ภาคใต้ตอนบน(เครือข่าย C2) เชื่อมโยงเครือข่ายประชาสังคมและวิสาหกิจชุมชน โดยส่งเสริมการถ่ายทอดความรู้และเทคโนโลยีที่ได้จากการศึกษาวิจัยของสถาบันอุดมศึกษาไปสู่ชุมชน เกิดการกระตุ้นเศรษฐกิจชุมชนโดยผนวกกับภูมิปัญญาท้องถิ่น ซึ่งเมื่อนับตั้งแต่ปี 2547 ได้สนับสนุนทุนวิจัยให้กับนักวิจัยใน 13 สถาบันไปแล้ว มากกว่า 200 โครงการ เปิดรับข้อเสนอโครงการประมาณเดือนกันยายนของทุกปี

    3) เครือข่ายวิจัยภาครัฐร่วมเอกชนในเชิงพาณิชย์ สกอ. ภาคใต้ตอนบน (เครือข่าย C8)  เชื่อมโยงภาคอุตสาหกรรมและสถานประกอบการ โดยสนับสนุนให้นำองค์ความรู้จากสถาบันอุดมศึกษา มาร่วมวิจัยและพัฒนากับกลุ่มอุตสาหกรรม โดยมุ่งเน้นตามความต้องการอุตสาหกรรม เพื่อสร้างผลิตภัณฑ์ใหม่ หรือ ปรับปรุงผลิตภัณฑ์เดิม เพิ่มมูลค่าและศักยภาพการแข่งขันเชิงพาณิชย์ พัฒนากระบวนการผลิต รวมถึงแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อม โดยใช้เทคโนโลยีหรือนวัตกรรม โดย สกอ. สนับสนุนทุนวิจัย 70% ร่วมกับภาคอุตสาหกรรม 30% เปิดรับข้อเสนอโครงการประมาณเดือนกันยายนของทุกปี

    4) เครือข่ายบ่มเพาะวิสาหกิจ (UBI) สกอ. ภาคใต้ตอนบน (เครือข่าย C6) เชื่อมโยงภาคอุตสาหกรรมและสถานประกอบการ โดยสนับสนุนให้เกิดผู้ประกอบการใหม่ ในรูปแบบ Start up หรือ Spin off ในภูมิภาค ซึ่งจะมีส่วนส่งเสริมนวัตกรรมที่สามารถใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ เพิ่มมูลค่าสินค้าและบริการ ตามแนวทางเศรษฐกิจสร้างสรรค์

    5) เครือข่ายสหกิจศึกษา สกอ. ภาคใต้ตอนบน (เครือข่าย C7) เชื่อมโยงภาคอุตสาหกรรมและสถานประกอบการ โดยสนับสนุนสหกิจศึกษาของนักศึกษา ในภาคการผลิตและสถานประกอบการ

    6) โครงการพัฒนาคุณภาพการศึกษาฯ โดยมีสถาบันอุมศึกษาเป็นพี่เลี้ยง ดำเนินการโดยเครือข่ายอุดมศึกษาภาคใต้ตอนบน (เครือข่าย B) เชื่อมโยงโรงเรียนประถมศึกษาและมัธยมศึกษา โดยสนับสนุนงบประมาณให้สถาบันอุดมศึกษาเป็นพี่เลี้ยงโรงเรียน จัดกิจกรรมและพัฒนารูปแบบการเรียนการสอน ที่มีวัตถุประสงค์ 1) ส่งเสริมนโยบายลดเวลาเรียนเพิ่มเวลารู้ 2) พัฒนาทักษะภาษาอังกฤษภาษาไทย 3) STEM 4) พัฒนาคุณธรรมจริยธรรม 5) ส่งเสริมการรู้เท่าทันสื่อไม่เป็นเหยื่อสังคม ฯลฯ เปิดรับข้อเสนอโครงการประมาณเดือนกันยายนของทุกปี

    ติดตามข่าวสารความสำเร็จ และกิจกรรมของเครือข่าย ได้จาก FACEBOOK เครือข่ายอุดมศึกษาภาคใต้ตอนบน