Category: Outstanding Research

  • ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ชูชาติ พันธ์สวัสดิ์

    ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ชูชาติ พันธ์สวัสดิ์

    ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ชูชาติ พันธ์สวัสดิ์ อาจารย์ประจำสำนักวิชาแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ ศึกษางานวิจัยจากความสงสัยและไม่รู้ เพื่อนำไปสู่การตั้งสมมติฐานเพื่อหาคำตอบ ซึ่งมุ่งเน้นงานวิจัยด้านโรคมาลาเรียและโรคเขตร้อนอื่นๆ โดยดำเนินงานแบบคู่ขนานทั้งงานวิจัยพื้นฐานและงานวิจัยประยุกต์

    ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ชูชาติ จบการศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย จากโรงเรียนดีบุกพังงาวิทยายน จังหวัดพังงา สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี สาขาเทศนิคการแพทย์ จากมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ เมื่อปี พ.ศ. 2549 จากนั้นศึกษาต่อระดับปริญญาโท สาขากายวิภาคศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล โดยได้รับทุนบัณฑิตศึกษา คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล และศึกษาต่อระดับปริญญาเอก สาขาอายุรศาสตร์เขตร้อน คณะเวชศาสตร์เขตร้อน มหาวิทยาลัยมหิดล โดยได้รับทุนการศึกษาปริญญาเอกภายใต้โครงการมหาวิทยาลัยวิจัยแห่งชาติและทุนผู้ช่วยวิจัยบัณฑิตศึกษา จากบัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหิดล

    นอกจากนั้น ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ชูชาติ ยังได้รับรางวัล Professor Emeritus Khunying Tranakchit Harinasuta Award ซึ่งมอบให้กับผู้ที่มีผลการเรียน course work ยอดเยี่ยมในหลักสูตรปรัชญาดุษฏีบัณฑิตสาขาอายุรศาสตร์เขตร้อน ประจำปีการศึกษา 2550 ทั้งยังได้รับโล่เกียรติยศและใบประกาศเกียรติคุณจากบัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหิดล ในฐานะผู้สำเร็จการศึกษาที่มีผลการศึกษาดีเยี่ยม พร้อมทั้งมีชื่อบันทึกไว้ใน “DEAN’S LIST” และในใบรายงานผลการศึกษา

    ขณะศึกษาระดับปริญญาเอกได้ทำวิทยานิพนธ์ เรื่อง การกระตุ้นของทรานสคริปชั่น แฟคเตอร์ : นิวเคลียร์แฟคเตอร์แคปปาบีในโรคมาลาเรีย (Activation of Transcription Factor : Nuclear Factor kappa B (NF-kB) in Malaria) โดยมี รองศาสตราจารย์ ดร.พญ.พรรณเพ็ญ วิริยเวชกุล เป็นอาจารย์ที่ปรึกษาหลัก ซึ่งผลงานวิจัยดังกล่าวถือเป็นผลงานวิจัยเรื่องแรกที่ได้ศึกษาการเปลี่ยนแปลงของโปรตีน NF-kB p65 ใน peripheral blood mononuclear cells (PBMCs) จากผู้ป่วยที่ติดเชื้อมาลาเรีย ซึ่งผลงานวิจัยดังกล่าวได้รับรางวัลวิทยานิพนธ์ ระดับดี (สาขาวิทยาศาสตร์การแพทย์) ประจำปี 2557 จากสภาวิจัยแห่งชาติ

    เนื่องจากเป็นคนที่ชอบและรักในการทำงานวิจัยเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว และเชื่อว่าการทำงานวิจัยช่วยทำให้มีกระบวนการวางแผนที่ดี สามารถเรียนรู้และแก้ปัญหาได้อย่างเป็นระบบ ขณะเดียวกันเป็นการฝึกให้เป็นคนมีความรับผิดชอบและมีความอดทน ดังนั้นจึงรู้สึกภูมิใจทุกครั้งเมื่องานวิจัยสำเร็จและผลงานวิจัยได้รับการเผยแพร่ในระดับนานาชาติ จากความสำเร็จดังกล่าว ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ชูชาติ บอกว่า เนื่องจากได้รับตัวอย่างที่ดี รวมถึงคำแนะนำและการชี้แนะแนวทางในการทำงานวิจัยจากอาจารย์ 3 ท่าน คือ รองศาสตราจารย์ ดร.มณฑล เลิศคณาวนิชกุล อาจารย์ที่ปรึกษาหลักในการค้นคว้าวิจัยระดับปริญญาตรี รองศาสตราจารย์ ดร.ศิรินุช ศรีเจริญเวช อาจารย์ที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์หลักในระดับปริญญาโท และรองศาสตราจารย์ ดร.พญ.พรรณเพ็ญ วิริยเวชกุล อาจารย์ที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์หลักในระดับปริญญาเอก

    ทั้งนี้ งานวิจัยส่วนใหญ่ที่ดำเนินการอยู่ในปัจจุบันเป็นงานวิจัยที่ได้นำองค์ความรู้และประสบการณ์จากการเรียนในระดับปริญญาเอก ซึ่งเป็นการทำงานวิจัยร่วมกับ รองศาสตราจารย์ ดร.พญ.พรรณเพ็ญ วิริยเวชกุล โดยที่มาของหัวข้อหรือปัญหาวิจัยได้มาจากความสงสัยและไม่รู้ นำไปสู่การตั้งสมมติฐาน เพื่อหาคำตอบของปัญหาหรือข้อสงสัยนั้นๆ อย่างไรก็ตาม เพื่อให้ผลงานวิจัยที่ได้มีความสมบูรณ์ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ชูชาติ ได้สร้างเครือข่ายการทำวิจัยร่วมกับอาจารย์ในสำนักวิชาแพทยศาสตร์และสำนักวิชาสหเวชศาสตร์และสาธารณสุขศาสตร์ และสร้างเครือข่ายกับนักวิจัยของสถาบันภายนอก เช่น คณะแพทยศาสตร์วชิรพยาบาล มหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช และคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ

    ด้วยพื้นฐานความรู้และความชอบที่ได้เล่าเรียนมาทางด้านอายุรศาสตร์เขตร้อน ทำให้ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ชูชาติ มีความชำนาญพิเศษด้านพยาธิสภาพและพยาธิกำเนิดของโรคมาลาเรีย ซึ่งงานวิจัยส่วนใหญ่ที่ผ่านมาเป็นงานวิจัยพื้นฐานเพื่อเพิ่มองค์ความรู้ของกลไกการเกิดโรคมาลาเรียและภาวะแทรกซ้อนต่างๆ ของผู้ป่วยที่เสียชีวิตด้วยโรคมาลาเรีย ในปัจจุบันได้พยายามนำองค์ความรู้ที่ได้ศึกษามาใช้กับงานวิจัยแบบประยุกต์ด้านโรคมาลาเรียเพิ่มมากขึ้น โดยมีการค้นคว้าหาโปรตีนตัวใหม่ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการเกิดภาวะแทรกซ้อนต่างๆ ในผู้ป่วยที่ติดเชื้อมาลาเรีย ซึ่งได้รับทุนโครงการส่งเสริมการวิจัยในสถาบันอุดมศึกษา (HERP) ประจำปีงบประมาณ 2558 จากสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ) เพื่อดำเนินโครงการวิจัย เรื่องการศึกษาการแสดงออกของ kidney injury molecule-1 (KIM-1) สำหรับเป็นตัวชี้วัดเพื่อตรวจสอบการบาดเจ็บของท่อไตส่วนต้นในภาวะไตวายเฉียบพลันด้วยโรคมาลาเรียฟาลซิพารัมชนิดรุนแรง ซึ่งหากโครงการวิจัยชิ้นนี้สำเร็จ คาดว่าจะสามารถนำโปรตีน KIM-1 มาช่วยพยากรณ์ภาวะไตวายเฉียบพลันในผู้ป่วยโรคมาลาเรียได้

    นับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2552 ระหว่างที่ศึกษาระดับปริญญาเอกจนถึงปัจจุบัน ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ชูชาติ มีผลงานวิจัย จำนวน 16 เรื่อง ที่ได้ตีพิมพ์เผยแพร่ในวารสารวิชาการทั้งระดับชาติและนานาชาติ เช่น Malaria Journal, BMC Complementary and Alternative Medicine, Journal of Toxicologic Pathology, Southeast Asian Journal of Tropical Medicine and Public Health และ Walailak Journal of Science and Technology เป็นต้น นอกจากนี้ ยังได้นำเสนอผลงานในการประชุมวิชาการในระดับนานาชาติในรูปแบบบรรยายและโปสเตอร์ เช่น The 6th ASEAN Congress of Tropical Medicine and Parasitology ประเทศมาเลเซีย Focus on Microscopy 2012 ประเทศสิงคโปร์ และ Joint International Tropical Medicine Meeting ประเทศไทย เป็นต้น

    เนื่องจาก ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ชูชาติ มีความชอบในอาชีพอาจารย์บวกกับมีความมุ่งมั่นที่จะกลับมาพัฒนามหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ซึ่งเป็นสถาบันที่จบการศึกษามา จึงได้ทุ่มเทให้กับการเรียนการสอน โดยเน้นให้นักศึกษาเป็นศูนย์กลาง ฝึกให้นักศึกษามีกระบวนการคิด วิเคราะห์ และฝึกปฏิบัติจริง เพื่อที่จะได้นำความรู้ที่ได้ไปใช้ได้จริงในอนาคต พร้อมทั้งสอดแทรกงานวิจัยระหว่างการเรียนการสอน ควบคู่ไปกับเรื่องคุณธรรมและจริยธรรม โดยมุ่งเน้นพัฒนานักศึกษาให้เป็นทั้ง “คนเก่งและคนดี” โดยได้มีการพัฒนาการเรียนงานสอนอย่างต่อเนื่อง ร่วมกับการค้นคว้าหาความรู้และข้อมูลใหม่ๆ เพื่อนำมาสอดแทรกในบทเรียนให้นักศึกษาได้มีความรู้ที่ทันสมัยทันกับสถานการณ์ปัจจุบัน

    ในส่วนของงานวิจัย มีความมุ่งมั่นที่จะพัฒนางานวิจัยด้านโรคเขตร้อน โดยเฉพาะโรคมาลาเรียและโรคเขตร้อนอื่นๆ ที่พบได้บ่อยในแถบจังหวัดภาคใต้ตอนบน เช่น การศึกษาความชุกของการติดเชื้อหนอนพยาธิและโปรโตซัวในลำไส้ รวมทั้งพัฒนาต่อยอดงานวิจัยพื้นฐานไปสู่งานวิจัยแบบประยุกต์ เพื่อนำไปใช้ประโยชน์ได้จริง เช่น การค้นคว้าโปรตีนตัวใหม่ที่เกี่ยวข้องกับโรคมาลาเรียสำหรับช่วยในการพยากรณ์การดำเนินของโรคในผู้ป่วยที่ติดเชื้อมาลาเรีย ทั้งยังมีแนวคิดที่จะพัฒนาเทคนิคและวิธีการใหม่ๆ เพื่อใช้สำหรับการวินิจฉัยโรคเขตร้อนอีกด้วย ซึ่งจากความทุ่มเทด้านการเรียนการสอนและความมุ่งมั่นในการทำงานวิจัยทำให้ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ชูชาติ พันธ์สวัสดิ์ ได้รับอนุมัติจากสภามหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ ในการประชุม ครั้งที่ 2/2558 วันที่ 21 มีนาคม 2558 ให้ดำรงตำแหน่ง ผู้ช่วยศาสตราจารย์ สาขาวิชาอายุรศาสตร์เขตร้อน คนล่าสุด ตั้งแต่วันที่ 8 ตุลาคม 2557 โดยใช้เวลาเพียง 2 ปีเศษ หลังจากสำเร็จการศึกษาและปฏิบัติงานที่มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์

    ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ชูชาติ ได้พูดถึงความสำเร็จที่ภาคภูมิใจ คือ การสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาเอกและเป็นอาจารย์ที่มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ เพื่อให้ความรู้กับนักศึกษาแพทย์และนักศึกษาในสาขาวิทยาศาสตร์สุขภาพ และเป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนามหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ในฐานะศิษย์เก่า

    เมื่อถามถึงเป้าหมายในอนาคต ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ชูชาติ พันธ์สวัสดิ์ บอกว่า ตั้งใจจะเป็นอาจารย์และนักวิจัยที่ดีและมีคุณภาพ เพื่อก้าวไปสู่การได้รับตำแหน่งทางวิชาการที่สูงสุดในอนาคต และอุทิศตนเพื่อพัฒนามหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์และพัฒนางานวิจัยที่เป็นประโยชน์ต่อชุมชนและประเทศชาติ

    ประวัติและผลงาน

    สมพร อิสรไกรศีล ส่วนประชาสัมพันธ์ เรียบเรียง

  • ดร. พงษ์พิชิต จันทร์นุ้ย : ตั้งเป้าหมายเผยแพร่ผลงานวิจัยในวารสารระดับนานาชาติที่มี impact factor สูง

    ดร. พงษ์พิชิต จันทร์นุ้ย : ตั้งเป้าหมายเผยแพร่ผลงานวิจัยในวารสารระดับนานาชาติที่มี impact factor สูง

    ดร. พงษ์พิชิต จันทร์นุ้ย อาจารย์ประจำสำนักวิชาวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ ชื่นชอบการทำงานวิจัยทางด้านฟิสิกส์ทฤษฎี โดยตั้งเป้าหมายเผยแพร่ผลงานวิจัยในวารสารระดับนานาชาติที่มี impact factor สูง เช่น Physical Review D (PRD), Journal of Cosmology and Astroparticle Physics (JCAP), Journal of high energy Physics (JHEP) เป็นต้น

    ดร. พงษ์พิชิต จันทร์นุ้ย ได้ชื่อว่าเป็นนักเรียนและนักศึกษาที่มีความมุ่งมั่นและตั้งใจศึกษาเล่าเรียนอย่างเต็มศักยภาพ จนได้รับทุนการศึกษาตั้งแต่ระดับมัธยมศึกษาตอนปลายภายใต้ชื่อ “ทุนรักโรงเรียน” จากโรงเรียนพุนพินพิทยาคม จังหวัดสุราษฎร์ธานี ระดับปริญญาตรีและปริญญาโทได้รับทุนการศึกษาในโครงการพัฒนาและส่งเสริมผู้มีความสามารถพิเศษทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (พสวท.) จากสถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) ศึกษาในสาขาวิชาฟิสิกส์ ที่คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตหาดใหญ่ ไม่เพียงเท่านั้นยังได้รับทุนการศึกษาจากสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) ศึกษาต่อระดับปริญญาโทและเอกที่ประเทศเดนมาร์ก ในสาขาฟิสิกส์ทฤษฎี เน้นทางด้านฟิสิกส์พลังงานสูง (High Energy Physics) และเอกภพวิทยา (Cosmology) ณ University of Southern Denmark โดยสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาโท ใบที่ 2 ด้วยผลการเรียนระดับดีเยี่ยม เกรดเฉลี่ย 3.92 ทำให้ผ่านเข้าเป็นนักศึกษาระดับปริญญาเอกโดยอัตโนมัติและสำเร็จการศึกษาใน ปี พ.ศ ๒๕๕๕

    ในระหว่างที่ศึกษาระดับอุดมศึกษา ดร. พงษ์พิชิต ได้พยายามค้นหาความชอบของตนเองว่า มีความสนใจศึกษาทางด้านไหน โดยขณะที่กำลังศึกษาชั้นปีที่ ๒ ได้ไปฝึกงานภาคฤดูร้อน ทำให้มีโอกาสเรียนรู้งานวิจัยทางด้านฟิสิกส์ทฤษฎี จาก รองศาสตราจารย์ ดร.เทพอักษร เพ็งพันธ์ ซึ่งเป็นอาจารย์ประจำภาควิชาฟิสิกส์ คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ซึ่งจากการฝึกงานในครั้งนั้น จึงตัดสินใจเลือกงานวิจัยทางด้านฟิสิกส์ทฤษฎีเป็น senior project ในชั้นปีที่ ๔ และศึกษาต่อระดับปริญญาโทในสาขาเดียวกัน โดยมีผลงานวิจัยที่ได้รับการเผยแพร่ในวารสารระดับนานาชาติ (ISI) คือ Journal of High Energy Physics ซึ่งมี impact factor เท่ากับ ๕.๓๕ (ปี พ.ศ.๒๕๔๙) ส่วนระดับปริญญาเอกได้ทำงานวิจัยร่วมกับอาจารย์ที่ปรึกษา Prof. Dr.Francesco Sannino และนักศึกษาในกลุ่มวิจัยเดียวกัน มีผลงานวิจัยที่ได้รับการเผยแพร่ในวารสารระดับนานาชาติจำนวน ๒ ฉบับ

    การค้นพบตัวเองหลังจากที่ได้ศึกษาฟิสิกส์ทั้งภาคทฤษฎีและปฏิบัติในระดับปริญญาตรี ทำให้ ดร. พงษ์พิชิต รู้ว่า ตนเองไม่ชอบทำแล็บเอามากๆ ประกอบกับมีความหลงใหล (passion) ในทฤษฎีทางฟิสิกส์อยู่แล้ว การได้เรียนแบบที่เน้นใช้กระดาษและดินสอ ทำให้อยู่กับสิ่งที่สนใจได้นานเป็นพิเศษ (persistence) จึงเป็นที่มาของการศึกษาเชิงลึกในระดับปริญญาโทและเอก ส่งผลให้มีผลงานวิจัยเผยแพร่ในวารสารระดับนานาชาติขณะที่ศึกษาอยู่

    หลังจากสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาเอก ดร. พงษ์พิชิต ได้กลับมาทำงานใช้ทุนต่อที่ คณะศิลปศาสตร์และวิทยาศาสตร์ ม.เกษตรศาสตร์ วิทยาเขต กำแพงแสน จากนั้นในช่วงกลางปี พ.ศ.๒๕๕๖ ได้ ตัดสินใจย้ายสถานที่ทำงานและสอบผ่านเพื่อเข้าทำงานในตำแหน่งอาจารย์ ที่สำนักวิชาวิทยาศาสตร์ ม.วลัยลักษณ์ ด้วยความชอบในการทำงานวิจัย ทำให้มีผลงานตีพิมพ์ร่วมกับนักวิจัยในประเทศ (ดร.คัมภีร์ ค้าแหวน ม.นเรศวร) ในวารสารระดับนานาชาติ ในปี พ.ศ.๒๕๕๗ จำนวน ๒ ฉบับ หนึ่งในนั้นเป็นวารสารที่มีค่า impact factor เกิน ๖ และมีผลงานเดี่ยว ๑ ฉบับ นอกจากนี้ ยังมีความร่วมมือกับนักวิจัยในต่างประเทศ คือ Dr. Chi Xiong จาก Nanyang Technological University อีกด้วย

    นอกจาก จะทุ่มเทเวลาให้กับการทำวิจัยแล้ว ดร.พงษ์พิชิต ยังให้เวลากับการพัฒนาการสอนควบคู่กันไปด้วย ด้วยการศึกษาแนวทางและวิธีการสอนจากบุคคลต้นแบบ เช่น Prof. Walter Lewin ซึ่งเป็นอาจารย์ที่เป็นตำนานในการเปลี่ยนวิชาฟิสิกส์ให้เป็นเรื่องง่ายและสนุก โดยนำมาปรับเปลี่ยนให้สอดคล้องกับบุคลิกของตนเอง เพื่อให้มีกระบวนการจัดการเรียนการสอนที่มีประสิทธิภาพ มีการเตรียมการสอน เอกสารและสื่อประกอบการสอน ที่สำคัญใช้วิธีการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง มีการติดตาม ซักถาม การเรียนของนักศึกษาอย่างต่อเนื่อง อบรมสั่งสอนนักศึกษาให้มีกำลังใจด้านการเรียนและการดำเนินชีวิต รวมทั้งพูดคุย สอบถามปัญหาความเป็นอยู่ของนักศึกษาอยู่เสมอๆ

    ในส่วนของงานวิจัย ดร. พงษ์พิชิต เล่าให้ฟังว่า มีความสนใจศึกษางานวิจัยเพื่ออธิบายและทำนายผลล่วงหน้า โดยเน้นด้านการศึกษาแบบจำลองการพองตัวเอกภพ (cosmic inflation) และผลสืบเนื่องที่ตรวจสอบได้ (its verifiable consequences) ซึ่งมี ดร.คัมภีร์ ค้าแหวน นักวิจัยแห่งวิทยาลัยเพื่อการค้นคว้าระดับรากฐาน ม.นเรศวร เป็นอาจารย์พี่เลี้ยง โดยได้รับเงินทุนสนับสนุนงานวิจัยจาก สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (ทุนส่งเสริมนักวิจัยรุ่นใหม่ ของ สกว. ปี 2557) และโครงการพัฒนาและส่งเสริมผู้มิความสามารถพิเศษทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (ทุนส่งเสริมการวิจัยสำหรับบัณฑิตแรกบรรจุ ปี 2557) มีบทความวิจัยที่ได้รับการตีพิมพ์ในวารสารระดับชาติและนานาชาติ จำนวน 12 เรื่อง และนำเสนอในที่ประชุมวิชาการ จำนวน 5 เรื่อง เช่น นำเสนอผลงานวิจัยแบบบรรยาย (Oral Presentation) หัวเรื่อง Composite Inflation ที่ Summer School on Cosmology ระหว่างวันที่ ๔-๑๕ สิงหาคม ๒๕๕๗ ณ เมือง Trieste ประเทศอิตาลี และ ผลงานโปสเตอร์ หัวเรื่อง Composite Inflation and its verifiable consequences ที่ประชุม Global Young Scientists Summit (GYSS) ระหว่างวันที่ ๑๗-๒๔ มกราคม ๒๕๕๘ ณ มหาวิทยาลัยแห่งชาติสิงคโปร์ เป็นต้น

    ที่สำคัญ ดร.พงษ์พิชิต ได้ตั้งเป้าหมายที่จะเผยแพร่ผลงานวิจัยในวารสารระดับนานาชาติที่มี impact factor สูงๆ เช่น Physical Review D (PRD), Journal of Cosmology and Astroparticle Physic (JCAP), Journal of High Energy Physics (JHEP) และ European Journal of Palliative Care (EJPC) เป็นต้น โดยมีความหวังว่า จะมีผลงานวิจัยที่ได้รับการเผยแพร่ในวารสาร Physical Review Letters อย่างน้อย 1 ฉบับ ในอนาคต

    ดร. พงษ์พิชิต บอกเล่าถึงความประทับใจและภาคภูมิใจสูงสุดว่า เป็น 1 ใน 5 นักวิทยาศาสตร์ ที่สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯสยามบรมราชกุมารี ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานพระราชวินิจฉัยคัดเลือกในขั้นตอนสุดท้ายด้วยพระองค์เอง เพื่อเป็นตัวแทนประเทศไทยเข้าร่วมประชุม Global Young Scientists Summit (GYSS) อีกทั้ง พระองค์ท่านได้โปรดเกล้าฯ ให้ผู้แทนจากประเทศไทยทุกคนได้มีโอกาสเข้าเฝ้าทูลละอองพระบาทอย่างใกล้ชิด

    ในตอนท้าย ดร.พงษ์พิชิต จันทร์นุ้ย อาจารย์รุ่นใหม่ที่มีคุณภาพอีกหนึ่งท่านของมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ เล่าว่า ตอนนี้คงยังไม่มีอะไรที่สามารถเรียกได้ว่า “ความสำเร็จ” เพราะเป้าหมายคือการเข้าใจในเรื่องที่ศึกษาอย่างถ่องแท้ ในทางตรงกันข้าม ดูเหมือนว่ายิ่งศึกษาเท่าไหร่ก็ยิ่งพบว่ายังมีอะไรอีกมากมายที่ยังไม่อาจเข้าใจได้ หรืออาจพูดได้ว่า “น่าเสียดายที่ปัญญาของกระผม ไม่อาจเทียบเท่าความหิวโหยในความรู้”
    ประวัติและผลงาน

    สมพร อิสรไกรศีล ส่วนประชาสัมพันธ์ เรียบเรียง

  • อาจารย์ ดร. มนัส โคตรพุ้ย : ศึกษาเชิงประยุกต์ทางเทคนิคการแพทย์

    อาจารย์ ดร. มนัส โคตรพุ้ย : ศึกษาเชิงประยุกต์ทางเทคนิคการแพทย์

    อาจารย์ ดร. มนัส โคตรพุ้ย อาจารย์ประจำสำนักวิชาสหเวชศาสตร์และสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ เน้นศึกษาเชิงประยุกต์ทางเทคนิคการแพทย์เพื่อพัฒนาการตรวจวินิจฉัยและการป้องกันโรคต่างๆ มีผลงานวิจัยตีพิมพ์เผยแพร่วารสารระดับนานาชาติ ในฐานข้อมูล ISI จำนวน 8 เรื่อง

    อาจารย์ ดร. มนัส โคตรพุ้ย สำเร็จการศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนปลายจากโรงเรียนเขมราฐพิทยาคม อำเภอเขมราฐ จังหวัดอุบลราชธานี ศึกษาต่อระดับปริญญาตรี สาขาเทคนิคการแพทย์ คณะสหเวชศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร จ.พิษณุโลก โดยได้รับเกียรตินิยมอันดับ 1 เหรียญทอง จากนั้นได้รับทุนพัฒนาอาจารย์จากสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา ศึกษาต่อระดับปริญญาเอก สาขาอายุรศาสตร์เขตร้อน คณะเวชศาสตร์เขตร้อน มหาวิทยาลัยมหิดล หลังจากสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาเอกแล้ว ได้มาปฏิบัติงานในตำแหน่งอาจารย์ สาขาวิชาเทคนิคการแพทย์ สำนักวิชาสหเวชศาสตร์และสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์

    ด้วยความชอบในการสอนหนังสือและชอบที่จะทำอะไรใหม่ๆ อยู่เสมอ จึงเป็นแรงบันดาลใจทำให้สนใจที่จะทำงานวิจัย ดังนั้นนับตั้งแต่ได้มาปฏิบัติงานในฐานะอาจารย์ที่มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2555 อาจารย์ ดร. มนัส ก็ทำงานวิจัยควบคู่ไปการสอนนักศึกษา โดยพยายามสนใจค้นคว้าหาแนวทางใหม่ๆ ในการทำวิจัย เพื่อให้ตนเองมีความตื่นเต้นและพร้อมที่จะทำงานวิจัยอยู่เสมอ

    ในการทำวิจัยนั้น อาจารย์ ดร. มนัส เล่าให้ฟังว่า จากความสนใจศึกษาเชิงประยุกต์ทางเทคนิคการแพทย์เพื่อพัฒนาการตรวจวินิจฉัยและการป้องกันโรคต่างๆ จึงเริ่มจากการมีแนวคิดที่จะศึกษาอุบัติการณ์ ความชุกของโรคต่างๆ โดยเฉพาะโรคในเขตร้อนบริเวณภาคใต้ ทั้งโรคติดเชื้อและไม่ติดเชื้อ เช่น มะเร็ง โรคตับ โรคเลือด โรคมาลาเรีย เป็นต้น จากนั้นวางแผนที่จะทำการทดลองทางห้องปฏิบัติการเพื่อศึกษาโรคในเชิงลึกมากขึ้น เช่น การศึกษาหน้าที่การทำงานของดีเอ็นเอ โปรตีนที่เป็นสาเหตุของโรค ทำให้โรครุนแรงขึ้น เพื่อหาวิธีป้องกันโรคเหล่านั้น ซึ่งผลของการวิจัยมุ่งหวังที่จะสร้างเครื่องมือในการวินิจฉัยโรคต่างๆ เช่น โปรแกรมวิเคราะห์การติดเชื้อ เครื่องหมายพยากรณ์โรคที่เหมาะจะนำมาใช้ทดแทนการวินิจฉัยในห้องปฏิบัติการณ์ประจำวัน ซึ่งจะช่วยเพิ่มความไว ความจำเพาะ ลดเวลาและลดค่าใช้จ่ายในการทำงานประจำวันของห้องปฏิบัติการเทคนิคการแพทย์ได้

    จากการทำวิจัยอย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน ในฐานะที่เป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ ทำให้มีผลงานวิจัยที่ได้รับการตีพิมพ์เผยแพร่ในวารสารระดับนานาชาติ ฐานข้อมูล ISI เช่น วารสาร Asian Pacific Journal of Cancer Prevention, Heath Expectations, Asian Biomedicine, Contemporary Oncology, European Journal of Gynaecological Oncology และ Malaria Journal เป็นต้น จำนวน 8 เรื่อง ได้รับ impact factor ทุกเรื่อง ตั้งแต่ 0.21-3.49 โดยเป็นเจ้าของผลงานที่เป็นชื่อแรก (first and corresponding author) ทั้ง 8 เรื่อง

    ที่สำคัญ เพื่อให้นักศึกษาได้รับองค์ความรู้ใหม่ๆ ทางด้านการวิจัย อาจารย์ ดร. มนัส ได้นำผลงานวิจัยที่ได้ตีพิมพ์เผยแพร่ มาสอนในรายวิชาต่างๆที่เกี่ยวข้อง เช่น รายวิชาพยาธิวิทยา ปรสิตวิทยาทางการแพทย์ เป็นต้น ซึ่งนอกจากนักศึกษาจะได้ความรู้หลักที่เป็นสากลแล้ว ยังได้มุมมองใหม่ๆจากงานวิจัยอีกด้วย ทำให้อาจารย์รู้สึกตื่นเต้นที่ได้ทำงานวิจัยและคิดอยู่เสมอว่า ผลงานวิจัยที่ได้จะทำให้นักศึกษาได้ความรู้เพิ่มขึ้น พร้อมเปิดโลกทัศน์ด้านงานวิจัยใหม่ในศาสตร์ที่เกี่ยวข้องให้กับนักศึกษา ยิ่งไปกว่านั้นรอยยิ้ม เสียงหัวเราะและความตั้งใจของนักศึกษาเวลาอาจารย์สอน เป็นส่วนที่ทำให้อาจารย์พยายามพัฒนางานสอนให้ดียิ่งขึ้นตลอดเวลา

    นอกจากการสอนและการวิจัยแล้ว อาจารย์ ดร. มนัส ยังทำงานด้านบริการวิชาการอีกภารกิจหนึ่ง ด้วยเห็นว่า เป็นความรับผิดชอบที่ต้องมีให้แก่สังคมในเชิงสุขภาพ โดยนำทั้งความรู้ที่ได้สอน ได้อ่าน ได้ทบทวนแก่นักศึกษา แม้กระทั่งผลงานวิจัยที่ทำไปสู่ชุมชน เพื่อให้สังคมตระหนักถึงปัญหาทางสุขภาพ ซึ่งจะเป็นแนวทางในการป้องกันโรคต่อไป

    เมื่อถามถึงความสำเร็จและความภาคภูมิใจ อาจารย์ ดร. มนัส บอกว่า “การมุ่งเน้นการสอนที่สนุก การดูแลนักศึกษาทำกิจกรรมในฐานะที่เป็นอาจารย์กิจกรรม และงานวิจัยทีได้ทำในช่วงเวลา 2 ปี ในรั้วมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ ทำให้ได้รับรางวัล Research Achievement Award for Junior Faculty Member ของสำนักวิชาสหเวชศาสตร์และสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ ในปี พ.ศ. 2556” ถือเป็นความสำเร็จและความภาคภูมิใจ

    อย่างไรก็ตาม อาจารย์ ดร.มนัส โคตรพุ้ย ได้กล่าวในตอนท้ายถึงเป้าหมายในอนาคต ว่า จะมุ่งสอนให้นักศึกษาเป็นคนที่มีความภาคภูมิใจในตนเอง มีความนอบน้อมถ่อมตนต่อผู้อื่น รู้จักการเสียสละเพื่อส่วนรวม การทำวิจัยเพื่อนำองค์ความรู้ใหม่ๆ มาสอนให้นักศึกษาอย่างสม่ำเสมอ ให้นักศึกษาได้มีความคิดและจินตนาการที่นอกกรอบ และสุดท้ายคือการให้บริการแก่ชุมชนรายรอบมหาวิทยาลัย เพื่อให้เกิดความมั่งคงทางสุขภาพแก่ชุมชนต่อไป

    ประวัติและผลงาน
    สมพร อิสรไกรศีล ส่วนประชาสัมพันธ์ เรียบเรียง
  • รองศาสตราจารย์ ดร. วัฒนพงศ์ เกิดทองมี : สร้างงานวิจัยจากแรงบันดาลใจและความชอบพร้อมสร้างพันธมิตรในการทำงานวิจัย

    รองศาสตราจารย์ ดร. วัฒนพงศ์ เกิดทองมี : สร้างงานวิจัยจากแรงบันดาลใจและความชอบพร้อมสร้างพันธมิตรในการทำงานวิจัย

    รองศาสตราจารย์ ดร. วัฒนพงศ์ เกิดทองมี สร้างผลงานวิจัยจากความสนใจส่วนตัวทางด้านฮาร์ดแวร์คอมพิวเตอร์และวงจรอิเล็กทรอนิกส์ พร้อมสร้างพันธมิตรเพื่อให้การดำเนินงานวิจัยมีความคล่องตัว โดยขอการสนับสนุนครุภัณฑ์ วัสดุและเครื่องมือวิจัยจากภาคเอกชนผ่านช่องทาง University Program และ Corporate Social Responsibility (CSR)

    รองศาสตราจารย์ ดร. วัฒนพงศ์ สำเร็จการศึกษาระดับมัธยมศึกษาจากโรงเรียนกัลยาณีศรีธรรมราช จังหวัดนครศรีธรรมราช และสอบผ่านเข้ารับทุนการศึกษาของโครงการพัฒนาและส่งเสริมผู้มิความสามารถพิเศษทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (พสวท.) เพื่อศึกษาต่อในระดับปริญญาตรี – เอก โดยจบการศึกษาในระดับปริญญาตรีและโทในสาขาวิชาฟิสิกส์ ณ คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตหาดใหญ่ อย่างไรก็ตาม เนื่องจากความรู้ทางด้านฟิสิกส์สามารถนำมาต่อยอดการศึกษาทางด้านเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ซึ่งมีความสนใจเป็นพิเศษตั้งแต่สมัยเป็นนักเรียน รองศาสตราจารย์ ดร. วัฒนพงศ์ จึงศึกษาต่อระดับปริญญาเอกในสาขา Computer Science (Computer Graphics and Solid Modeling) ที่ Brunel University ประเทศสหราชอาณาจักร

    หลังจากสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาเอกแล้ว ได้กลับมาปฏิบัติงานในตำแหน่งอาจารย์ สาขาวิชาฟิสิกส์ สำนักวิชาวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ ตามสาขาที่จบการศึกษาในระดับปริญญาตรีและโท อย่างไรก็ตาม เนื่องจากได้ศึกษาทางด้าน Computer Science โดยตรงในระดับปริญญาเอก ดังนั้น เมื่อเป็นอาจารย์ที่สำนักวิชาวิทยาศาสตร์ได้ระยะหนึ่ง จึงได้ขอย้ายมาเป็นอาจารย์ที่สำนักวิชาวิศวกรรมศาสตร์และทรัพยากร และเริ่มต้นงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับคอมพิวเตอร์ควบคู่ไปกับการสอนในวิชาทางด้านคอมพิวเตอร์ตามความสนใจส่วนตัวและแรงบันดาลใจในวัยเด็ก ที่สำคัญนอกจากบทบาทในฐานะอาจารย์และนักวิจัยแล้ว รองศาสตราจารย์ ดร. วัฒนพงศ์ ยังเคยดำรงตำแหน่งคณบดีสำนักวิชาวิศวกรรมศาสตร์และทรัพยากร และผู้อำนวยการสถาบันวิจัยและพัฒนา อีกด้วย

    ด้วยในวัยเด็กของ รองศาสตราจารย์ ดร. วัฒนพงศ์ ขณะที่ศึกษาอยู่ในระดับมัธยมศึกษา มีความชอบด้านฮาร์ดแวร์คอมพิวเตอร์ วงจรอิเลคทรอนิคส์ จึงสนใจศึกษาหาความรู้ด้วยตนเองเกี่ยวกับการออกแบบวงจรอิเลคทรอนิคส์ และผนวกกับความรู้ในการเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์ ดังนั้น งานวิจัยหลักที่ดำเนินการจึงเป็นการพัฒนาฮาร์ดแวร์คอมพิวเตอร์เพื่อใช้เร่งการประมวลผลในการลดขนาดของไฟล์ข้อมูลภาพ นอกจากนั้นยังมีงานวิจัยในส่วนของการพัฒนาวิธีการอัตโนมัติในการจำแนกรูปแบบการเคลื่อนไหวของผู้สูงอายุเพื่อประโยชน์ต่อการป้องกันหรือเตือนการหกล้มซึ่งเป็นงานที่ใช้ความรู้จากการติดตามงานวิจัยที่ก่อให้เกิดประโยชน์กับสังคมในอนาคต และได้บูรณาการโจทย์วิจัยกับความรู้ทางด้านวิศวกรรมคอมพิวเตอร์

    นอกจากนี้ รองศาสตราจารย์ ดร. วัฒนพงศ์ เกิดทองมี ยังใช้แนวทางการสร้างพันธมิตรในการสร้างงานวิจัยโดยการขอการสนับสนุนครุภัณฑ์ วัสดุ และเครื่องมือวิจัยจากภาคเอกชนโดยตรง ผ่านทางช่องทาง University Program และ CSR (Corporate Social Responsibility) ทำให้ได้มาซึ่งครุภัณฑ์ วัสดุ และเครื่องมือวิจัยที่มีความทันสมัยภายในเวลาอันรวดเร็ว และยังช่วยประหยัดงบประมาณของมหาวิทยาลัยในการจัดซื้อครุภัณฑ์ วัสดุ และเครื่องมือวิจัยที่มีราคาสูง

    ด้วยความเชี่ยวชาญในการออกแบบและจัดสร้างระบบควบคุมและเครื่องมือสนับสนุนงานวิจัยโดยใช้ไมโครคอนโทรลลเลอร์/ไมโครโปรเซสเซอร์ การออกแบบและสร้างระบบโดยใช้ชิพกลุ่ม FPGA/CPLD โดยใช้ VHDL การพัฒนากระบวนวิธีทางคอมพิวเตอร์สำหรับการสังเคราะห์ภาพพื้นฐานและภาพโครงสร้างแบบ CSG (Rendering Algorithms) การพัฒนากระบวนวิธีทางคอมพิวเตอร์เพื่อใช้ในการควบคุมระบบโดยใช้ไมโครคอนโทรลเลอร์ (Process Control) การจำลองการทำงานของหุ่นยนต์โดยใช้ไมโครคอมพิวเตอร์ Computer Interfacing และ Computer Applications in Physics Experiments ทำให้ รองศาสตราจารย์ ดร. วัฒนพงศ์ มีผลงานวิจัยต่างๆ ที่ได้รับการตีพิมพ์เผยแพร่และนำเสนอในการประชุมทางวิชาการทั้งในและต่างประเทศกว่า 40 เรื่อง ทั้งยังเป็นกรรมการพิจารณาบทความทางวิชาการให้กับวารสารทั้งในและต่างประเทศ กรรมการ รวมทั้งที่ประชุมวิชาการอีกด้วย

    งานวิจัยที่ รองศาสตราจารย์ ดร. วัฒนพงศ์ กำลังดำเนินการอยู่ในปัจจุบันเป็นงานออกแบบและพัฒนาเครื่องพิมพ์ 3 มิติ LekOboT ที่มีเป้าหมายในการลดความซับซ้อนและต้นทุนการจัดสร้างสำหรับใช้เป็นเครื่องมือในการเรียนการสอนของนักเรียนและนักศึกษา โดยแรงบันดาลใจมาจากความใฝ่ฝันที่จะออกแบบและสร้างชิ้นงานพลาสติกในวัยเด็ก แต่ไม่สามารถหาเครื่องมือในการแปลงจากแนวคิดเป็นเครื่องต้นแบบได้ จึงได้พยายามออกแบบและพัฒนาเครื่องพิมพ์ 3 มิติ ที่สามารถเข้าถึงและใช้ประโยชน์ได้จากกลุ่มผู้ใช้งานในกลุ่มนักเรียนและนักศึกษา เครื่องพิมพ์ดังกล่าวนี้กำลังอยู่ในขั้นตอนของการส่งมอบเพื่อนำใปใช้ในการเรียน การสอน และการทำงานโครงงานของนักเรียนในโรงเรียน มอ. วิทยานุสรณ์ หาดใหญ่

    เมื่อพูดถึงความสำเร็จและความภาคภูมิใจ รองศาสตราจารย์ ดร. วัฒนพงศ์ เล่าว่า เป็นความสำเร็จและความภาคภูมิใจทั้งในแง่ของนักวิจัย นักวิชาการ และผู้สอน โดยได้รับรางวัลทุนช่วยเหลือทางด้านวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี จากมูลนิธิโทเรเพื่อการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ ประเทศไทย จำนวน 2 ครั้ง ในปี พ.ศ. 2544 และ 2551 และยังได้รับการพิจารณาให้ได้รับรางวัลเดียวกันนี้ใน ปี พ.ศ. 2558 (www.ttsf.or.th/winner2.php) อีกด้วย นอกจากนี้ บทความหลายบทความได้รับการจัดอันดับให้เป็นบทความที่ได้รับการดาวน์โหลดสูงสุด 25 อันดับแรกใน ScienceDirect (Top25 of ScienceDirect) โดยบางบทความได้รับการดาวน์โหลดสูงสุดเป็นอันดับ 1 ในหลายช่วงของการสำรวจข้อมูล ได้รับรางวัลศิษย์เก่าดีเด่นคณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ศิษย์เก่าดีเด่นโรงเรียนกัลยาณีศรีธรรมราช ที่สำคัญ งานวิจัยที่ทำได้ยื่นจดสิทธิบัตรการประดิษฐ์ “ระบบขับเคลื่อนเครื่องพิมพ์ 3 มิติ ความซับซ้อนต่ำ” ยื่นจดอนุสิทธิบัตร “กล้องจุลทรรศน์เพื่อการเรียนการสอนชนิดพกพา” และสิ่งประดิษฐ์ “LekOboT เครื่องพิมพ์ 3 มิติ จากรางลิ้นชักประกอบง่าย ราคาประหยัด” ได้รับการตัดสินให้ได้รับรางวัลผลงานประดิษฐ์คิดค้นในระดับดีจากสภาวิจัยแห่งชาติ(rrm.nrct.go.th) โดยจะรับรางวัลจากนายกรัฐมนตรีในวันที่ 2 กุมภาพันธ์ ศกนี้

     

    “การเข้าสู่ตำแหน่งวิชาการในระดับสูงสุดในบทบาทของอาจารย์มหาวิทยาลัย” คือเป้าหมายในอนาคตของรองศาสตราจารย์ ดร. วัฒนพงศ์ เกิดทองมี อาจารย์ประจำสำนักวิชาวิศวกรรมศาสตร์และทรัพยากร มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์

     

    ประวัติและผลงาน

     

    สมพร อิสรไกรศีล เรียบเรียง

  • รศ.ดร. มณฑล เลิศคณาวนิชกุล : เน้นศึกษางานทางด้านเภสัชศาสตร์ชีวภาพ

    รศ.ดร. มณฑล เลิศคณาวนิชกุล : เน้นศึกษางานทางด้านเภสัชศาสตร์ชีวภาพ

     

    รองศาสตราจารย์ ดร. มณฑล เลิศคณาวนิชกุล อาจารย์ประจำสำนักวิชาสหเวชศาสตร์และสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ มุ่งเน้นศึกษาในระดับลึกที่เกี่ยวข้องกับงานทางด้านเภสัชศาสตร์ชีวภาพ (Biopharmaceutical Sciences) โดยนำเอาจุลินทรีย์หรือผลิตภัณฑ์ออกฤทธิ์ทางเภสัชที่ผลิตโดยจุลินทรีย์ไปใช้ให้เกิดประโยชน์ในด้านการแพทย์ และงานด้านอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพ

    รองศาสตราจารย์ ดร. มณฑล สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีทางด้านจุลชีววิทยา เกียรตินิยมอันดับ 2 จากมหาวิทยาลัยบูรพา จากนั้นศึกษาต่อระดับปริญญาโทและเอกทางด้านเภสัชศาสตร์ชีวภาพจากมหาวิทยาลัยมหิดล โดยมุ่งเน้นศึกษาในระดับลึกที่เกี่ยวข้องกับงานทางด้านเภสัชศาสตร์ชีวภาพ ด้วยการนำจุลินทรีย์หรือผลิตภัณฑ์ที่ผลิตออกมาโดยจุลินทรีย์ไปใช้ให้เกิดประโยชน์ในด้านการแพทย์ จึงอาจกล่าวได้ว่าเป็นผู้มีความชำนาญการเกี่ยวกับจุลินทรีย์ทั้งที่เป็นโทษและที่เป็นประโยชน์

    เมื่อพูดถึงจุลินทรีย์ รองศาสตราจารย์ ดร. มณฑล เล่าให้ฟังว่า “จุลินทรีย์มีความเกี่ยวข้องกับชีวิตมนุษย์หลายด้าน เช่น ด้านการแพทย์และสัตวแพทย์ ด้านสาธารณสุข ด้านการเกษตร ด้านอุตสาหกรรม เป็นต้น ยิ่งไปกว่านั้นจุลินทรีย์ยังมีบทบาทในชีวิตประจำวันของมนุษย์อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เนื่องจากสิ่งมีชีวิตขนาดเล็กเหล่านี้อยู่รอบตัวเรา ทั้งในอากาศ น้ำ และอาหาร มีทั้งกลุ่มจุลินทรีย์ที่เป็นประโยชน์ ซึ่งมนุษย์ตั้งแต่โบราณแม้ไม่เคยรู้จักจุลินทรีย์มาก่อนแต่ก็ได้เคยใช้ประโยชน์จากจุลินทรีย์มาแล้วแทบทั้งสิ้น และก็ยังคงพบกลุ่มจุลินทรีย์ที่เป็นโทษอยู่บ้างที่เป็นสาเหตุก่อให้เกิดโรคต่างๆ ทั้งกับมนุษย์และสัตว์ แต่ก็เป็นสัดส่วนที่น้อยกว่ากลุ่มจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์”

    อย่างไรก็ตาม ยังคงมีความเข้าใจผิดๆ เกี่ยวกับจุลินทรีย์ ไม่ว่าจะด้วยความเชื่อของตนเองหรืออิทธิพลของสื่อต่างๆ ทำให้เกิดความเกลียดกลัวจุลินทรีย์ เนื่องจากเห็นว่าเป็นสิ่งสกปรกและนำมาซึ่งความเจ็บป่วย แต่ในความเป็นจริงแล้วได้มีการนำจุลินทรีย์มาใช้ประโยชน์ในด้านต่าง ๆ มากมาย ได้แก่ จุลินทรีย์กับสิ่งแวดล้อม เช่น การนำจุลินทรีย์มาช่วยรักษาสิ่งแวดล้อม บำบัดสารมลพิษที่ย่อยสลายยากทั้งที่เป็นสารอินทรีย์และสารอนินทรีย์ จุลินทรีย์กับการแพทย์ เช่น การนำจุลินทรีย์มาใช้เป็นตัวกลางในการผลิตสารที่จำเป็นบางอย่างที่เกี่ยวข้องกับทางการแพทย์และการรักษาโรค จุลินทรีย์กับอุตสาหกรรม เช่น การนำจุลินทรีย์มาใช้เกี่ยวกับอุตสาหกรรมอาหาร จุลินทรีย์กับการเกษตร เช่น การนำจุลินทรีย์มาทำเป็นเชื้อ EM (ปุ๋ยชีวภาพ)

    จากความเกี่ยวข้องระหว่างจุลินทรีย์กับสิ่งมีชีวิตหรือแม้แต่เกี่ยวข้องกับสิ่งแวดล้อมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ทำให้ รองศาสตราจารย์ ดร. มณฑล มีความสนใจที่จะศึกษาวิจัยเพื่อนำจุลินทรีย์มาใช้ประโยชน์ จนเกิดความชำนาญเกี่ยวกับจุลินทรีย์ทั้งที่เป็นประโยชน์และเป็นโทษ เพื่อเฝ้าระวัง ป้องกัน และใช้จุลินทรีย์เป็นตัวควบคุมคุณภาพของอาหารให้ปลอดภัยต่อการนำมาบริโภค การนำจุลินทรีย์มาใช้เป็นอาหาร รวมทั้งนำเอาสารออกฤทธิ์ทางชีวภาพที่จุลินทรีย์ผลิตออกมาในระหว่างการเจริญเติบโตมาใช้ให้เกิดประโยชน์ ซึ่งในเบื้องต้นได้ศึกษาโดยนำไปผสมใช้กับผลิตภัณฑ์เจลแต้มสิว น้ำยาบ้วนปาก หรือนำไปเป็นสารต้นแบบสำหรับใช้เป็นสารปฏิชีวนะทดแทนยาเคมีสังเคราะห์เพื่อต้านแบคทีเรียดื้อยาเมธิซิลลินในกลุ่ม Staphylococcus aureus (methicillin resistant Staphylococcus aureus) โดยในขณะนี้ได้มีการเก็บรวบรวมแบคทีเรียที่มีสมบัติดังกล่าวจากแหล่งธรรมชาติไว้อย่างมากมาย ได้แก่ กลุ่มสเตรปโตมัยสีท (Streptomyces) บาซิลลัส (Bacillus) และแบคทีเรียกรดแลคติค (Lactic Acid Bacteria) ซึ่งบางส่วนของแบคทีเรียที่มีประโยชน์เหล่านี้ได้ถูกนำไปแยกวินิจฉัยด้วยการหาลำดับยีน 16S rDNA และนำข้อมูลลำดับยีนดังกล่าวไปวางไว้ในฐานข้อมูลของ GenBank (National Center for Biotechnology Information: NCBI) เพื่อเป็นแหล่งสื่อกลางสาธารณะในการเข้าถึงของผู้ที่มีความสนใจงานวิจัยทางด้านจุลชีววิทยา

    นอกจากนี้ รองศาสตราจารย์ ดร. มณฑล ยังได้เป็นสมาชิกของศูนย์ชีววัสดุประเทศไทย (Thailand Bioresources Research Center : TRBC) ศูนย์พันธุวิศวกรรม (BIOTECH) เพื่อขอจัดเก็บรวบรวมแบคทีเรียที่คัดแยกได้จากแหล่งธรรมชาติไม่ให้สูญหายไป นับว่าเป็นการใช้ประโยชน์จากความหลากหลายของจุลินทรีย์ได้อย่างมีประสิทธิภาพและเผยแพร่ข้อมูลที่ได้จากการวิจัยเพื่อให้นักวิจัยรุ่นใหม่ได้ใช้เป็นแนวทางการศึกษาให้เกิดประโยชน์ได้อย่างสูงสุด

    จากความเชี่ยวชาญทางด้านการใช้ประโยชน์จากความหลากหลายทางชีวภาพ ด้านแบคทีเรีย และความปลอดภัยของอาหารทางด้านจุลชีววิทยา รวมทั้งความสนใจทางด้านแบคทีเรียโปรไบโอติค แบคเทอริโอซิน การนำแบคทีเรียที่มีประโยชน์มาทำเป็นผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร และแบคทีเรียดื้อยาต้านจุลชีพ ทำให้ รองศาสตราจารย์ ดร. มณฑล ได้รับเงินทุนสนับสนุนการวิจัยทั้งจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) งบประมาณแผ่นดิน และมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ เป็นต้น โดยมีผลงานวิจัยที่ได้รับการตีพิมพ์เผยแพร่ในวารสารทั้งในและต่างประเทศ จำนวน 61 เรื่อง และได้นำเสนอบทความวิจัยที่ประชุมวิชาการ จำนวน 55 เรื่อง ที่สำคัญได้รับสิทธิบัตรการประดิษฐ์ “เจลแต้มสิวที่มีผลด้านแบคทีเรียก่อสิวที่ประกอบด้วยโปรตีนชีวสารกึ่งบริสุทธิ์” อีกด้วย

    นอกจากนี้ ยังได้รับทุนสนับสนุนการวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการนำจุลินทรีย์มาใช้ประโยชน์อย่างต่อเนื่อง ได้แก่ การนำจุลินทรีย์มาใช้เป็นโปรไบโอติก การใช้แบคเทอริโอซินที่ผลิตจากแบคทีเรียไปต้านจุลินทรีย์ก่อโรค การใช้จุลินทรีย์มาเป็นอาหารเพื่อลดระดับโคเลสเตอรอล รวมทั้งการศึกษาอุบัติการณ์ของจุลินทรีย์ดื้อยาที่มีปนเปื้อนอยู่ในห่วงโซ่อาหาร ขณะเดียวกัน รองศาสตราจารย์ ดร. มณฑล ยังได้พยายามใช้วิทยาศาสตร์ชั้นสูงโดยอาศัยเทคนิคทางพันธุวิศวกรรม เพื่อทำการตัดต่อยีนที่เกี่ยวข้องกับการผลิตสารออกฤทธิ์ปฏิชีวนะที่สนใจทำให้ให้จุลินทรีย์มีประสิทธิภาพสูงขึ้น และเป็นประโยชน์มากขึ้น

    “การมุ่งเน้นทำงานวิจัยพร้อมกับการสอนที่สอดแทรกคุณธรรมให้แก่บัณฑิตทุกรุ่น เพื่อพัฒนาบัณฑิตให้มีความรู้คู่ความดี และเกิดทักษะด้านการวิจัย เป็นทรัพยากรที่มีคุณภาพต่อประเทศชาติ ทำให้ได้รับมอบโล่เชิดชูเกียรติบุคลากรดีเด่นตามภารกิจหลักของมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ (มวล.) ด้านการวิจัย เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันสถาปนามหาวิทยาลัย ครบปีที่ 22 ประจำปี พ.ศ. 2557” ถือเป็นหนึ่งในความภาคภูมิใจของ รองศาสตราจารย์ ดร. มณฑล เลิศคณาวนิชกุล ทั้งในฐานะอาจารย์และนักวิจัย

    ประวัติและผลงาน

     

    สมพร อิสรไกรศีล เรียบเรียง

  • รัชฎา คชแสงสันต์ : พัฒนางานวิจัยแบบมีส่วนร่วมจากชุมชน

    รัชฎา คชแสงสันต์ : พัฒนางานวิจัยแบบมีส่วนร่วมจากชุมชน

    นางสาวรัชฎา คชแสงสันต์ นักวิจัย สถาบันวิจัยและพัฒนา มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ เน้นแนวทางการการพัฒนางานวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม ที่มาจากความต้องการหรือปัญหาของชุมชนเพื่อนำไปสู่การแก้ไขปัญหาหรือพัฒนาในพื้นที่ชุมชนเหล่านั้นให้ดียิ่งขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนัง

    นางสาวรัชฎา คชแสงสันต์ จบการศึกษาศิลปศาสตรบัณฑิต สาขาภูมิศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ จากนั้นศึกษาต่อวิทยาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาเทคโนโลยีการวางแผนสิ่งแวดล้อมเพื่อพัฒนาชนบท จากมหาวิทยาลัยมหิดล ระหว่างศึกษาอยู่ได้รับทุนวิจัยมูลนิธิสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี และในปี 2549 ได้เข้าทำงานที่มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ภายใต้โครงการวิจัยและพัฒนาพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนัง ซึ่งเป็นหนึ่งในพันธกิจหลักของมหาวิทยาลัยที่จะเข้าร่วมไปมีบทบาทการพัฒนาพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนังเพื่อสนองพระราชดำริพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในการพัฒนาและฟื้นฟูศักยภาพของพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนัง ให้สามารถกลับมาเป็นแหล่งผลิตทางเกษตรที่อุดมสมบูรณ์และชุมชนสามารถเลี้ยงตัวเองได้อย่างยั่งยืน

    จากการเข้าไปมีส่วนร่วมในโครงการพัฒนาพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนัง ทำให้ นางสาวรัชฎา ได้แรงบันดาลใจในการทำวิจัย โดยเน้นที่การทำอย่างไรให้ชุมชนได้ตระหนักรู้คิดเท่าทันและร่วมแรงร่วมใจกันอนุรักษ์ ฟื้นฟู และใช้ทรัพยากรธรรมชาติของชุมชนอย่างรู้คุณค่าอย่างยั่งยืน ทำอย่างไรให้ชุมชนได้ตระหนักในคุณค่าและภาคภูมิใจในองค์ความรู้และภูมิปัญญาของชุมชน แล้วดำรงไว้ซึ่งภูมิปัญญาของชุมชนเหล่านั้นให้เป็นวิถีของชุมชน และทำอย่างไรชุมชนจะสามารถดำรงอยู่ได้ด้วยการพึ่งพาตนเองบนฐานทรัพยากรของชุมชน ตามแนวพระราชดำริเศรษฐกิจพอเพียง โดยงานวิจัยที่เธอให้ความสนใจเป็นพิเศษเป็นเรื่องเกี่ยวกับการอนุรักษ์และฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม การจัดการพื้นที่ป่าต้นน้ำโดยชุมชน การอนุรักษ์พืชผักพื้นบ้านและไม้พื้นเมือง ภูมิปัญญาและการมีส่วนร่วมของชุมชน รวมทั้งชุมชนพึ่งตนเองตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง

    นางสาวรัชฎา ได้ทำงานวิจัยทั้งในฐานะหัวหน้าโครงการและผู้ร่วมวิจัย จำนวน 19 โครงการ โดยได้รับทุนสนับสนุนการวิจัยจากหน่วยงานต่างๆ ทั้งภายในและภายนอกมหาวิทยาลัย เช่น โครงการการพัฒนารูปแบบการจัดการพื้นที่ป่าต้นน้ำปากพนังอย่างยั่งยืนโดยอาศัยภูมิปัญญาท้องถิ่นของชุมชนบ้านวังหอน ตำบลวังอ่าง อำเภอชะอวด จังหวัดนครศรีธรรมราช ได้รับทุนสนับสนุนการวิจัยจากเครือข่าย สกอ. ภาคใต้ตอนบน การมีส่วนร่วมของชุมชนในการจัดการทรัพยากรป่าพรุคลองค็องอย่างยั่งยืน และโครงการอนุรักษ์และฟื้นฟูพันธุ์พืชผักพื้นบ้านเป็นแหล่งอาหารชุมชนชายพรุ จากสำนักงาน กปร. โครงการจัดการท่องเที่ยวเชิงนิเวศโดยชุมชนต้นน้ำบ้านวังหอน ตำบลวังอ่าง อำเภอชะอวด จังหวัดนครศรีธรรมราช สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) โครงการระบบฐานข้อมูลเพื่อสนับสนุนการตัดสินใจบริหารจัดการพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนัง ชุดโครงการวิจัยและพัฒนาพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนัง มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ จากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) โครงการฐานข้อมูลชุมชนต้นแบบการพึ่งตนเองตามแนวเศรษฐกิจพอเพียงในพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนัง จากมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ เป็นต้น

    ทั้งนี้ แนวทางในการทำงานวิจัยต่างๆ ข้างต้น เป็นการพัฒนางานวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม ที่มาจากความต้องการหรือปัญหาของชุมชนเพื่อนำไปสู่การแก้ไขปัญหาหรือพัฒนาในพื้นที่ชุมชนเหล่านั้นให้ดียิ่งขึ้น โดยมีชุมชนร่วมเป็นทีมในการขับเคลื่อนงานวิจัยสู่การใช้ประโยชน์ของชุมชน เน้นการสร้างกระบวนการเรียนรู้ให้เกิดขึ้นชุมชน ตั้งแต่กระบวนการร่วมคิด ร่วมทำ และร่วมกันใช้ประโยชน์จากงานวิจัยด้วยกัน โดยชุมชนสามารถขับเคลื่อนหรือต่อยอดการดำเนินกิจกรรมนั้นได้ด้วยตนเอง ที่สำคัญเป็นงานวิจัยที่สนองพระราชดำริ ในการหนุนเสริมองค์ความรู้และภูมิปัญญาในการพึ่งพาตนเองตามแนวเศรษฐกิจพอเพียง

    ในส่วนของความสำเร็จและความภาคภูมิใจตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา นางสาวรัชฎา บอกว่า คือ การได้ทำงานสนองแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ภายใต้โครงการพัฒนาพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนัง อันเนื่องมาจากพระราชดำริ ขณะเดียวกัน งานวิจัยที่ทำเป็นประโยชน์ต่อชุมชน ทำให้ชุมชนสามารถนำไปต่อยอดทำงานวิจัยอื่นๆ ได้

    ในตอนท้าย นางสาวรัชฎา คชแสงสันต์ ได้บอกถึงเป้าหมายในอนาคตในฐานะนักวิจัยว่า “จะร่วมพัฒนาแหล่งเรียนรู้ระหว่างมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์และชุมชนในพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนัง รวมทั้งการสร้างความตระหนักในฐานความรู้และภูมิปัญญาของชุมชนในการพึ่งพาตนเอง”

     

    ประวัติและผลงาน
    สมพร อิสรไกรศีล เรียบเรียง

  • อาจารย์บุณฑรี จันทร์กลับ ศึกษาและสังเคราะห์ข้อมูลเกี่ยวกับจังหวัดนครศรีธรรมราช

    อาจารย์บุณฑรี จันทร์กลับ อาจารย์ประจำสำนักวิชาการจัดการ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ ทำการศึกษาวิจัยที่เกี่ยวข้องกับจังหวัดนครศรีธรรมราช โดยเน้นด้านโลจิสติกส์สินค้าเกษตรและสินค้าชุมชน รวมทั้งการสังเคราะห์ข้อมูลจังหวัดนครศรีธรรมราช
    งานวิจัยของอาจารย์บุณฑรี ซึ่งได้รับทุนจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) เรื่อง การศึกษารูปแบบการจัดการโซ่อุปทานที่เหมาะสมเพื่อรองรับการขยายตัวของการปลูกปาล์มในพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนังและพื้นที่ใกล้เคียงในจังหวัดนครศรีธรรมราช พบว่า รูปแบบของโซ่อุปทานของปาล์มน้ำมันแบ่งได้ 5 รูปแบบ คือ รูปแบบที่ 1 ขายให้กับโรงงานสกัดโดยตรง รูปแบบที่ 2 ขายให้กับผู้ประกอบการลานเทเอง แล้วผู้ประกอบการลานเทปาล์มขายต่อให้กับโรงงานสกัดปาล์ม รูปแบบที่ 3 ผู้ประกอบการลานเทเก็บเกี่ยวผลผลิต ไปขายให้กับโรงงานสกัดปาล์มน้ำมัน รูปแบบที่ 4 ทีมรับจ้างฯ เก็บเกี่ยวผลผลิตไปขายให้กับผู้ประกอบการลานเท จากนั้นผู้ประกอบการลานเทนำผลผลิตปาล์มไปขายให้กับโรงงานสกัดปาล์มน้ำมัน และรูปแบบที่ 5 สหกรณ์รวบรวมผลผลิตปาล์มน้ำมันจากกลุ่มสมาชิกและบุคคลทั่วไปที่นำผลผลิตมาขาย ไปขายต่อให้กับโรงงานสกัด
    จากการศึกษาและวิเคราะห์ต้นทุนที่เกิดขึ้นตลอดโซ่อุปทานปาล์มน้ำมันในพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนังและพื้นที่ใกล้เคียงในจังหวัดนครศรีธรรมราช พบว่า ผู้ขายวัตถุดิบหรือเกษตรกรมีต้นทุนการปลูกปาล์มน้ำมัน 2.82 บาทต่อกิโลกรัมของผลปาล์มสด ในขณะที่ผู้รวบรวมหรือลานเทมีต้นทุนประกอบการกิโลกรัมละ 4.73 บาท ส่วนปัจจัยที่ส่งผลต่อการตัดสินใจปลูกปาล์มน้ำมันของเกษตรกร มีด้วยกัน 6 ด้าน คือ ด้านสังคม เห็นคนอื่นทำได้ผลดี สมาชิกในครัวเรือนสนับสนุนให้ปลูก และการแนะนำของเพื่อนบ้าน ด้านเศรษฐกิจ มีตลาดรองรับผลผลิต ครอบครัวมีเงินลงทุน มีขนาดพื้นที่ถือครองมากพอ และ ราคาจำหน่ายปาล์มน้ำมัน ด้านกายภาพ การคมนาคมสะดวกจากบ้านถึงสวนปาล์มน้ำมัน สภาพของพื้นที่มีความเหมาะสม มีขนาดพื้นที่ปลูกปาล์มน้ำมันเพียงพอ และพื้นที่มีความอุดมสมบูรณ์ ด้านชีวภาพ การปฏิบัติและดูแลรักษาไม่ยุ่งยาก มีโรคและแมลงศัตรูพืชระบาดน้อย ด้านการผลิต ความสะดวกในการจัดหากล้าพันธุ์ ด้านการส่งเสริมและบริการ ได้รับข้อมูลข่าวสารจากสื่อต่างๆ ได้รับการฝึกอบรมและคำแนะนำจากเจ้าหน้าที่ ได้รับการสนับสนุนปัจจัยการผลิต และมีการจัดตั้งเป็นสหกรณ์ผู้ปลูกปาล์ม
    จุดที่เป็นปัญหา คือ โรงสกัดในพื้นที่มีน้อย ซึ่งหากเพิ่มโรงสกัดได้จะทำให้ต้นทุนการขนส่งของเกษตรกรและลานเทลดลง เกษตรกรและลานเทมีอำนาจการต่อรองเรื่องราคากับโรงสกัดได้มากขึ้น และหากโรงสกัดมากขึ้นก็จะสามารถรองรับปริมาณผลผลิตปาล์มในพื้นที่ที่จะมีมากขึ้นในอนาคตได้ อย่างไรก็ตาม จากการศึกษามุมมองของเกษตรกร ผู้ประกอบการลานเทและโรงสกัด พบว่า โรงสกัดต้องการให้เกษตรกรและลานเทพัฒนาประสิทธิภาพในการจัดการ ต้นทุน คุณภาพ การบริการ และระยะเวลาในการส่งมอบสินค้า
    ดังนั้น การออกแบบรูปแบบโซ่อุปทานใหม่เพื่อรองรับการขยายตัวของการปลูกปาล์มน้ำมัน ควรเน้นการขยายในแนวตั้งในส่วนของโรงสกัด ซึ่งมีด้วยกัน 4 รูปแบบ คือ รูปแบบที่ 1 ยังคงมีโรงสกัดอยู่เพียงโรงงานเดียว แต่มีการขยายกำลังการผลิตเพิ่มเติม รูปแบบที่ 2 เพิ่มโรงสกัดขนาดใหญ่ในพื้นที่อีก 1 โรงงาน รูปแบบที่ 3 เพิ่มโรงสกัดขนาดกลางและขนาดเล็กในพื้นที่หลายโรงงาน โดยการสร้างใหม่ หรือสร้างโรงสกัดด้วยการปรับเปลี่ยนจากธุรกิจเก่า เช่น โรงสี เป็นต้น รูปแบบที่ 4 เพิ่มโรงสกัดขนาดกลาง ขนาดเล็กในพื้นที่หลายโรงงาน และการรวมตัวเป็นสหกรณ์หรือโรงสกัดชุมชน (บริหารจัดการในลักษณะของ สหกรณ์ ) โดยมีแนวทางการจัดการโซ่อุปทานได้ 2 มิติ คือ การจัดการในบทบาทของตนเองและความร่วมมือกันจัดการตลอดโซ่อุปทาน
    ส่วนการสังเคราะห์ข้อมูลจังหวัดนครศรีธรรมราช ซึ่งได้รับทุนจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) เช่นเดียวกัน เป็นการนำประเด็นย่อยที่ค้นพบจากการทบทวนข้อมูลและยุทธศาสตร์ของจังหวัดนครศรีธรรมราช และการทบทวนด้านงานวิจัย ในช่วงปี 2550-2555 เพื่อนำมาเชื่อมโยงให้เห็นถึงความสอดคล้องกันและช่องว่างที่เป็นทั้งโอกาสในการพัฒนา รวมทั้งปัญหาที่ต้องการแก้ไขในอนาคต
    จากผลการทบทวนข้อมูลได้ดำเนินการสังเคราะห์งานวิจัยบนฐานของข้อมูลและยุทธศาสตร์ของจังหวัดนครศรีธรรมราช สรุปได้ว่า ช่องว่าง (GAP) ที่ต้องการการสนับสนุน แก้ไขและพัฒนา มีทั้งหมด 12 ประเด็น โดยมี 3 ประเด็น ที่มีโครงการหลักภายใต้ยุทธศาสตร์ของจังหวัดสนับสนุนอยู่ ได้แก่ 1) ส่งเสริมให้ความรู้ อาชีพและแหล่งงานเพื่อสร้างรายได้ และส่งเสริมแนวความคิดเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อลดภาระหนี้สินที่เกินตัว 2) ดูแลรักษาโครงสร้างพื้นฐานเดิมให้ใช้งานได้และสร้างเพิ่มเติมให้ทันต่อความต้องการที่แท้จริงในพื้นที่ และ 3) แนวทางและการดูแลรักษาทรัพยากรป่าไม้ให้คงอยู่ต่อไป ส่วนที่เหลืออีก 9 ประเด็น ยังได้รับความสนใจน้อยทั้งจากภาครัฐที่มีจำนวนโครงการที่เข้ามาสนับสนุนไม่เพียงพอและในส่วนของงานวิจัยก็ยังเป็นประเด็นที่ไม่ค่อยได้รับความสนใจในการดำเนินการวิจัย ได้แก่ 1) ให้การสนับสนุนองค์ความรู้ เงินทุน และปัจจัยการผลิต เพื่อให้ได้ผลผลิตยางพาราและปาล์มน้ำมันดีขึ้น ราคาที่ขายสูงขึ้นด้วยต้นทุนที่ลดต่ำลง 2) การสนับสนุนด้านราคาของข้าวและผลไม้ที่เหมาะสม เนื่องจากต้นทุนที่สูงขึ้นในปัจจุบันทำให้แนวโน้มการปลูกลดลง 3) สร้างความเข้มแข็งให้มากขึ้น เพื่อเพิ่มอำนาจการต่อรองกับลูกค้า และการสนับสนุนจากภาครัฐ ด้วยการร่วมกลุ่มเป็นสหกรณ์หรือสถาบันเกษตรต่างๆ 4) สนับสนุนบุคลากรและสิ่งอำนวยความสะดวกด้านสาธารณสุขเพื่อแก้ไขปัญหาการให้บริการที่ไม่เพียงพอแก่ประชาชน 5) การแก้ปัญหามลพิษที่ปล่อยลงสู่ธรรมชาติ รักษาแหล่งอาหารของสัตว์ทะเล และส่งเสริมให้มีการเลี้ยงมากขึ้น เพื่อเพิ่มปริมาณสัตว์น้ำทะเลและชายฝั่ง 6) ให้ความรู้กับเยาวชนถึงพิษภัยของยาเสพติด เข้มงวดในการตรวจจับเส้นทางการค้ายาเสพติด และสร้างพื้นฐานครอบครัวและชุมชนให้เข้มแข็งต่อต้านยาเสพติด 7) แก้ปัญหาของเสียที่ปล่อยออกจากชุมชนเมืองและพื้นที่ประกอบธุรกิจในบริเวณใกล้เคียง และแก้ไขปัญหาความตื้นเขินของแหล่งน้ำ 8) สร้างมาตรการ แนวทางในการรองรับสถานการณ์และแผนการช่วยเหลือ เยียวยา ขณะและหลังเกิดเหตุการณ์ภัยแล้งและอุทกภัย และ9) ปรับปรุงและสร้างโครงสร้างพื้นฐานการขนส่งทางรถไฟ เช่น เส้นทางการเดินรถ สถานีรถไฟ และสถานที่เปลี่ยนถ่ายสินค้า (CY) ให้เพียงพอต่อความต้องการที่แท้จริง
    นอกจากนี้ อาจารย์บุณฑรี จันทร์กลับ ยังได้ทำวิจัยที่เป็นประโยชน์ต่อชุมชน เช่น “การวิเคราะห์โซ่คุณค่าของดอกมะลิเพื่อสร้างแนวทางการพัฒนาที่ยั่งยืน กรณีศึกษา ตำบลท่าเรือ อำเภอเมือง จังหวัดนครศรีธรรมราช” โดยได้รับทุนจากมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ ทั้งยังได้ทำวิจัยในฐานะนักวิจัยร่วม โดยได้รับทุนจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย หัวเรื่อง “การส่งกำลังบำรุงเพื่อบรรเทาทุกข์ฉุกเฉิน : โมเดลการตอบสนองภัยพิบัติในพื้นที่ตำบลเทพราช อำเภอสิชล จังหวัดนครศรีธรรมราช” และ “การศึกษาห่วงโซ่คุณค่าของสินค้าฮาลาลเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการ” อีกด้วย
    “งานวิจัยไม่ใช่เป็นเพียงงานวิชาการ แต่เป็นสิ่งที่ช่วยแก้ปัญหาและช่วยในการวางแผนให้ชุมชนได้ ซึ่งหากงานวิจัยของเราเป็นประโยชน์ต่อชุมชนได้จริง จะเกิดความอิ่มใจและแรงบันดาลใจให้กับเรา” อาจารย์บุณฑรี จันทร์กลับ กล่าวในตอนท้าย

    สมพร อิสรไกรศีล ส่วนประชาสัมพันธ์ เรียบเรียง

  • รศ.ดร.วรรณา ชูฤทธิ์ : ยึดแนวคิดวิจัยจากงานสอน โจทย์ท้องถิ่น และโอกาสนำไปใช้ในระดับอุตสาหกรรม

    รศ.ดร.วรรณา ชูฤทธิ์ : ยึดแนวคิดวิจัยจากงานสอน โจทย์ท้องถิ่น และโอกาสนำไปใช้ในระดับอุตสาหกรรม

    รองศาสตราจารย์ ดร.วรรณา ชูฤทธิ์ อาจารย์ประจำสำนักวิชาเทคโนโลยีการเกษตร มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ มุ่งเน้นผลักดันผลงานวิจัยสู่ภาคการผลิต โดยยึดการทำงานวิจัยจากงานสอน โจทย์จากท้องถิ่น และโอกาสนำไปใช้ในระดับอุตสาหกรรม ซึ่งเป็นแนวคิดหลักในการสร้างโจทย์วิจัย จนได้รับการเชิดชูเกียรติให้เป็นอาจารย์ดีเด่นด้านการวิจัย มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ ประจำปี 2556

    รองศาสตราจารย์ ดร.วรรณา เป็นชาวจังหวัดนครศรีธรรมราช สำเร็จการศึกษาชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายที่โรงเรียนเบญจมราชูทิศ จังหวัดนครศรีธรรมราช และศึกษาต่อสาขาชีววิทยา ที่มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตหาดใหญ่ ได้รับทุนการศึกษาภายใต้โครงการพัฒนาอาจารย์ ตามความต้องการของภาควิชาอุตสาหกรรมเกษตร คณะทรัพยากรธรรมชาติ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ศึกษาต่อระดับปริญญาโทสาขาจุลชีววิทยา ที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เมื่อสำเร็จการศึกษาจึงได้เข้ารับราชการในตำแหน่งอาจารย์ ภาควิชาอุตสาหกรรมเกษตร คณะทรัพยากรธรรมชาติ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ซึ่งเป็นหน่วยงานที่ได้รับทุนการศึกษา และได้รับทุนหลังจบการศึกษาปริญญาโทจากองค์กรยูเนสโกเพื่อศึกษาด้านจุลชีววิทยา (UNESCO International Post-Graduate University Course in Microbiology) ที่มหาวิทยาลัยโอซาก้า ประเทศญี่ปุ่น

    หลังจากนั้นก็ได้รับทุนการศึกษาจากรัฐบาลประเทศญี่ปุ่น (Monbushou) ไปศึกษาต่อระดับปริญญาเอก ที่มหาวิทยาลัยโตโฮกุ เมืองเซ็นได ประเทศญี่ปุ่น และเมื่อมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์เปิดการเรียนการสอนเป็นปีแรก ในปี พ.ศ. 2541 รองศาสตราจารย์ ดร.วรรณา ได้มาทำงานในตำแหน่งอาจารย์สาขาวิชาเทคโนโลยีชีวภาพ สำนักวิชาเทคโนโลยีการเกษตร ด้วยหวังจะนำความรู้และประสบการณ์ต่างๆ ที่ได้ศึกษาและเรียนรู้มาถ่ายทอดให้กับนักศึกษาของมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยใหม่ ขณะเดียวกันก็ทำให้มีโอกาสส่งเสริมและพัฒนางานทางด้านการเกษตรผ่านการทำวิจัยให้กับจังหวัดนครศรีธรรมราชซึ่งเป็นบ้านเกิดอีกด้วย

    รองศาสตราจารย์ ดร.วรรณา เล่าว่า มีความสนใจ อยากรู้ ชอบและมีความสุขที่ได้ทำงานวิจัย ขณะเดียวกันงานสอนก็เป็นงานสร้างคน เมื่อได้รวมทั้งสองอย่างไว้ด้วยกัน ทำให้สามารถทำงานวิจัยและงานสอนได้อย่างมีความสุข จึงได้วางแนวคิดหลักที่เชื่อมโยงการเรียนการสอน การทำวิจัย และการนำผลงานวิจัยไปใช้ประโยชน์ไว้ด้วยกัน โดยนำประสบการณ์และความรู้ที่ได้จากงานวิจัยและการออกภาคสนาม หรือการพูดคุยกับผู้ประกอบการมาบอกเล่าสอดแทรกในเนื้อหาสาระที่สอนนักศึกษา ซึ่งได้รับการตอบรับที่ดีเนื่องจากนักศึกษาได้ฟังเรื่องราวจากประสบการณ์จริง ทำให้มองเห็นภาพในอนาคตหลังจากจบการศึกษาและออกสู่โลกอาชีพ หรือในกรณีที่มีการอภิปรายแนวทางการทำวิจัยกับนักศึกษาที่ช่วยทำงานวิจัย ทำให้รับรู้ถึงพัฒนาการและความเข้าใจในงานวิจัยนั้นๆของนักศึกษา เหมือนกับว่าได้สร้างแรงบันดาลใจและถ่ายทอดสิ่งที่ตัวเองสนใจไปยังนักศึกษา อย่างไรก็ตามก่อนที่จะลงมือทำงานวิจัย อาจารย์กล่าวว่าต้องวางสมมุติฐานให้ชัดเจน มองเห็นภาพงานวิจัยว่าต้องการพิสูจน์หรือศึกษาอะไร จะนำเสนอและวิเคราะห์ผลอย่างไร นอกจากในเนื้องานวิจัยแล้ว อาจารย์กล่าวว่าทำอย่างไรให้ลูกศิษย์ที่สอนให้ทำงานวิจัย ได้เทคนิคและความคิด มีพัฒนาการด้านการเขียน อ่าน วิเคราะห์ข้อมูลได้ ซึ่งปัจจุบันอาจารย์มีลูกศิษย์ในโครงการปริญญาเอกกาญจนาภิเษก ที่กำลังศึกษาอยู่กับอาจารย์จำนวน 3 คน
    ด้วยพื้นฐานความรู้และความชอบที่ได้เล่าเรียนมาด้านจุลชีววิทยา ทำให้ รองศาสตราจารย์ ดร.วรรณา มีความเชี่ยวชาญด้านการประยุกต์ใช้ความรู้ด้านจุลชีววิทยา กับการเพิ่มมูลค่าวัสดุเศษเหลือจากการเกษตร และการจัดการวัสดุเศษเหลือและน้ำทิ้งด้วยวิธีการทางเทคโนโลยีชีวภาพ โดยเน้นการนำงานวิจัยไปใช้ในระดับอุตสาหกรรม อาจารย์บอกว่า บางโจทย์ที่พัฒนาขึ้น ไม่สามารถนำมาใช้ประโยชน์ในระดับอุตสาหกรรมได้ เพราะเป็นเพียงมุมมองของตัวเอง จึงต้องพยายามมองหาช่องทาง พูดคุยกับกลุ่มคนหรือหน่วยงานที่คาดว่าจะนำผลงานวิจัยไปใช้ประโยชน์ พูดง่ายๆ คือ “หาผู้เล่น” เพิ่ม เพื่อสร้างโอกาสการนำผลงานวิจัยไปใช้จริง อาจารย์มีงานวิจัยที่ทำได้รับทุนสนับสนุนจากแหล่งทุนต่างๆ อย่างต่อเนื่อง เช่น สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ สำนักงานคณะกรรมการอุดมศึกษา กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน กระทรวงพลังงาน ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพ เป็นต้น และในช่วงที่ทำงานในมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ได้มีโอกาสนำผลงานวิจัยไปนำเสนอในการประชุมวิชาการระดับชาติและนานาชาติกว่า 29 เรื่อง ได้จดทะเบียนสิ่งประดิษฐ์จำนวน 4 เรื่อง คือ กรรมวิธีการผลิตกรด 5-อะมิโนลีวูลินิกจากแบคทีเรียสังเคราะห์แสง กรรมวิธีการเตรียมเซลล์สาหร่าย Chlorella sp. (WU-W05) แบบมืดเพื่อนำผลิตภัณฑ์ที่ได้ไปผลิตไบโอดีเซล กรรมวิธีการเตรียมเซลล์สาหร่าย Chlorella sp. (WU-W05) แบบสว่างเพื่อนำผลิตภัณฑ์ที่ได้ไปผลิตไบโอดีเซล และกรรมวิธีการลดลิกนินในเศษเหลือทะลายปาล์มน้ำมันด้วยกรดเพอร์แอซีติก

    ความคาดหวังอีกด้านของคนทำงานวิจัยคือ การนำผลงานมาเผยแพร่ในวารสารทางวิชาการ รองศาสตราจารย์ ดร.วรรณา ก็เช่นกัน ต้องสืบค้นผลงานวิจัยที่ต้องการทำวิจัยว่า มีใครได้ศึกษามาก่อนและมีความก้าวหน้าอย่างไร ต้องศึกษาและปรับจนตกผลึก จึงเริ่มลงมือทำงานวิจัย ในระหว่างการทำงานวิจัย ก็หมั่นอ่านความก้าวหน้าของงานในเรื่องที่กำลังทำวิจัยว่า ห้องแล็บอื่นๆ มีผลงานอะไรออกมา แล้วปรับงานของตนเองเพื่อลดความซ้ำซ้อนและเพิ่มความก้าวหน้าของงานด้านนั้น โดยมีผลงานวิจัยที่เป็นเจ้าของผลงานและได้รับการตีพิมพ์เผยแพร่ในวารสารวิชาการระดับนานาชาติจำนวน 30 เรื่อง ซึ่งงานวิจัยดังกล่าวได้รับการอ้างอิงในวารสารต่างๆ เป็นจำนวนมากอีกด้วย

    จากผลงานวิจัยที่ได้ทำมาอย่างต่อเนื่องและมีผลงานเป็นที่ยอมรับในวงวิชาการและเอกชน ทำให้ รองศาสตราจารย์ ดร.วรรณา ชูฤทธิ์ ได้รับรางวัลครูดีเด่นด้านการวิจัย ในปี พ.ศ. 2556 และเข้ารับพระราชทานโล่ประกาศเกียรติคุณจากสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี ในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรแก่ผู้สำเร็จการศึกษา ประจำปีการศึกษา 2556 เมื่อวันที่ 1 สิงหาคม 2557 ที่ผ่านมา

    ในตอนท้าย รองศาสตราจารย์ ดร.วรรณา ชูฤทธิ์ บอกเล่าให้ฟังว่า หวังให้นักศึกษานำความรู้ที่ได้รับตลอดระยะเวลาที่ศึกษาอยู่ที่มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ มาปรับใช้ได้ในชีวิตประจำวันและสร้างคุณค่าให้กับตัวเอง นอกเหนือจากนำมาตอบคำถามและได้เกรด หากเป็นผลงานวิจัยที่สามารถผลักดันสู่ภาคการผลิต ผลงานที่เพิ่มมูลค่าของวัตถุดิบ แก้ไขปัญหาด้านสิ่งแวดล้อม และเพิ่มคุณภาพชีวิตของผู้เกี่ยวข้องได้ จัดเป็นความสำเร็จและถือเป็นความภาคภูมิใจทั้งในฐานะครูและนักวิจัย

    ประวัติและผลงาน

     สมพร อิสรไกรศีล เรียบเรียง

  • รศ.ดร.สายฝน เอกวรางกูร: นำงานบริการวิชาการและวิจัยสู่การพัฒนากระบวนการจัดการเรียนรู้เชิงบวกสำหรับนักศึกษา

     

    รองศาสตราจารย์ ดร.สายฝน เอกวรางกูร อาจารย์ประจำสำนักวิชาพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ มุ่งเน้นการเชื่อมโยงระหว่างการบริการวิชาการ การทำงานด้านการวิจัย และการเรียนการสอน โดยทำงานทั้ง 3 ด้านควบคู่และสนับสนุนซึ่งกันและกัน ซึ่งคำถามหรือโจทย์ปัญหาด้านการบริการวิชาการจะนำมาผ่านกระบวนการวิจัยเพื่อค้นหาความรู้ใหม่และทำอย่างต่อเนื่องเป็นระบบจนสามารถนำมาประยุกต์ใช้ในการพัฒนากระบวนการจัดการเรียนรู้ให้กับนักศึกษาพยาบาลได้

    รองศาสตราจารย์ ดร.สายฝน เอกวรางกูร เป็นคนอำเภอห้วยยอด จังหวัดตรัง สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี ได้รับปริญญาพยาบาลศาสตรบัณฑิตจากมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ เมื่อปี พ.ศ. 2538 เริ่มทำงานในตำแหน่งพยาบาลวิชาชีพที่โรงพยาบาลสงขลานครินทร์ ศึกษาต่อระดับปริญญาโท ได้รับปริญญาพยาบาลศาสตรมหาบัณฑิต สาขาสุขภาพจิตและการพยาบาลจิตเวช จากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ในปี พ.ศ. 2542 จากนั้นได้ผ่านการคัดเลือกเป็นอาจารย์ประจำสำนักวิชาพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ ในปี พ.ศ. 2543

    หลังจากที่ได้ทำงานในฐานะอาจารย์ที่มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์เป็นเวลา 2 ปี ด้วยความที่เป็นผู้ใฝ่เรียนรู้และพัฒนาตนเองอยู่เสมอ รองศาสตราจารย์ ดร.สายฝน จึงได้ลาศึกษาต่อระดับปริญญาเอก โดยได้รับทุนจากสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษาในโครงการพัฒนาอาจารย์ระดับปริญญาเอก สาขาวิชาการพยาบาล ซึ่งระหว่างที่ศึกษาอยู่นั้น ได้ทำงานด้านวิชาการและการวิจัยควบคู่กันไปด้วย จึงทำให้มีผลงานเพียงพอในการขอตำแหน่งทางวิชาการ โดยได้รับตำแหน่ง “ผู้ช่วยศาสตราจารย์” ในปี พ.ศ. 2548 ก่อนสำเร็จการศึกษาปริญญาปรัชญาดุษฎีบัณฑิต สาขาการพยาบาลจากมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ในปี พ.ศ. 2549 และในปี พ.ศ. 2555 ได้รับตำแหน่ง “รองศาสตราจารย์”

    รองศาสตราจารย์ ดร.สายฝน ได้เล่าถึงแรงบันดาลใจในการทำงานบริการวิชาการ งานวิจัย และงานสอนว่าเริ่มจากการให้การปรึกษากับเด็กและเยาวชนทั้งภายในและภายนอกมหาวิทยาลัย วลัยลักษณ์ที่ถูกส่งต่อเข้ามารับการดูแลช่วยเหลือช่วงระหว่างปี พ.ศ. 2543-2546 เกี่ยวกับพฤติกรรมเสี่ยงทางเพศและภาวะซึมเศร้าซึ่งเป็นผลจากการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงทางพัฒนาการตามวัย รวมทั้งการต้องปรับตัวกับสิ่งแวดล้อม สื่อ เทคโนโลยี และความคาดหวังของสังคมต่อเด็กและเยาวชน ซึ่งหากผู้เกี่ยวข้องมีความเข้าใจ ร่วมมือกันอย่างจริงจัง และมีเครื่องมือการดำเนินงานที่มีประสิทธิภาพอย่างเพียงพอจะสามารถช่วยเหลือเด็กและเยาวชนให้กลายเป็น “ผู้รอด” ได้

    ดังนั้น ระหว่างปี พ.ศ. 2547-2557 รองศาสตราจารย์ ดร.สายฝน จึงรับดำเนินงานโครงการบริการวิชาการควบคู่กับการทำงานวิจัยเพื่อตอบโจทย์งานของพื้นที่และนำผลงานที่ได้รับจากทั้ง 2 ภารกิจมาพัฒนากระบวนการจัดการเรียนรู้ในงานประจำ โดยสำนักวิชาพยาบาลศาสตร์ร่วมกับมูลนิธิ Path2Health ภายใต้การสนับสนุนหลักจากกองทุนโลกเพื่อแก้ไขปัญหาเอดส์ วัณโรค และมาเลเรีย (Global Fund) สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และกองทุนพื้นที่ในลักษณะของการร่วมลงทุน (Matching Fund) ผลักดันการดำเนินงานป้องกันเอดส์และสร้างเสริมสุขภาวะทางเพศของกลุ่มเด็กและเยาวชนในระบบการศึกษาภายใต้ชื่อ “โครงการส่งเสริมเพศวิถีศึกษารอบด้านสำหรับเยาวชนในสถานศึกษา (โครงการก้าวย่างอย่างเข้าใจ) ภาคใต้” โดยปี พ.ศ. 2547-2550 รับผิดชอบเฉพาะเขตพื้นที่จังหวัดนครศรีธรรมราช

    ต่อมาปี พ.ศ. 2551-2554 รองศาสตราจารย์ ดร.สายฝน ได้ดำเนินงานในฐานะผู้รับผิดชอบหลักในเขตพื้นที่ 4 จังหวัดภาคใต้ตอนบนที่กองทุนโลกคัดเลือกให้เป็นจังหวัดนำร่องของการพัฒนา ได้แก่ นครศรีธรรมราช กระบี่ พังงา และระนอง ผลงานดังกล่าวได้รับโล่เชิดชูเกียรติการบริการวิชาการเนื่องในโอกาสครบรอบปีที่ 21 แห่งการสถาปนามหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ในปี พ.ศ. 2556 และปี พ.ศ. 2555-2557 รับหน้าที่หลักในการเป็นนักวิชาการโครงการขยายผลการดำเนินงานครอบคลุม 14 จังหวัดภาคใต้ มุ่งเน้นการบริการวิชาการ งานวิจัย และกระบวนการจัดการเรียนรู้ที่สามารถตอบโจทย์และพัฒนาแนวทางการดำเนินงานโครงการของพื้นที่ให้บรรลุตามเป้าหมายหลักคือการร่วมมือกันผลักดันให้เกิดการจัดกระบวนการเรียนรู้เพศวิถีศึกษารอบด้าน (Comprehensive Sex Education) หรือวิชาชีวิตผ่านกระบวนการเรียนรู้ผ่านประสบการณ์ (Experiential Learning) และการพัฒนาเยาวชนเชิงบวก (Positive Youth Development) เพื่อพัฒนากระบวนการคิด วิเคราะห์ แยกแยะ ความสามารถในการตัดสินใจเลือก และรับผิดชอบต่อผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจากการเลือกบนพื้นฐานของการมีข้อมูลที่ถูกต้องและรอบด้านสำหรับเด็กและเยาวชน

    ผลงานการเขียนเรื่องเล่าเร้าพลังจากประสบการณ์เข้าร่วมโครงการของครูและเยาวชนภาคใต้ตอนบน ปี พ.ศ. 2553 ชื่อ “ระหว่างทาง…การเปลี่ยนแปลง” แสดงให้เห็นถึงพัฒนาการ การเจริญเติบโต วุฒิภาวะ ความสามารถด้านการคิด วิเคราะห์ แยกแยะ การตัดสินใจเลือก รวมทั้งการรับผิดชอบต่อผลลัพธ์ที่เกิดจากการเลือกปฏิบัติบนพื้นฐานของการมีข้อมูลอย่างรอบด้านที่นำไปสู่ความปลอดภัยและสุขภาวะของเด็กและเยาวชน การเกิดทัศนคติเชิงบวก การลดช่องว่าง และการสื่อสารเชิงบวกเพื่อสร้างความเข้าใจระหว่างเด็กและเยาวชนกับผู้ใหญ่ รวมทั้งผลการจัดการเรียนรู้จาก “นักศึกษาพยาบาล” ที่ช่วยสะท้อนและเติมเต็มความเป็นครูอย่างตรงไปตรงมาของรองศาสตราจารย์ ดร.สายฝน ที่ว่า

    “…ครูที่ดีไม่ใช่ครูที่ทำให้นักศึกษาได้เกรด A แต่ครูที่แท้จริงต้องสามารถใช้เครื่องมือสอนให้นักศึกษามองเห็นตนเองอย่างเข้าใจ คิดวิเคราะห์ มองเห็นคุณค่า เกิดแรงบันดาลใจ เห็นแนวทางพัฒนาตนเองอย่างเป็นรูปธรรม คอยหันแสงเข้าหาแม้ในสถานการณ์วิกฤต ไม่เผลอเป็นหลุมดำซะเอง เพื่อช่วยให้นักศึกษากลายเป็น ผู้รอด ไม่ใช่ เหยื่อ ของการเรียนรู้ และความท้าทายของครู คือ การสอนให้สำเร็จไม่ใช่สอนให้เสร็จ…”

    นอกจากนี้ รองศาสตราจารย์ ดร.สายฝน ยังได้บอกเล่าถึงความประทับใจในเครื่องมือที่ใช้ในการจัดการเรียนรู้ผ่านประสบการณ์ (Experiential Learning) และการพัฒนาเยาวชนเชิงบวก (Positive Youth Development) ที่ใช้การตั้งคำถามเพื่อกระตุ้นให้ผู้เรียนเกิดการคิดวิเคราะห์และได้คำตอบที่เหมาะสมกับบริบทและเงื่อนไขด้วยตนเอง ถือเป็นเครื่องมือสร้างการเรียนรู้ที่ช่วยให้ทั้งอาจารย์และนักศึกษาเกิดการพัฒนาไปพร้อม ๆ กัน เข้าใจกันมากขึ้น ส่งผลให้บรรลุตามวัตถุประสงค์ที่กำหนดผ่านกระบวนการเรียนรู้ร่วมกันโดยไม่จำเป็นต้องบอกกล่าว บรรยาย หรือสอนเช่นเดิม จนได้รับการยกย่องเป็นอาจารย์ดีเด่นด้านการเป็นครู มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ ปีพุทธศักราช 2556 เข้ารับพระราชทานโล่ประกาศเกียรติคุณจากสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี ในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรแก่ผู้สำเร็จการศึกษา ประจำปีการศึกษา 2556 เมื่อวันที่ 1 สิงหาคม 2557 ที่ผ่านมา

    ด้านการทำวิจัย รองศาสตราจารย์ ดร.สายฝน ได้เชื่อมโยงงานทั้ง 3 ด้านเข้าด้วยกัน คือ การทำวิจัย การบริการวิชาการ และการเรียนการสอน โดยเริ่มจากคำถามหรือโจทย์ปัญหาด้านการบริการวิชาการ ซึ่งกระบวนการวิจัยคือทางออกสำคัญในการช่วยค้นหาความรู้ใหม่อย่างเป็นระบบ เพื่อนำผลลัพธ์ที่ได้จากงานวิจัยไปพัฒนาต่อยอดงานบริการวิชาการ เมื่อกระบวนการส่งต่อความรู้ดังกล่าวเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องจนสามารถบรรลุเป้าหมายของการทำงานแล้ว ก็นำมาประยุกต์ใช้ในการพัฒนากระบวนการจัดการเรียนรู้ให้กับนักศึกษาพยาบาลทั้งรายวิชาทฤษฎีและปฏิบัติ รวมทั้งผลิตคู่มือการสอนการสร้างเสริมสุขภาพในหลักสูตรพยาบาลศาสตรบัณฑิตเรื่อง “พฤติกรรมเสี่ยงทางเพศ”

    จากการเชื่อมโยงการทำวิจัย การบริการวิชาการ และการเรียนการสอนเข้าด้วยกัน ทำให้ ผลงานการสร้างสรรค์ ประเภทวรรณกรรม ลักษณะงานโปรแกรมคอมพิวเตอร์ “ระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์ (GIS) เพื่อการสร้างเสริมสุขภาพชุมชน” ที่อาจารย์อุไร จเรประพาฬ ร่วมกับ รองศาสตราจารย์ ดร.สายฝน ดำเนินการได้ผ่านการรับรองของกรมทรัพย์สินทางปัญญาตามคำขอแจ้งข้อมูลลิขสิทธิ์ของมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ เลขที่ 199724 เมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2551 ทั้งยังได้แต่งหนังสือ “รู้จัก เข้าใจ ดูแลภาวะซึมเศร้า” รวมทั้งบทความทางการวิจัยและวิชาการอีกกว่า 30 เรื่อง เช่น เรื่อง ความสัมพันธ์ระหว่างการคิดวิเคราะห์กับพฤติกรรมเสี่ยงทางเพศของวัยรุ่น เผยแพร่ทางวารสารพยาบาล เรื่อง กระบวนการมีส่วนร่วมสร้างเสริมสุขภาวะทางเพศด้วยการพัฒนาต้นทุนชีวิตเด็กและเยาวชน ภาคใต้ตอนบน เผยแพร่ทางวารสารเกื้อการุณย์ เรื่อง Effectiveness of brief cognitive-support treatment in mild to moderate depressed Thai adolescent students เผยแพร่ทาง Thai Journal of Nursing Research เรื่อง การบูรณาการกระบวนการจัดการเรียนรู้ผ่านประสบการณ์ การติดตามสนับสนุน และการพัฒนาเชิงบวกกับการพัฒนาสมรรถนะและความภาคภูมิใจในวิชาชีพของนักศึกษาพยาบาล เผยแพร่ทางวารสารเกื้อการุณย์ และได้รับรางวัลที่ 2 ของผลงานสร้างสรรค์/นวัตกรรมที่ไม่ใช่สิ่งประดิษฐ์ ในการประชุมพยาบาลศาสตร์ศึกษาแห่งชาติครั้งที่ 6 เรื่องการจัดการศึกษาพยาบาลในศตวรรษที่ 21 เป็นต้น นอกจากนี้ ยังเป็นวิทยากร ผู้ทรงคุณวุฒิ ที่ปรึกษาโครงงานวิจัย ได้รับโล่เกียรติคุณกรรมการที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์ประเภทชมเชยจากบัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยทักษิณ คณะกรรมการชุดต่าง ๆ และทำกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับวิชาชีพพยาบาล เช่น คณะทำงานจัดทำสมรรถนะพยาบาลเฉพาะทางสาขาการพยาบาลจิตเวช ดำเนินการโดยสภาการพยาบาล ผู้ทรงคุณวุฒิประเมินผลงานตำแหน่งระดับชำนาญการพิเศษของคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ เป็นต้น

    รองศาสตราจารย์ ดร.สายฝน ได้ตั้งเป้าหมายในฐานะอาจารย์และนักวิจัยไว้ว่าจะพัฒนา กระบวนการจัดการเรียนรู้เชิงบวกเพื่อผลิตบัณฑิตพยาบาลให้เป็นผู้รู้จักและเข้าใจตนเอง สามารถคิด วิเคราะห์ แยกแยะ ตัดสินใจเลือก และรับผิดชอบผลจากการเลือกปฏิบัติทั้งด้านการใช้ชีวิตต่อตนเองและการปฏิบัติการพยาบาลกับผู้ใช้บริการทั้งในระดับบุคคล ครอบครัว และชุมชนบนพื้นฐานของการมีข้อมูลรอบด้านอย่างเข้าใจและภาคภูมิใจในวิชาชีพพยาบาล ขณะเดียวกันจะพัฒนางานวิจัยที่มุ่งตอบโจทย์และรองรับการดำเนินงานบริการวิชาการแก่สังคมเพื่อส่งต่อความรู้ที่เกิดขึ้นให้คนทำงานและผู้เกี่ยวข้องเกิดความเชื่อมั่นและเกิดแนวทางการดำเนินงานอย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง

    ด้วยความเชี่ยวชาญและความชอบในงานด้านสุขภาวะวัยรุ่น การสร้างเสริมสุขภาวะทางเพศสำหรับเด็กและเยาวชน ภาวะซึมเศร้าและการจัดการ ทำให้ รองศาสตราจารย์ ดร.สายฝน ถือเป็นความสำเร็จและความภาคภูมิใจ “ในการเป็นส่วนหนึ่งที่ผลักดันให้เกิดกระบวนการจัดการเรียนรู้และการพัฒนาเชิงบวกกับเด็กและเยาวชนผ่านงานบริการวิชาการ งานวิจัย และงานสอนทั้งภายในและภายนอกมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์” ที่สำคัญการมีเพื่อนร่วมทางจากเครือข่ายคนทำงานทั้งภายในและภายนอกมหาวิทยาลัย โดยเฉพาะกัลยาณมิตร เช่น มูลนิธิ Path2Health ช่วยให้มองเห็นจุดอ่อนและแนวทางการพัฒนาตนเองอย่างตรงไปตรงมา

     

    ประวัติและผลงาน

     

    สมพร อิสรไกรศีล เรียบเรียง

  • ดร. ชมพูนุท นันทเมธี สำนักวิชาวิทยาศาสตร์

    ดร. ชมพูนุท นันทเมธี อาจารย์ประจำสำนักวิชาวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ มีความสุขทุกครั้งที่สอนนักศึกษาด้วยตระหนักเสมอว่าสิ่งที่ทำอยู่นั้นมีความสำคัญเพราะนักศึกษาคือกำลังพลที่พร้อมจะเติบโตเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศชาติให้ก้าวหน้าต่อไป ด้านงานวิจัยที่ทำควบคู่กันกับการสอน เป็นงานที่ทำเพื่อพัฒนาตนเองให้ก้าวไปพร้อมกับโลกในยุคปัจจุบันและเพื่อนำไปใช้พัฒนาการเรียนการสอนให้แก่นักศึกษา

    ดร. ชมพูนุท นันทเมธี จบการศึกษาระดับมัธยมศึกษาปีที่ 6 จากโรงเรียนพะตงประธานคีรีวัฒน์ จังหวัดสงขลา หลังจากนั้นได้รับทุนในโครงการพัฒนากำลังคนด้านวิทยาศาสตร์ (ทุนเรียนดีวิทยาศาสตร์แห่งประเทศไทย) เพื่อศึกษาต่อระดับปริญญาตรี สาขาวิชาเคมี ณ คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตหาดใหญ่ หลังจากจบการศึกษาระดับปริญญาตรีด้วยเกียรตินิยมอันดับหนึ่งในปี พ.ศ. 2551 ได้รับทุนจากกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ตามความต้องการของมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ ไปศึกษาต่อระดับปริญญาเอก สาขาวิชาเคมี ณ มหาวิทยาลัยแมนเชสเตอร์ ประเทศอังกฤษ โดยระหว่างที่ศึกษาอยู่นั้น ได้ทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยสอนในรายวิชาเคมีของวัสดุที่มีรูพรุนระดับนาโน เพื่อเก็บเกี่ยวประสบการณ์ด้านการและนำมาประยุกต์ใช้กับการทำงานจริงเมื่อสำเร็จการศึกษา

    หลังจากสำเร็จการศึกษาในปี 2556 ได้กลับมาเป็นอาจารย์ที่สำนักวิชาวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ โดย ดร. ชมพูนุท ได้เล่าว่า ตนนั้นสนุกและมีความสุขทุกครั้งที่เข้าสอนนักศึกษา เพราะตระหนักเสมอว่า สิ่งที่ทำอยู่นั้นเป็นสิ่งที่มีความสำคัญมากเพียงไร นักศึกษาที่นั่งอยู่ตรงหน้าทุกคนคือกำลังสำคัญที่จะผลักดันประเทศชาติให้ก้าวหน้าต่อไป ส่วนงานวิจัยนั้น นอกจากจะทำเพราะอยากรู้ ทำเพราะรักที่จะทำแล้ว อีกเหตุผลหนึ่ง คือทำเพื่อพัฒนาตนเอง เพื่อกระตุ้นตนเองให้ก้าวไปพร้อมกับโลกยุคใหม่และยังหวังจะนำประสบการณ์ที่ได้มาถ่ายทอดให้นักศึกษาเรียนรู้ต่อไป

    เมื่อถามถึงมุมมองด้านงานวิจัยว่า ดร. ชมพูนุท ได้กล่าวว่างานวิจัยเป็นการค้นหาคำตอบของสิ่งที่สงสัยและนำองค์ความรู้ใหม่ที่ได้เผยแพร่ให้แก่ผู้อื่น ซึ่งถือเป็นการทำงานที่ได้ประโยชน์สองทางคือได้ทั้งตนเองและผู้อื่น โดยรู้จักคำว่า “วิจัย” มาตั้งแต่ยังเป็นเด็กจากภาพยนตร์ฮอลลีวูด ในตอนนั้น ตนคิดว่านักวิจัยนั้นเป็นผู้มีความสามารถและเป็นหนึ่งในอาชีพที่มีความสำคัญต่อมวลมนุษย์ เมื่อเริ่มเข้าเรียนมัธยมศึกษาตอนต้นก็เริ่มคุ้นเคยกับโครงงานวิทยาศาสตร์และนั่นจึงเป็นจุดเริ่มต้นของความสนใจในการวิจัยอย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน

    เนื่องจากงานวิจัยในระดับปริญญาเอกของ ดร.ชมพูนุท เกี่ยวข้องกับการศึกษาการตอบสนองต่อความร้อนในระดับโครงสร้างของวัสดุโครงข่ายโลหะอินทรีย์โดยใช้เทคนิคการเลี้ยวเบนของรังสีเอกซ์ (X-ray diffraction techniques) จึงมีความชอบและความเชี่ยวชาญทางด้านนี้ ทั้งยังมีความรู้และความเข้าใจในเรื่องการศึกษากลไกการปลูกผลึกในระดับโมเลกุล (crystal growth) อันเป็นผลมาจากการเป็นผู้ช่วยสอนในระหว่างศึกษาต่อปริญญาเอกอีกด้วย

    ขณะเดียวกัน ก็มีความสนใจเป็นพิเศษเกี่ยวข้องกับการสังเคราะห์วัสดุที่มีรูพรุนระดับนาโนเมตร ทั้งวัสดุที่ประกอบไปด้วยสารอนินทรีย์ทั้งหมด อาทิ Zeolites/Zeotypes และวัสดุโครงข่ายโลหะอินทรีย์ หรือที่รู้จักกันในชื่อ Metal Organic Frameworks (MOF) ความมีรูพรุนเป็นสมบัติที่น่าสนใจและสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในด้านต่างๆได้มากมาย ตัวอย่างเช่น ใช้เป็นตัวเก็บหรือแยกแก๊ส ใช้เป็นตัวนำส่งยาและใช้เป็นตัวเร่งปฏิกิริยา เป็นต้น

    ดร.ชมพูนุท เล่าถึงหลักการเรียนและการทำงานว่า การจะทำอะไรก็ตามไม่ว่าจะเป็นด้านการเรียน การสอน หรืองานวิจัย ทุกอย่างต้องทำด้วยใจและมีความสุข สนุกไปกับสิ่งที่ทำ หากเราทำสิ่งเหล่านั้นด้วยความรู้สึกว่าต้องทำ ทำเพราะคาดหวังผลประโยชน์อื่นหรือทำเพราะไม่มีทางเลือกอื่นที่ดีกว่า เราก็จะทุกข์ เครียด ผลที่ตามมาคือ สิ่งที่ทำออกมาก็จะไม่มีประสิทธิภาพหรืออาจส่งผลให้สุขภาพร่างกายและจิตใจแย่ลง ดร.ชมพูนุท มีเคล็ดลับในการกระตุ้นตนเอง โดยการตั้งเป้าหมายเล็กๆเอาไว้เพื่อเป็นกำลังใจในการทำงาน โดยในขั้นแรกนี้ตั้งใจจะเป็นครูที่ “ดี” ทั้งในแง่ของการเรียนการสอนและด้านอื่นๆ มุ่งที่จะพัฒนากระบวนการสอนให้ทันสมัย ตรงใจผู้เรียนและตรงกับวิถีและความชอบผู้สอนด้วย ส่วนงานวิจัย เริ่มจากการทำงานวิจัยเล็กๆที่ตนเองสนใจให้ประสบผลสำเร็จ

    เมื่อถามถึงสิ่งที่ภาคภูมิใจ ดร. ชมพูนุท กล่าวสั้นๆเพียงว่า ทุกวันนี้ตนภูมิใจที่ได้ทำให้พ่อแม่ภาคภูมิใจและมีความสุข ซึ่งถือว่า เป็นความสำเร็จที่ใหญ่ยิ่งสำหรับคนเป็นลูก นอกจากนี้ยังภาคภูมิใจที่ได้เป็นครู งานที่ตนใฝ่ฝันและอยากจะทำ ซึ่งบัดนี้เป็นจริงแล้ว